สรุปข่าว
- Strategy เดินหน้าซื้อ Bitcoin เพิ่ม แม้ราคา Bitcoin จะยังต่ำกว่าจุดสูงสุดเดิมถึง 47% ท่ามกลางความตึงเครียดจากสงครามอิหร่าน และราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นอย่างรุนแรง
- ปัจจุบัน Strategy ถือ Bitcoin ทั้งหมด 738,731 BTC คิดเป็น 3.4% ของอุปทานทั้งหมด และคิดเป็นมูลค่าประมาณ 5 หมื่นล้าน ด้วยต้นทุนเฉลี่ย $75,862 ต่อ Bitcoin ทำให้ตอนนี้บริษัทขาดทุนประมาณ 6 พันล้านดอลลาร์
- Micheal Saylor ยืนยันว่าบริษัทมีแผนระดมทุน “42/42 Plan” ซึ่งจะระดมทุน 8.4 หมื่นล้านดอลลาร์ภายใน 2 ปีเพื่อซื้อ Bitcoin เพิ่ม
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Bullish
Strategy ยังคงสะสม Bitcoin ต่อเนื่องแม้จะมีขาดทุน 6 พันล้านดอลลาร์ รวมถึงแผนระดมทุนมูลค่า 8.4 หมื่นล้านดอลลาร์ที่จะช่วยสร้างความต้องการอีกมหาศาลในตลาด Bitcoin ในอนาคต
ท่ามกลางสงครามอิหร่าน ราคาน้ำมันที่พุ่งอย่างรุนแรง และดัชนี S&P 500 ที่ทำจุดต่ำสุดของปี รวมถึงดัชนี Fear & Greed ที่อยู่ในโซน Extreme Fear มีบุคคลหนึ่งที่ยังคง ไม่หยุดซื้อ Bitcoin นั่นคือ Michael Saylor โดยเขาได้ทวีตว่าบริษัท Strategy ได้ซื้อ Bitcoin เพิ่มโดยไม่สนใจราคาหรือสภาพตลาดในช่วงนี้ ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นแม้ว่าจะเจอเศรษฐกิจที่ไม่มีความแน่นอนในช่วงนี้
ซื้อแล้ว ซื้ออีก ซื้อต่อไป
ข้อมูลจาก The Block ระบุว่า Strategy ถือ 738,731 BTC หรือประมาณ 3.4% ของอุปทานทั้งหมดจาก 21 ล้าน BTC ด้วยต้นทุนรวม 5.6 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งมีต้นทุนเฉลี่ย $75,862 ต่อ Bitcoin แม้ว่าในตอนนี้บริษัทได้ขาดทุนประมาณ 6 พันล้านดอลลาร์ แต่บริษัทไม่เคยขายแม้แต่ 1 satoshi
ล่าสุดบริษัท ได้ซื้อ Bitcoin จำนวน 3,015 BTC ซึ่งคิดเป็นมูลค่าประมาณ 204 ล้านดอลลาร์ ที่ราคา $67,700 ซึ่งต่ำกว่าต้นทุนเฉลี่ยราว 11% สะท้อนกลยุทธ์ใช้ช่วงราคาร่วงเพื่อลดต้นทุนเฉลี่ย โดยรายงานของ Bloomberg ระบุว่า เงินทุนสำหรับการซื้อรอบล่าสุดมาจากการขายหุ้น MSTR มูลค่า 230 ล้านดอลลาร์และหุ้น STRC อีก 7 ล้านดอลลาร์
นอกจากนี้ Strategy ยังมีแผน “42/42 Plan” เพื่อระดมทุนรวม 8.4 หมื่นล้าน ภายใน 2 ปีสำหรับการซื้อ Bitcoin เพิ่ม หากแผนนี้สำเร็จ บริษัทอาจถือมากกว่า 5% ของอุปทาน Bitcoin ทั้งหมดภายในปี 2028
ผู้เขียนมองว่า Michael Saylor คือหนึ่งในนักลงทุนที่มี ความเชื่อมั่นใน Bitcoin แบบสุดขั้ว เขาถือครอง BTC มากกว่า 700,000 เหรียญ และแม้ปัจจุบันจะมีการขาดทุนบนกระดาษอยู่ แต่เขายังคงเดินหน้าซื้อเพิ่มอย่างต่อเนื่องทุกสัปดาห์ โดยแทบไม่สนใจปัจจัยลบอย่างสงครามหรือราคาน้ำมันที่พุ่งสูง อย่างไรก็ตาม นักลงทุนทั่วไป ไม่ควรลอกกลยุทธ์ของ Saylor แบบตรง ๆ เพราะเขามีข้อได้เปรียบที่คนทั่วไปไม่มี เช่น การเป็นบริษัทมหาชนที่สามารถออกหุ้นเพื่อระดมทุนได้ และไม่มีความเสี่ยงจากการถูกบังคับปิดสถานะเหมือนนักเทรด
บทเรียนสำคัญที่นำไปใช้ได้คือ หากมีความเชื่อมั่นในสินทรัพย์หนึ่งจริง ๆ การซื้อสะสมอย่างสม่ำเสมอหรือการ DCA โดยไม่หวั่นไหวต่อความผันผวนในระยะสั้น อาจเป็นหนึ่งในกลยุทธ์การลงทุนที่มีประสิทธิภาพที่สุดในระยะยาว
แหล่งอ้างอิงข้อมูล:
