bitkub-banner

สงครามการค้ากดดันตลาด SET วิเคราะห์ผลกระทบต่อคริปโตไทยและโอกาสที่ซ่อนอยู่

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • ตลาดหุ้นโลกรับแรงกระแทกจากกำแพงภาษี: ความตึงเครียดจากสงครามการค้าระลอกใหม่ กดดันให้ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ อย่าง ‘ดาวโจนส์’ และ ‘S&P 500’ เผชิญแรงเทขายจากนักลงทุนสถาบัน ขณะเดียวกัน ดัชนี ‘SET วันนี้’ ก็ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากกระแสเงินทุนต่างชาติไหลออก (Fund Flow Outflow) เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจไทยเปราะบางต่อภาคการส่งออก
  • วิกฤตค่าเงินบาทและสัญญาณเตือนจาก ธปท.: ธนาคารแห่งประเทศไทย ส่งสัญญาณให้เฝ้าระวังความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิด เนื่องจากการชะลอตัวของภาคการค้าโลกอาจกดดันให้ดุลบัญชีเดินสะพัดลดลง และส่งผลให้เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ
  • การโยกย้ายเงินทุนสู่สินทรัพย์ดิจิทัล (Capital Flight): ข้อมูล On-chain ชี้ให้เห็นว่า นักลงทุนรายใหญ่ (Whale) และสถาบันบางส่วนในไทย เริ่มใช้ตลาดคริปโทเคอร์เรนซี โดยเฉพาะกลุ่ม Stablecoin (USDT/USDC) และ Bitcoin เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยง (Hedging) เพื่อรักษามูลค่าความมั่งคั่งให้พ้นจากความผันผวนของระบบการเงินดั้งเดิม

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Bullish

ดัชนีตลาดหุ้น (SET, S&P 500) มีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันและปรับฐานลง อย่างต่อเนื่องจากความกังวลด้านต้นทุนและกำแพงภาษี ในทางกลับกัน สภาวะ Risk-off ของตลาดโลกจะเป็นตัวเร่งให้กระแสเงินทุนไหลเข้าสู่สินทรัพย์ทางเลือก ส่งผลบวกต่อราคา Bitcoin ในฐานะหลุมหลบภัยทางเศรษฐกิจ (Safe Haven) และผลักดันให้ความต้องการใช้งาน Stablecoin ในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (รวมถึงไทย) พุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

สงครามการค้ารอบใหม่และผลกระทบตลาดหุ้นโลก

ภาพดัชนี S&P 500 จาก tradingview ในช่วง 6 เดือน

การปรับฐานของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ไม่ใช่เพียงการพักตัวทางเทคนิค แต่เป็นผลจากการที่นักลงทุนสถาบัน (Institutional Investor) ทำการปรับพอร์ตขนานใหญ่ (Rebalancing) เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบเชิงลบต่อผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งกระแสเม็ดเงินที่ถูกดึงออกจากสินทรัพย์เสี่ยงในฝั่งตะวันตกนี้ ได้สร้างคลื่นกระแทกมาถึงตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

‘SET วันนี้’ เผชิญบททดสอบ เมื่อโครงสร้างเศรษฐกิจไทยพึ่งพาส่งออก

ผลกระทบดังกล่าวสะท้อนออกมาให้เห็นอย่างชัดเจนบนกระดานเทรดของไทย สภาพคล่องของดัชนี SET วันนี้ ถูกกดดันจากกระแสเงินทุนไหลออก (Fund Flow Outflow) อย่างต่อเนื่อง อ้างอิงจากรายงานสรุปภาวะตลาดของ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) จะพบว่ากลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ (Big Cap) โดยเฉพาะในเซกเตอร์พลังงาน อิเล็กทรอนิกส์ และการผลิต ล้วนเผชิญแรงขายสุทธิจากนักลงทุนต่างชาติ

มูลกราฟมูลค่าซื้อขายตามกลุ่มนักลงทุน

สาเหตุหลักมาจากโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไทยที่พึ่งพาการส่งออกสินค้าและบริการในสัดส่วนที่สูงกว่า 60% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) เมื่อเกิดวิกฤต สงคราม การ ค้า นักวิเคราะห์ระดับโลกจึงปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยลง ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยสูญเสียความน่าสนใจในสายตาของกองทุนต่างชาติชั่วคราว

เสถียรภาพค่าเงินบาท และการตื่นตัวของนักลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัล

นอกจากตลาดทุนแล้ว เสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยนคืออีกหนึ่งมาตรวัดสำคัญ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกรายงานประเมินเศรษฐกิจ โดยระบุถึงความจำเป็นในการติดตามความผันผวนของค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด เนื่องจากการชะลอตัวของภาคการส่งออกอาจส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดลดลง และกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ

กราฟสถานการ์ณค่าเงินบาทเทียบ usd

ในจังหวะนี้เองที่ข้อมูลจาก CoinGecko Global Charts แสดงให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ สวนทางกับตลาดหุ้นที่ซบเซา ปริมาณการซื้อขาย (Trading Volume) ของเหรียญกลุ่ม Stablecoin ไทย อย่าง USDT Thailand และ USDC ในศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลภายในประเทศกลับเพิ่มสูงขึ้น ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า นักลงทุนรายใหญ่และผู้ที่มีความมั่งคั่งสูง (High Net Worth) กำลังใช้แพลตฟอร์มคริปโทเคอร์เรนซีเป็นช่องทางในการเข้าถึง “ดอลลาร์ดิจิทัล” เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการอ่อนค่าของเงินบาท (Currency Hedging) อย่างมีนัยสำคัญ

โอกาสทองในวิกฤต เมื่อกระแสเงินทุนไทยย้ายฝั่ง

จากการติดตามการเคลื่อนย้ายเงินทุน (Capital Flight) ในระดับมหภาคตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผมประเมินว่าสภาวะที่เกิดขึ้นกับดัชนี SET ในปัจจุบัน ไม่ใช่เพียงวัฏจักรขาลงปกติ แต่เป็น “การปรับโครงสร้างเงินทุน (Structural Capital Shift)” ครั้งสำคัญของนักลงทุนไทย

ในขณะที่บริษัทจดทะเบียนแบบดั้งเดิม (TradFi) กำลังเผชิญทางตันจากต้นทุนที่สูงขึ้นและกำแพงภาษี นักลงทุนรุ่นใหม่และ Trader รายใหญ่ในไทยไม่ได้เลือกล้างพอร์ตเพื่อถือเงินสดเพียงอย่างเดียว แต่พวกเขากำลังมองหา “Alpha” หรือผลตอบแทนที่สูงกว่าเงินเฟ้อในโลก Web3 และ Decentralized Finance (DeFi) การที่ตลาดคริปโทเคอร์เรนซีมีความสัมพันธ์ (Correlation) กับสงครามการค้าค่อนข้างต่ำ (โดยเฉพาะ Bitcoin ที่ทำหน้าที่เป็น Non-Sovereign Store of Value) ทำให้มันกลายเป็นหลุมหลบภัยที่ทำงานได้จริง ยิ่งไปกว่านั้น การนำ Stablecoin ไปวางเพื่อรับผลตอบแทน (Yield Farming) ด้วยกลยุทธ์ Delta-Neutral บนโปรโตคอลระดับโลก ให้ผลตอบแทนต่อปีที่เอาชนะดอกเบี้ยเงินฝากหรือพันธบัตรรัฐบาลไทยได้อย่างขาดลอย

วิกฤตสงครามการค้าในครั้งนี้ จึงเปรียบเสมือน “ตัวเร่งปฏิกิริยา” ชั้นดี ที่บีบบังคับให้นักลงทุนไทยต้องเรียนรู้และปรับตัวเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจดิจิทัลแบบไร้พรมแดน ซึ่งผู้ที่สามารถเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานทางข้อมูล (On-chain Analytics) และเข้าใจกลไกของตลาดคริปโทฯ ได้ก่อน จะเป็นผู้ที่สามารถเปลี่ยนผ่านความมั่งคั่งนี้ไปสู่วัฏจักรเศรษฐกิจรอบใหม่ได้อย่างปลอดภัยที่สุด

แหล่งข้อมูลอ้างอิง: