bitkub-banner

ปราการป้องกันควอนตัมมาถึงแล้ว! ‘Bitcoin BIP 360’ จากข้อเสนอสู่การลงมือทำจริง

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • BTQ Technologies ได้เปิดตัว Bitcoin Quantum testnet v0.3.0 ซึ่งเป็นการนำข้อเสนอ BIP 360 มาใช้งานจริงเป็นครั้งแรก
  • มีการใช้เทคโนโลยี P2MR เพื่อซ่อนข้อมูลขณะทำธุรกรรม ป้องกันไม่ให้คอมพิวเตอร์ควอนตัมใช้ช่องโหว่ถอดรหัส
  • BTQ ได้เดินหน้าสร้างเครือข่ายของตัวเองล่วงหน้าสวนทางทีมพัฒนาหลักอย่าง Bitcoin Core ที่ยังคงเคลื่อนไหวช้าตามกระบวนการฉันทามติ 

แนวโน้มผลกระทบ: Bullish

BTQ Technologies ได้เปิดตัว Bitcoin Quantum testnet v0.3.0 ซึ่งเป็นการนำข้อเสนอ BIP 360 มาทดสอบใช้งานจริงเป็นครั้งแรก โดยแก่นหลักของการอัปเกรดนี้คือโครงสร้าง Pay-to-Merkle-Root (P2MR) ที่ช่วยปิดช่องโหว่การเปิดเผยข้อมูลขณะทำธุรกรรม ทำให้คอมพิวเตอร์ควอนตัมไม่สามารถแฮ็กกุญแจส่วนตัวได้ทัน แถมยังออกแบบมาให้ทำงานร่วมกับโซลูชัน Layer 2 อย่างไร้รอยต่อ การขยับตัวอย่างรวดเร็วของ BTQ ในครั้งนี้ถือเป็นการสร้างแรงกดดันกลายๆ ต่อทีมพัฒนาหลักอย่าง Bitcoin Core ที่ยังคงดำเนินการอย่างล่าช้า

BTQ Technologies บริษัทเทคโนโลยีจากแคนาดาที่เชี่ยวชาญด้านการเข้ารหัสลับ ได้ทำการเปิดใช้ Bitcoin Quantum testnet v0.3.0 เมื่อวันที่ 19 มีนาคม ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่มีการนำข้อเสนอ 360 ที่เคยอยู่ในกระดาษ มาทดสอบใช้งานจริงเพื่อรับมือกับภัยคุกคามจากควอนตัมคอมพิวเตอร์

BIP 360 คืออะไร?

BIP 360 คือข้อเสนอการอัปเกรดเครือข่าย Bitcoin ที่มาพร้อมกับรูปแบบ Output ใหม่ที่เรียกว่า Pay-to-Merkle-Root หรือ P2MR ที่เป็นการเอาเงื่อนไขการใช้จ่ายเงินไปเก็บไว้ในรูปแบบของ “Merkle Root” ที่ช่วยทำให้การทำธุรกรรมมีขนาดเล็กลงและมีความเป็นส่วนตัวสูงขึ้นมาก เพราะเวลาจ่ายเงินจะเปิดเผยเฉพาะกิ่งก้านของเงื่อนไขที่จำเป็นต้องใช้จริงเท่านั้น ส่วนเงื่อนไขอื่น ๆ จะถูกซ่อนไว้

หากจะให้เจาะลึกจุดที่ P2MR เข้ามาแก้ไข คือการเปิดเผยข้อมูลในส่วน ‘Key-path spend’ ที่ยังมีอยู่ใน Taproot เนื่องจากเมื่อมีการแพร่ธุรกรรม Taproot ออกไปและเผยให้เห็นกุญแจสาธารณะบนเชนทันทีในขณะที่มีการใช้จ่าย ซึ่งการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวนี่เองที่เป็นช่องโหว่ที่คอมพิวเตอร์ควอนตัมที่มีประสิทธิภาพสูงพอที่จะเจาะอัลกอริทึมของ Shor สามารถนำไปใช้ในทางทฤษฎีเพื่อถอดรหัสหากุญแจส่วนตัวได้สำเร็จ ก่อนที่ธุรกรรมนั้นจะได้รับการยืนยัน 

ตัวของ P2MR นอกจากจะช่วยกำจัดการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวออกไปที่ยังคงรักษาความสามารถในการเขียนสคริปต์ ที่เป็นขุมพลังให้กับโปรโตคอลอย่าง Lightning, BitVM และ Ark 

ข้อจำกัดด้านความเข้ากันได้นี้ถือเป็นข้อกำหนดสำคัญในการออกแบบ เพราะการอัปเกรดเพื่อต้านทานควอนตัมที่ดันไปทำให้โครงสร้างพื้นฐานเลเยอร์ 2  ใช้งานไม่ได้ ย่อมต้องเผชิญกับเสียงคัดค้านอย่างมหาศาล ไม่ว่าคุณสมบัติด้านความปลอดภัยจะดีแค่ไหนก็ตาม

ปัจจุบัน ข้อเสนอดังกล่าวได้รับการบรรจุเข้าสู่คลังข้อมูล BIP อย่างเป็นทางการของ Bitcoin เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ทางฝั่ง Bitcoin Core ยังไม่มีความคืบหน้าในการนำไปปรับใช้จริง ในขณะที่บริษัท BTQ Technologies ได้สร้างเวอร์ชันที่ใช้งานได้จริงสำเร็จล่วงหน้าไปก่อนแล้วอย่างเป็นอิสระ

ทีมหลักหายไปไหน

การที่ทีม Bitcoin Core ซึ่งเป็นทีมงานหลักยังคงนิ่งเฉยต่อข้อเสนอ BIP 360 เป็นผลเนื่องจากกระบวนการอัปเกรดของ Bitcoin นั้นต้องอาศัยฉันทามติที่กว้างขวางจากเหล่านักพัฒนาและดำเนินไปอย่างเชื่องช้าและต้องอาศัยรอบคอบเป็นปกติอยู่แล้วจึงไม่แปลกที่พวกเขายังไม่รีบร้อน 

ทว่า การที่บริษัทภายนอกเป็นฝ่ายติดตั้งและใช้งานเวอร์ชันที่ทำงานได้จริงของ BIP ที่ทาง Core ยังไม่ขยับเขยื้อน ได้กลายเป็นการสร้างแรงกดดันในรูปแบบเฉพาะตัวขึ้นมา คำถามที่ว่าข้อเสนอ BIP 360 สามารถทำได้จริงไหมจึงกำลังจะค่อยๆ หายไปเนื่องจากได้รับการพิสูจน์แล้ว เหลือเพียงแค่ว่าทีมของ Core จะนำมาปรับใช้จริงเมื่อไร

เป้าหมายหลักของ BTQ Technologies คือ ความตั้งใจที่จะดำเนินการสร้าง Mining Pool สำหรับ Bitcoin Quantum โดยจะเก็บค่าธรรมเนียม 3% จากรางวัลในแต่ละบล็อก นอกจากนี้ ทางบริษัทกำลังสะสมโทเคน BTQ ประมาณ 100,000 เหรียญภายในระยะเวลา 12 เดือนแรกของการดำเนินงานเครือข่าย ซึ่งโครงสร้างทางธุรกิจดังกล่าวส่งผลให้ BTQ อยู่ในจุดที่สามารถตักตวงมูลค่าจากโครงสร้างพื้นฐานที่มีโดยไม่ต้องขึ้นอยู่กับว่าท้ายที่สุดแล้ว BIP 360 จะได้รับการยอมรับเข้าสู่ Bitcoin Core หรือไม่

ที่มา: ethnews


มุมมองผู้เขียน: สิ่งที่ BTQ ทำอยู่ในขณะนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่เป็นอย่างมาก ถ้าหากทีม Core ไม่เอา BIP 360 ไปใช้อัปเกรดพวกเขาก็มีเครือข่ายของตนเอง โดยถ้าโลกกังวลเรื่องควอนตัมมากขึ้นเรื่อย ๆ ผู้คนอาจแห่กันมาย้ายสินทรัพย์มาที่ Bitcoin Quantum ผ่าน Hard Fork และเลิกให้ความสนใจ Bitcoin ต้นตำหรับที่ไม่ปลอดภัย