สรุปข่าว
- ราคาน้ำมันดิบ WTI ของสหรัฐฯ ร่วงลงต่ำกว่า 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในวันที่ 10 มี.ค. 2569 ลดลงกว่า 8% ภายใน 12 ชั่วโมง หลังทรัมป์ส่งสัญญาณว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจยุติลงในไม่ช้า
- ก่อนหน้านี้ราคาน้ำมันพุ่งใกล้ 120 ดอลลาร์เพราะความกังวลว่าช่องแคบฮอร์มุซจะถูกปิดจากความขัดแย้งกับอิหร่าน แต่เมื่อสัญญาณการเจรจาปรากฏ ราคาพลิกดิ่งทันที
- แม้ข่าวน้ำมันจะดูกดดัน แต่ตลาดคริปโตกลับตอบสนองในทิศทางตรงข้าม โดย Bitcoin ขึ้นกว่า 3% และ Ethereum พุ่งกว่า 8% ในช่วงเดียวกัน
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Neutral
การร่วงของราคาน้ำมันเกิดจากความหวังว่าสงครามในตะวันออกกลางจะจบ ซึ่งในทางทฤษฎีเป็นสัญญาณผ่อนคลายความเสี่ยงที่ควรหนุนสินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโต แต่ขณะเดียวกันความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงสูง ตลาดคริปโตจึงปรับตัวขึ้นแต่ยังต้องจับตาว่าสัญญาณสันติภาพจะเป็นจริงหรือไม่
ราคาน้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) ของสหรัฐฯ ดิ่งลงต่ำกว่า 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในวันที่ 10 มี.ค. 2569 ตามรายงานจาก The Kobeissi Letter โดยราคาลดลงมากกว่า 8% ภายในเวลาเพียง 12 ชั่วโมง และแตะระดับต่ำสุดระหว่างวันที่ 84.43 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบเบรนต์ (Brent) ก็ร่วงตามไปกว่า 9% เหลืออยู่ที่ราว 89.91 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล การดิ่งลงครั้งนี้เกิดขึ้นหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งสัญญาณว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่เกี่ยวข้องกับอิหร่านอาจสิ้นสุดลงในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งช่วยบรรเทาความกังวลเรื่องการหยุดชะงักของอุปทานพลังงานโลกที่ตลาดหวาดระแวงมาหลายสัปดาห์
จาก 120 ดอลลาร์สู่ 84 ดอลลาร์ บริบทของการพลิกกลับครั้งนี้
ก่อนที่ราคาจะร่วงลงมา ตลาดน้ำมันโลกเพิ่งผ่านช่วงวิกฤตความตื่นตระหนกครั้งใหญ่ เมื่อความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านที่ปะทุขึ้นตั้งแต่ราวปลายเดือน ก.พ. 2569 ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงใกล้ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เหตุผลหลักคือความกลัวว่าช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดในโลก อาจถูกปิดกั้น ซึ่งจะตัดการส่งออกน้ำมันของอิหร่านและชาติอ่าวออกจากตลาดโลก
อย่างไรก็ตาม เมื่อทรัมป์เริ่มส่งสัญญาณทางการทูตว่าอาจมีทางออกทางการเมือง ตลาดก็พลิกกลับทันทีในลักษณะที่รวดเร็วพอ ๆ กับที่มันพุ่งขึ้น การลดลงกว่า 8% ในระยะเวลาเพียง 12 ชั่วโมงสะท้อนให้เห็นว่าราคาที่ผ่านมาถูกหนุนด้วย “ความกลัว” มากกว่าปัจจัยพื้นฐานด้านอุปทาน-อุปสงค์ที่แท้จริง ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า รัฐมนตรีพลังงานสหรัฐฯ ระบุว่าความขัดแย้งกับอิหร่านอาจจบใน “ไม่กี่สัปดาห์” ซึ่งเป็นสัญญาณก่อนหน้าที่ตลาดเริ่มรับรู้
ผลกระทบต่อตลาดคริปโต
แม้การร่วงของราคาน้ำมันอาจฟังดูเป็นสัญญาณลบสำหรับตลาดโดยรวมในระยะสั้น แต่ตลาดคริปโตกลับตอบสนองในทิศทางตรงข้ามกับที่หลายคนคาด Bitcoin ปรับตัวขึ้นกว่า 3% มาอยู่ที่ราว 73,818 ดอลลาร์ ในขณะที่ Ethereum พุ่งแรงกว่า 8% มาอยู่ที่ราว 2,278 ดอลลาร์ ซึ่งบ่งชี้ว่าตลาดคริปโตในขณะนี้มองข่าวนี้เป็น “บวก” มากกว่า เพราะการที่สงครามอาจยุติหมายถึงความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ลดลง
นักวิเคราะห์หลายรายมองว่าเมื่อราคาน้ำมันลดลง แรงกดดันเงินเฟ้อก็จะบรรเทาลงด้วย ซึ่งเปิดทางให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจผ่อนคลายนโยบายการเงินได้เร็วขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยบวกสำหรับสินทรัพย์เสี่ยงรวมถึงคริปโตด้วย ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานถึงสถานการณ์ที่ ที่ปรึกษาคริปโตของทรัมป์อย่าง เดวิด แซคส์ เรียกร้องให้ยุติสงครามอิหร่าน ซึ่งสอดรับกับทิศทางนี้ อย่างไรก็ตาม ต้องระวังว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังไม่ได้จบจริง และหากสัญญาณสันติภาพล้มเหลว ราคาน้ำมันอาจพุ่งกลับขึ้นไปได้อีกครั้ง
สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้
ปัจจัยที่ตลาดจะจับตาต่อจากนี้คือความคืบหน้าของการเจรจาสันติภาพในตะวันออกกลาง หากทรัมป์สามารถผลักดันให้เกิดข้อตกลงได้จริง ราคาน้ำมันอาจร่วงต่อและเปิดทางให้อุปทานน้ำมันอิหร่านกลับเข้าสู่ตลาดโลก ซึ่งจะกดดันราคาต่อเนื่อง ในทางกลับกัน หากการเจรจาล้มเหลวหรือเกิดเหตุการณ์เพิ่มความตึงเครียดขึ้นมาใหม่ ราคาน้ำมันก็พร้อมพุ่งกลับขึ้นทดสอบระดับ 120 ดอลลาร์อีกครั้ง
นอกจากนี้ การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่กำลังดำเนินอยู่ในปารีสก็เป็นอีกตัวแปรสำคัญ หากสองมหาอำนาจสามารถหาจุดร่วมได้ ก็จะยิ่งหนุนบรรยากาศตลาดโดยรวมให้เป็นบวกมากขึ้น ซึ่ง Siam Blockchain ได้รายงานเรื่องนี้ไว้แล้วใน การประชุมระหว่างรัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ กับรองนายกรัฐมนตรีจีนที่ปารีส
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าการดิ่งของน้ำมันครั้งนี้น่าสนใจมากเพราะมันเกิดเร็วมาก ซึ่งยืนยันว่าราคาที่พุ่งขึ้นไปก่อนหน้านั้นถูกขับเคลื่อนด้วยความกลัวมากกว่าปัจจัยพื้นฐานจริง ๆ สิ่งที่น่าจับตาที่สุดตอนนี้คือ ทรัมป์จะสามารถแปลงสัญญาณทางวาจาให้เป็นข้อตกลงจริงได้ไหม เพราะถ้าทำได้ตลาดก็จะยิ่งบวก แต่ถ้าแค่พูดแล้วไม่มีอะไรตามมา น้ำมันก็พร้อมพุ่งกลับทันที สำหรับคนที่ถือคริปโตอยู่ ตอนนี้ตลาดปรับตัวขึ้นเพราะมองว่าความเสี่ยงลดลง แต่อย่าลืมว่าสงครามยังไม่จบจริง ควรระวังความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นได้อีกเสมอ
เครดิตภาพจาก @herqles_es
