สรุปบทความ
- ศาลรัฐบาลกลางนิวยอร์กอนุมัติให้คดีฟ้องร้องแบบกลุ่มต่อ Tether และ Bitfinex ดำเนินต่อไปได้ กล่าวหาว่าใช้ USDT ที่ไม่มีเงินหนุนปั่นราคา Bitcoin ค่าเสียหายอาจเกิน 1 แสนล้านดอลลาร์
- ถ้าศาลตัดสินว่าราคา Bitcoin ในช่วงปี 2017-2021 ถูกปั่นจริง ข้อมูลราคาในอดีตที่เทรดเดอร์ไทยใช้ทำ TA อาจไม่สะท้อนความเป็นจริง
- คดียังไม่มีคำตัดสิน Tether ยังสามารถต่อสู้ได้ แต่ความเสี่ยงต่อความเชื่อมั่นใน USDT และสภาพคล่องในตลาดคริปโตมีอยู่จริง
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา BEARISH
คดีนี้สร้างความไม่แน่นอนอย่างมากต่อตลาดคริปโต หาก Tether แพ้คดี ความเชื่อมั่นใน USDT ซึ่งเป็นสเตเบิลคอยน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกจะพังทลาย สภาพคล่องในตลาดจะหดตัว และราคาสินทรัพย์ดิจิทัลทุกตัวจะได้รับแรงกดดัน แม้คดียังไม่มีคำตัดสิน แต่ความเสี่ยงเชิงลบมีน้ำหนักมากกว่า
ศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ เปิดทางฟ้องคดีกลุ่ม Tether เรียกค่าเสียหายกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์

ลองจินตนาการว่ากราฟราคา Bitcoin ทุกเส้นที่คุณเคยลากแนวรับ แนวต้าน หรือ Fibonacci retracement ล้วนถูกวาดบนผืนผ้าใบปลอม นั่นคือสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้จริง หากศาลรัฐบาลกลางนิวยอร์กตัดสินว่า Tether และ Bitfinex ใช้ USDT ที่ไม่มีเงินสำรองหนุนเต็มจำนวนเข้ามาปั่นราคา Bitcoin ตลอดช่วงปี 2017-2021
เมื่อวันที่ 8 มี.ค. 2569 ข่าวใหญ่สะเทือนวงการคริปโตหลุดออกมา ศาลรัฐบาลกลางในนิวยอร์กได้อนุมัติให้คดีฟ้องร้องแบบกลุ่ม (class action) ต่อ Tether และ Bitfinex ดำเนินต่อไปได้ โดยมีเอกสารคำสั่งความยาวถึง 90 หน้า กล่าวหาว่าทั้งสองบริษัทจงใจออก USDT โดยไม่มีเงินดอลลาร์หนุนหลังอย่างเพียงพอ แล้วใช้ USDT เหล่านั้นเข้าซื้อ Bitcoin เพื่อดันราคาให้สูงขึ้นอย่างผิดปกติ
Altinvest.finance สรุปสถานการณ์ไว้ว่า “ศาลรัฐบาลกลางนิวยอร์กเพิ่งอนุมัติให้คดีกลุ่มดำเนินต่อไปได้ โดยกล่าวหาว่า Tether และ Bitfinex ปั่นตลาดคริปโตผ่านการออก USDT ที่ไม่มีสินทรัพย์หนุน ค่าเสียหายที่อาจเกิดขึ้นอาจสูงเกิน 1 แสนล้านดอลลาร์” ตัวเลข 1 แสนล้านดอลลาร์นี้ ถ้าเป็นจริงจะเป็นค่าเสียหายจากคดีคริปโตที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์
ข้อกล่าวหาสำคัญ USDT ถูกสร้างจากอากาศ แล้วอัดเข้า Bitcoin

หัวใจของคดีนี้ไม่ได้ซับซ้อน แต่หนักหน่วงมาก ฝ่ายโจทก์กล่าวหาว่า Tether ออก USDT จำนวนมหาศาลโดยไม่มีเงินดอลลาร์สหรัฐฯ หนุนหลังแบบ 1 ต่อ 1 จากนั้น USDT เหล่านี้ถูกส่งไปยัง Bitfinex ซึ่งเป็นเว็บกระดานเทรดคริปโตในเครือเดียวกัน เพื่อเข้าซื้อ Bitcoin ในปริมาณมาก ผลลัพธ์คือราคา Bitcoin ถูกดันขึ้นไปอย่างผิดธรรมชาติ
พูดง่ายๆ คือ เหมือนการพิมพ์เงินปลอมแล้วเอาไปซื้อของจริง ถ้า USDT ที่ถูกสร้างขึ้นมาไม่ได้มีดอลลาร์จริงรองรับ มันก็ไม่ต่างจากการสร้างอุปสงค์เทียม (artificial demand) ในตลาด Bitcoin และเมื่ออุปสงค์เทียมนี้ถูกอัดเข้าไปในตลาดอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปี ราคาที่เราเห็นบนกราฟก็อาจไม่ได้สะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของ Bitcoin เลย
DefiContrarian แสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมาว่า “การมีส่วนเกี่ยวข้องของ KuCoin ในเรื่องของ Tether/Bitfinex นี้ เป็นอีกตะปูตอกฝาโลงของคริปโต ทั้งระบบถูกสร้างขึ้นจากควันและกระจก” แม้จะเป็นความเห็นที่รุนแรง แต่ก็สะท้อนความกังวลที่หลายคนในวงการมีร่วมกัน
ถ้าราคา Bitcoin ถูกปั่น กราฟ TA ของคุณเชื่อได้แค่ไหน

นี่คือประเด็นที่สำคัญที่สุดสำหรับเทรดเดอร์ไทยทุกคน การวิเคราะห์ทางเทคนิค (Technical Analysis หรือ TA) ทำงานบนสมมติฐานพื้นฐานข้อหนึ่งว่า “ราคาสะท้อนทุกสิ่ง” (price discounts everything) กราฟราคาที่เราเห็นคือผลรวมของการซื้อขายจริงทั้งหมดในตลาด แนวรับ แนวต้าน Moving Average และ Fibonacci retracement ทุกเส้น ล้วนคำนวณมาจากข้อมูลราคาในอดีต
แต่ถ้าข้อมูลราคาในอดีตนั้นถูกบิดเบือนจากอุปสงค์เทียมที่สร้างด้วย USDT ที่ไม่มีเงินหนุนล่ะ? แนวรับที่ $20,000 ในปี 2017 มันเป็นแนวรับจริงหรือเป็นแค่ระดับราคาที่ถูกพยุงไว้ด้วยเงินปลอม? การ breakout ที่ $60,000 ในปี 2021 เป็นสัญญาณขาขึ้นแท้จริง หรือเป็นแค่ผลจากการอัด USDT เข้าตลาดอีกรอบ?
เทรดเดอร์ไทยจำนวนมากพึ่งพา TA เป็นเครื่องมือหลักในการตัดสินใจ เปิด Long หรือ Short ตาม Pattern ที่เห็นในกราฟ ตั้ง Stop Loss ตามแนวรับ Take Profit ตามแนวต้าน แต่ถ้าศาลตัดสินว่าราคา Bitcoin ในช่วงปี 2017-2021 ถูกปั่นจริง มันหมายความว่า Pattern ทั้งหมดที่เราเห็นในช่วงเวลานั้น ไม่ว่าจะเป็น Head and Shoulders, Double Bottom หรือ Cup and Handle อาจเป็นแค่ภาพลวงตาที่ถูกสร้างขึ้นโดยเงินที่ไม่มีอยู่จริง
เจ้ามือ Bitfinex ยังเปิดสถานะ Long ขนาดใหญ่ ขัดแย้งกับความจริงที่กำลังถูกเปิดเผย
สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้คดีนี้จะเป็นข่าวใหญ่ แต่เจ้ามือบน Bitfinex ยังคงเปิดสถานะ Long Bitcoin ขนาดใหญ่อยู่ Brooster รายงานว่า “เจ้ามือ Bitfinex ยังคงถือสถานะ Long ขนาดใหญ่มากใน BTC” พร้อมระบุว่า Bitcoin เหลือให้ขุดอีกเพียง 1,000,884 BTC จากทั้งหมด 21 ล้าน BTC และ Bitcoin ETF กำลังเติบโตเร็วกว่า Gold ETF มาก

อย่างไรก็ตาม Blue Ledger มองต่างมุมว่า “เจ้ามือ Bitfinex กำลังลดสถานะ Long ขนาดใหญ่ที่สร้างไว้ตั้งแต่ปลายปี 2024 ถือเป็นการลดเลเวอเรจที่สมเหตุสมผล ตอนนี้เงินไหลเข้า ETF สำคัญกว่า” ดังที่เห็นในภาพด้านบน คำถามสำคัญตอนนี้คือ คุณกำลังจับตาดูเจ้ามือ หรือจับตาดู ETF กันแน่?
ข้อมูล ETF ก็ส่งสัญญาณปะปน Racquel Zukerman รายงานว่า “Bitcoin ETF มีเงินไหลเข้า 1.14 พันล้านดอลลาร์ใน 3 วันทำการ ตามด้วยเงินไหลออก 576.8 ล้านดอลลาร์ใน 2 วัน ความต้องการจากสถาบันอาจกำลังชนเพดาน” นั่นหมายความว่าแม้แต่เงินจากสถาบันที่หลายคนเชื่อว่าจะพยุงราคา ก็ยังไม่แน่นอน
ผลกระทบต่อเทรดเดอร์ไทยในโลกจริง

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดที่มีการใช้ USDT สูงมาก ทั้งในการซื้อขาย Bitcoin ผ่านเว็บกระดานเทรดต่างๆ และในการซื้อขายแบบ P2P ในชีวิตประจำวัน USDT คือสะพานเชื่อมระหว่างเงินบาทกับโลกคริปโตสำหรับคนไทยส่วนใหญ่ การที่ USDT ถูกกล่าวหาว่าเป็นเครื่องมือในการปั่นราคา Bitcoin จึงกระทบกับเทรดเดอร์ไทยโดยตรง
ลองนึกภาพเทรดเดอร์ไทยที่ใช้กราฟราคา Bitcoin ย้อนหลัง 5 ปีเพื่อลากเทรนด์ไลน์และหาจุดเข้าซื้อ ถ้าราคาในช่วง 2017-2021 ถูกปั่นขึ้นไปด้วย USDT ปลอม เทรนด์ไลน์ที่เขาลากมานั้นก็ไม่ได้สะท้อนพฤติกรรมตลาดที่แท้จริง มันเหมือนกับการเอาไม้บรรทัดไปวัดบนแผนที่ที่มาตราส่วนผิด ต่อให้วัดถูกทุกมิลลิเมตร ผลลัพธ์ก็ผิดอยู่ดี
ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าคดีนี้พิสูจน์ได้ว่า USDT ถูกใช้ปั่นราคาจริง มันจะเปิดประตูให้นักลงทุนทั่วโลก รวมถึงนักลงทุนไทย เข้าร่วมฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้ด้วย ใครก็ตามที่ซื้อ Bitcoin ในช่วงที่ราคาถูกปั่น และต่อมาขาดทุนจากการที่ราคาร่วงลงมา อาจเข้าข่ายเป็นผู้เสียหายในคดีนี้
Tether ยังไม่พ่ายแพ้ แต่ความเสี่ยงมีอยู่จริง

ต้องเน้นย้ำว่า การที่ศาลอนุมัติให้คดีดำเนินต่อไปได้ ไม่ได้หมายความว่า Tether มีความผิด การอนุมัติคดีกลุ่ม (class certification) เป็นเพียงขั้นตอนทางกฎหมายที่บอกว่า ข้อกล่าวหามีน้ำหนักเพียงพอที่จะให้ไต่สวนต่อ Tether ยังมีโอกาสต่อสู้คดีและพิสูจน์ตัวเองได้
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลคือขนาดของค่าเสียหายที่อาจเกิดขึ้น หากฝ่ายโจทก์ชนะ ค่าเสียหายที่สูงกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์อาจทำให้ Tether ไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ และเมื่อ USDT เป็นสเตเบิลคอยน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก การล่มสลายของ Tether จะส่งแรงกระเพื่อมไปทั่วทั้งตลาดคริปโต
ตลาด USDT มีมูลค่ารวมกว่า 1.4 แสนล้านดอลลาร์ เว็บกระดานเทรดเกือบทุกแห่งใช้ USDT เป็นคู่เทรดหลัก ถ้า Tether แพ้คดีและต้องจ่ายค่าเสียหาย ความเชื่อมั่นใน USDT จะพังทลาย สภาพคล่องในตลาดคริปโตทั้งหมดจะหดตัวลงอย่างรุนแรง และราคาสินทรัพย์ดิจิทัลทุกตัวจะได้รับผลกระทบ
ความเห็นผู้เขียน
ส่วนตัวผมไม่ได้มองว่าคดีนี้จะทำให้ Bitcoin หมดค่าในชั่วข้ามคืน แม้ศาลจะตัดสินว่า USDT ถูกใช้ปั่นราคาจริง มันก็ไม่ได้หมายความว่า Bitcoin ไม่มีมูลค่าเลย เพราะยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ขับเคลื่อนราคา ไม่ว่าจะเป็นการ Halving, เงินจากสถาบันผ่าน ETF, การใช้งานจริงในฐานะสินทรัพย์ดิจิทัล
แต่สิ่งที่ผมกังวลจริงๆ คือเรื่อง TA เทรดเดอร์ไทยหลายคนยึดมั่นกับ TA เหมือนศาสนา เชื่อว่ากราฟบอกทุกอย่าง เชื่อว่า Pattern ในอดีตจะซ้ำรอย แต่ถ้าข้อมูลราคาในช่วงที่สร้าง Pattern เหล่านั้นถูกปั่น TA ก็เป็นแค่การเล่น connect-the-dots บนกระดาษที่ใครบางคนจุดไว้ให้คุณ ไม่ใช่ Pattern ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติของตลาด
ผมไม่ได้บอกให้ทิ้ง TA ไปเลย แต่อยากให้ทุกคนตระหนักว่า TA มีข้อจำกัด โดยเฉพาะเมื่อข้อมูลต้นทางอาจถูกบิดเบือน ควรใช้ TA เป็นเครื่องมือหนึ่งในหลายเครื่องมือ ไม่ใช่เครื่องมือเดียว และต้องรู้จักตั้งคำถามกับทุกอย่าง แม้กระทั่งกราฟราคาที่คุณเห็นทุกวัน
สำหรับคดีนี้ ผมจะจับตาดูอย่างใกล้ชิด เพราะผลลัพธ์ของมัน ไม่ว่าจะออกมาทางไหน จะเปลี่ยนวิธีที่เรามองตลาดคริปโตไปตลอดกาล ถ้า Tether ชนะ มันจะยืนยันว่า USDT ปลอดภัย แต่ถ้า Tether แพ้ ทุกอย่างที่เราเชื่อเกี่ยวกับราคา Bitcoin ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา อาจต้องเขียนใหม่ทั้งหมด
ภาพจาก AI

