bitkub-banner

ธนาคารสหรัฐฯ เดือด เตรียมฟ้อง OCC หลังปล่อยใบอนุญาตแบงก์ให้ Ripple, BitGo, Paxos

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • กลุ่มล็อบบี้ธนาคารสหรัฐฯ กำลังพิจารณายื่นฟ้อง OCC หลังจากที่หน่วยงานนี้อนุมัติใบอนุญาตธนาคารความไว้วางใจแห่งชาติให้กับบริษัทคริปโตหลายแห่ง ได้แก่ BitGo, Ripple, Paxos และ Crypto.com
  • การอนุมัติเหล่านี้เกิดขึ้นตั้งแต่เดือนธันวาคมปีที่แล้ว โดยมีบริษัทอื่นอย่าง Zerohash ยังอยู่ระหว่างยื่นขอใบอนุญาตด้วย
  • หากกลุ่มธนาคารดำเนินการฟ้องจริง อาจเกิดความล่าช้าในกระบวนการออกใบอนุญาตและส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของบริษัทคริปโตในระบบการเงินกระแสหลัก

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Bearish

ข่าวนี้มีแนวโน้มกดดันตลาดในระยะสั้น เนื่องจากการฟ้องร้องอาจสร้างความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบ โดยเฉพาะต่อ XRP ของ Ripple ที่ได้รับใบอนุญาตดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ผลกระทบยังจำกัดเพราะยังอยู่ในขั้นพิจารณา ยังไม่มีการฟ้องจริง

กลุ่มล็อบบี้ธนาคารสหรัฐฯ กำลังพิจารณายื่นฟ้องสำนักงานผู้ตรวจสอบเงินตรา (OCC) หลังจากที่หน่วยงานดังกล่าวอนุมัติใบอนุญาตธนาคารความไว้วางใจแห่งชาติ (National Trust Bank Charter) ให้กับบริษัทคริปโตหลายราย ตามรายงานจาก Cointelegraph โดยบริษัทที่ได้รับการอนุมัติเบื้องต้นตั้งแต่เดือนธันวาคมปีที่แล้วได้แก่ BitGo, Ripple, Paxos และ Crypto.com ส่วน Zerohash ก็อยู่ระหว่างยื่นขอใบอนุญาตเช่นกัน การเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความตึงเครียดที่ยังคงมีอยู่ระหว่างสถาบันการเงินแบบดั้งเดิมและอุตสาหกรรมคริปโตที่กำลังพยายามเข้าสู่ระบบการธนาคารกระแสหลัก

ธนาคารดั้งเดิมไม่พอใจอะไร

ใจความสำคัญของข้อพิพาทนี้คือกลุ่มธนาคาร มองว่าการที่ OCC อนุมัติใบอนุญาตธนาคารให้กับบริษัทคริปโตนั้นเป็นการเปิดประตูให้คู่แข่งที่ไม่ได้อยู่ภายใต้กฎระเบียบเดียวกับธนาคารทั่วไปเข้ามาแข่งขันในพื้นที่ที่ตนเองครองตลาดมาตลอด ใบอนุญาตธนาคารความไว้วางใจแห่งชาติจะช่วยให้บริษัทคริปโตสามารถให้บริการดูแลสินทรัพย์ดิจิทัล ฝากเงิน และบริการทางการเงินอื่น ๆ ได้อย่างเป็นทางการโดยมีใบอนุญาตของรัฐบาลกลางรองรับ ซึ่งจะเพิ่มความน่าเชื่อถือและเปิดโอกาสให้บริษัทเหล่านี้เข้าถึงลูกค้าสถาบันรายใหญ่ได้มากขึ้น

กลุ่มล็อบบี้ธนาคาร ซึ่งรวมถึง Bank Policy Institute (BPI) และองค์กรอื่น ๆ มีข้อกังวลว่าการอนุมัติดังกล่าวอาจเกิดขึ้นเร็วเกินไปโดยที่ยังไม่มีกรอบกฎระเบียบที่เข้มแข็งพอรองรับ และอาจสร้างความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของระบบการเงินโดยรวม อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นพิจารณา ยังไม่มีการยื่นฟ้องจริงแต่อย่างใด

ผลกระทบต่อ Ripple และบริษัทคริปโตอื่น

Ripple ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทที่ได้รับการอนุมัติเบื้องต้นจาก OCC นับว่าได้รับผลกระทบโดยตรงจากข่าวนี้ โดย XRP ปัจจุบันซื้อขายที่ราคา $1.39 (บวก 2.94% ใน 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา) ซึ่งยังคงเป็นบวก แม้ว่าข่าวเรื่องความเสี่ยงด้านกฎหมายจะออกมาในวันเดียวกัน หากการฟ้องร้องเกิดขึ้นจริงและศาลตัดสินให้ระงับการออกใบอนุญาต อาจทำให้แผนการขยายธุรกิจของ Ripple ในฐานะสถาบันการเงินที่มีใบอนุญาตต้องสะดุดลง

สำหรับ BitGo และ Paxos นั้น ทั้งสองบริษัทให้บริการด้านการดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลและสกุลเงินดิจิทัลที่มีมูลค่าคงที่ (Stablecoin) ตามลำดับ ซึ่งการมีใบอนุญาตธนาคารของรัฐบาลกลางจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้สถาบันการเงินขนาดใหญ่ไว้วางใจใช้บริการมากขึ้น ดังนั้น ความเสี่ยงทางกฎหมายในครั้งนี้จึงมีนัยสำคัญสำหรับทั้งอุตสาหกรรมโดยรวม ไม่ใช่แค่เฉพาะ Ripple เพียงรายเดียว

บริบทด้านกฎระเบียบที่ต้องจับตา

การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่สภาพแวดล้อมด้านกฎระเบียบของสหรัฐฯ กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า ประธาน CFTC ประกาศแผนหลายปีเพื่อสร้างความชัดเจนด้านกฎระเบียบคริปโตและแก้ไขข้อขัดแย้งด้านอำนาจหน้าที่ระหว่าง CFTC กับ ก.ล.ต. สหรัฐฯ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลสหรัฐฯ เองก็พยายามปรับกรอบกฎระเบียบคริปโตให้ชัดเจนขึ้น แต่ฝั่งธนาคารดั้งเดิมก็ยังไม่พร้อมที่จะยอมรับการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างง่ายดาย

นอกจากนี้ Siam Blockchain ยังรายงานว่า ความขัดแย้งทางการเมืองระหว่าง Trump และรัฐสภาอาจทำให้กฎหมายด้านคริปโตล่าช้าออกไป ซึ่งหากรวมกับความเสี่ยงจากการฟ้องร้องครั้งนี้ ก็อาจทำให้ระยะเวลาที่บริษัทคริปโตจะได้รับใบอนุญาตและดำเนินธุรกิจอย่างเต็มรูปแบบยืดเยื้อออกไปอีก


ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าเรื่องนี้น่าสนใจมาก เพราะมันสะท้อนภาพที่เราเห็นซ้ำ ๆ ในอุตสาหกรรมคริปโต นั่นคือทุกครั้งที่คริปโตได้รับสิทธิ์อะไรสักอย่างจากรัฐบาล ก็จะมีกลุ่มผลประโยชน์เดิมลุกขึ้นมาต่อต้าน กลุ่มธนาคารพูดถึงเรื่อง “ความเสี่ยงต่อระบบการเงิน” แต่ผู้เขียนคิดว่าความกังวลที่แท้จริงคือเรื่องการแข่งขันทางธุรกิจมากกว่า ถ้า Ripple หรือ Paxos มีใบอนุญาตธนาคารของรัฐบาลกลาง ลูกค้าสถาบันที่เคยต้องพึ่งธนาคารใหญ่ก็อาจย้ายไปใช้บริการแทน สิ่งที่ต้องจับตาดูต่อคือว่ากลุ่มล็อบบี้จะตัดสินใจยื่นฟ้องจริงหรือไม่ และ OCC จะตอบสนองอย่างไร เพราะถ้าฟ้องจริงอาจทำให้กระบวนการทั้งหมดหยุดชะงักได้เลย

ภาพจาก AI