สรุปข่าว
- อิหร่านเริ่มวางทุ่นระเบิดทางทะเลในช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางผ่านน้ำมันราว 20% ของอุปทานโลก
- ทรัมป์ส่งคำขาดให้อิหร่านถอดทุ่นระเบิดออกทันที หรือจะเผชิญผลทางทหาร “ระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน”
- ตลาดทั่วโลกอยู่ในภาวะเสี่ยง นักลงทุนต้องจับตาว่าทั้งสองฝ่ายจะยกระดับหรือถอยจากการเผชิญหน้าครั้งนี้
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish
การวางทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซเป็นการยกระดับความตึงเครียดที่ชัดเจนที่สุดในวิกฤตอิหร่านรอบนี้ ส่งสัญญาณความเสี่ยงสงครามโดยตรง ซึ่งมักกระตุ้นให้นักลงทุนถอยจากสินทรัพย์เสี่ยงเช่น Bitcoin และคริปโตในทันที ในขณะที่ราคาน้ำมันอาจพุ่งสูงขึ้นและสร้างแรงกดดันเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ไม่เป็นมิตรต่อตลาดคริปโตในภาพรวม
สถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซเข้าสู่จุดวิกฤตในช่วงดึกของวันที่ 11 มี.ค. 2569 ตามเวลาไทย หลัง CNN รายงานว่าอิหร่านเริ่มวางทุ่นระเบิดทางทะเลในช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลกซึ่งน้ำมันราว 20% ของอุปทานโลกต้องผ่านเส้นทางนี้ ตามรายงานจาก The Kobeissi Letter ประธานาธิบดีทรัมป์ตอบโต้ทันทีโดยระบุว่า “หากมีการวางทุ่นระเบิดและไม่ถูกนำออกโดยเร็ว ผลทางทหารที่อิหร่านจะได้รับจะอยู่ในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” นี่คือการยกระดับที่ชัดเจนที่สุดนับตั้งแต่สงครามสหรัฐฯ-อิหร่านเริ่มต้น และกระทบตลาดการเงินทั่วโลกในทันที
จากคำขู่สู่การปฏิบัติจริง ช่องแคบฮอร์มุซตกอยู่ในอันตราย
ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่ากองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) เคยออกมาขู่จำกัดการผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แต่การวางทุ่นระเบิดจริงครั้งนี้เป็นการเปลี่ยนสถานการณ์จากคำขู่มาเป็นการกระทำที่จับต้องได้ อ่านข่าวเดิม เกี่ยวกับที่รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านกล่าวหาสหรัฐฯ ว่าปล่อยข่าวปลอม ซึ่งในตอนนั้นยังมีข้อกังขาเรื่องความถูกต้องของข้อมูล แต่บัดนี้ CNN ยืนยันรายงานแล้ว
Bull Theory รายงานว่าทรัมป์ขู่ว่าจะโจมตีทางทหารในระดับที่ “ไม่เคยเห็นมาก่อน” พร้อมเรียกร้องให้อิหร่านถอดทุ่นระเบิดออก “ทันที” โดยกล่าวหาว่าอิหร่านพยายามเปลี่ยนเส้นทางน้ำมันสำคัญที่สุดของโลกให้กลายเป็นกับดักแห่งความตาย การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ทรัมป์เคยประกาศว่าสงครามจบแล้ว แต่กลับพบว่าอิหร่านยกระดับการต่อต้านแทน สอดคล้องกับที่ Ash Crypto ตั้งข้อสังเกตว่า “เมื่อวานเราคิดว่ามันจบแล้ว”
ช่องแคบฮอร์มุซมีความกว้างเพียง 33 กิโลเมตรในจุดแคบที่สุด การวางทุ่นระเบิดในพื้นที่ดังกล่าวแม้เพียงบางส่วนก็เพียงพอที่จะสร้างความกังวลให้เรือบรรทุกน้ำมันหลีกเลี่ยงเส้นทางนี้ ซึ่งจะกระทบอุปทานน้ำมันโลกอย่างรุนแรงและทันที
ผลกระทบต่อตลาดคริปโต
การยกระดับวิกฤตครั้งนี้กดดันตลาดคริปโตโดยตรงผ่านหลายช่องทาง ประการแรก ราคาน้ำมันดิบที่อาจพุ่งสูงขึ้นจากการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซจะเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อทั่วโลก ทำให้ธนาคารกลางต้องรักษาดอกเบี้ยสูงหรืออาจปรับขึ้นอีก ซึ่งเป็นปัจจัยที่ไม่เป็นมิตรต่อสินทรัพย์เสี่ยงโดยทั่วไป ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain รายงานว่า น้ำมันสหรัฐฯ พุ่ง 16% ในวันเดียว ทะลุ $91 ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อคริปโตอยู่แล้ว
ประการที่สอง ภาวะสงครามที่ชัดเจนขึ้นมักทำให้นักลงทุนสถาบันถอยออกจากสินทรัพย์เสี่ยงเช่น Bitcoin และ Altcoin เพื่อหันไปถือเงินสดหรือทองคำแทน ซึ่งต่างจากสถานการณ์ตึงเครียดระดับปานกลางที่ Bitcoin อาจถูกมองเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย ในกรณีที่มีความเสี่ยงสงครามโดยตรง Bitcoin มักร่วงลงตามตลาดหุ้น อย่างไรก็ตาม หากวิกฤตนำไปสู่การผ่อนคลายนโยบายการเงิน ดังที่ Bank of America วิเคราะห์ไว้ ก็อาจมีแรงกลับในระยะกลางได้
สิ่งที่ต้องจับตาในชั่วโมงถัดไป
คำขาดของทรัมป์ใช้คำว่า “forthwith” ซึ่งหมายถึงทันทีโดยไม่มีการต่อรอง นักวิเคราะห์ต้องจับตาว่าอิหร่านจะตอบสนองอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นการถอดทุ่นระเบิดออกเพื่อลดความตึงเครียด การปฏิเสธคำขาดซึ่งอาจนำไปสู่การโจมตีทางทหาร หรือการออกมาอ้างว่าข่าวเป็นเรื่องเท็จอีกครั้งเหมือนที่รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านเคยทำ นอกจากนี้ควรติดตามปฏิกิริยาของราคาน้ำมันและตลาดหุ้นเอเชียในช่วงเช้าวันพรุ่งนี้ เพราะจะสะท้อนให้เห็นว่าตลาดประเมินความน่าเชื่อถือของคำขู่ทรัมป์มากน้อยแค่ไหน
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าสถานการณ์รอบนี้น่าเป็นห่วงกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะการวางทุ่นระเบิดจริงต่างจากการขู่ด้วยคำพูดโดยสิ้นเชิง มันเป็นการกระทำที่ย้อนกลับได้ยาก และทรัมป์เองก็ถูกกดดันจากทั้งในและนอกประเทศที่ต้องแสดงความเด็ดขาด สิ่งที่ผู้ถือคริปโตควรจับตาดูคือปฏิกิริยาของตลาดน้ำมันในคืนนี้และเช้าพรุ่งนี้ ถ้าราคาน้ำมันพุ่งขึ้นแรงก็แปลว่าตลาดเชื่อว่าช่องแคบอาจถูกปิดจริง ซึ่งอาจลากตลาดคริปโตลงตาม แต่ถ้าสถานการณ์คลี่คลายเร็ว Bitcoin อาจดีดกลับได้อย่างรวดเร็วเหมือนที่เคยเกิดขึ้นหลายครั้งในวิกฤตอิหร่านรอบนี้ ยังไม่ใช่เวลาตื่นตระหนก แต่ต้องระวังและติดตามข่าวอย่างใกล้ชิด
เครดิตภาพจาก @AshCrypto

