สรุปข่าว
- แอนดรูว์ พุซเดอร์ เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำ EU เตือนว่ายุโรปอาจสูญเสียสิทธิ์เข้าถึง LNG ของสหรัฐฯ หากไม่รัตติฟายข้อตกลงการค้าปี 2025 โดยไม่แก้ไขเงื่อนไข
- ข้อตกลง Turnberry ปี 2025 กำหนดภาษีนำเข้า 15% สำหรับสินค้าส่งออกส่วนใหญ่ของ EU พร้อมให้ EU ซื้อพลังงานสหรัฐฯ มูลค่า 7.5 แสนล้านดอลลาร์ภายในปี 2028 โดย EU นำเข้า LNG จากสหรัฐฯ คิดเป็น 57% ของ LNG ทั้งหมดที่ EU ใช้ในปี 2025
- การรัตติฟายของรัฐสภายุโรปล่าช้าหลายปัจจัย รวมถึงคำตัดสินศาลฎีกาสหรัฐฯ ในเดือน ก.พ. 2569 ที่ตีความว่าการใช้อำนาจภาษีแบบกว้างขวางของทรัมป์ขัดรัฐธรรมนูญ
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Neutral
แม้ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และ EU จะเพิ่มบรรยากาศความเสี่ยงในตลาดโลก แต่ Bitcoin และ Ethereum ต่างปรับตัวขึ้นมากกว่า 3-4% ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา สะท้อนว่าตลาดคริปโตยังถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยบวกจากด้านอื่น ความขัดแย้งในระดับนี้ยังเป็นเพียงการใช้แรงกดดันทางการทูต ไม่ใช่การดำเนินการที่เป็นรูปธรรม
เมื่อวันที่ 23 มี.ค. 2569 ตามรายงานจาก The Kobeissi Letter แอนดรูว์ พุซเดอร์ เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำสหภาพยุโรป ออกมาเตือนว่า EU มีความเสี่ยงที่จะสูญเสียสิทธิ์เข้าถึงก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากสหรัฐฯ ในราคาที่ได้รับเงื่อนไขพิเศษ หากรัฐสภายุโรปไม่รัตติฟายข้อตกลงการค้าที่บรรลุข้อสรุปในปี 2025 โดยไม่มีการแก้ไขเงื่อนไข คำเตือนดังกล่าวออกมาช่วงที่รัฐสภายุโรปกำลังเตรียมลงมติเกี่ยวกับข้อตกลงฉบับนี้ ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าเป็นการเพิ่มแรงกดดันทางการทูตของฝั่งวอชิงตัน ขณะที่ยุโรปพึ่งพา LNG จากสหรัฐฯ สูงถึง 57% ของ LNG ทั้งหมดที่นำเข้าในปี 2025
ข้อตกลง Turnberry และเงื่อนไขที่ EU ต้องยอมรับ
ข้อตกลงการค้าที่รู้จักกันในชื่อ “Turnberry deal” บรรลุข้อสรุปเมื่อกลางปี 2025 ระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์และประธานคณะกรรมาธิการยุโรป อูร์ซูลา ฟอน เดอร์ เลเยน โดยกำหนดให้สหรัฐฯ เก็บภาษีนำเข้าสินค้า EU ในอัตรา 15% รวมถึงรถยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์ ยา และชิปเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งถือเป็นการลดจากอัตราเดิมที่ทรัมป์เคยขู่จะเรียกเก็บสูงถึง 30% ในทางกลับกัน EU ตกลงซื้อพลังงานจากสหรัฐฯ มูลค่ารวม 7.5 แสนล้านดอลลาร์ภายในปี 2028 คิดเป็นเฉลี่ยปีละ 2.5 แสนล้านดอลลาร์ พร้อมกับลงทุนในสหรัฐฯ อีก 6 แสนล้านดอลลาร์ภายในปี 2029
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์หลายรายตั้งข้อสังเกตว่าเป้าหมายการซื้อพลังงานดังกล่าวเป็นสิ่งที่ไม่สมจริงในทางปฏิบัติ เนื่องจากขัดกับนโยบายด้านสภาพอากาศของ EU ที่มุ่งลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลและเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด นอกจากนี้ คำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐฯ เมื่อเดือน ก.พ. 2569 ที่ระบุว่าการใช้อำนาจภาษีแบบกว้างขวางของทรัมป์ขัดรัฐธรรมนูญ ยิ่งทำให้ฝั่ง EU ลังเลมากขึ้นว่าข้อผูกพันในข้อตกลงนี้ยังมีผลบังคับใช้ได้จริงหรือไม่
ยุโรปเสี่ยงสูงหากถูกตัด LNG สหรัฐฯ
ความเสี่ยงของยุโรปจากภัยคุกคามครั้งนี้มีน้ำหนักมาก เพราะการนำเข้า LNG จากสหรัฐฯ มายังเขตเศรษฐกิจยุโรปพุ่งขึ้นถึง 61% ในปี 2025 และ ณ เดือน ธ.ค. 2025 สัดส่วน LNG จากสหรัฐฯ คิดเป็น 59% ของ LNG ทั้งหมดที่ EU นำเข้า สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นพร้อมกับความผันผวนของตลาดพลังงานโลก ซึ่งนักวิเคราะห์อธิบายว่าอยู่ในภาวะ “วิกฤต” อย่างไรก็ตาม การรัตติฟายยังล่าช้าจากปัจจัยเพิ่มเติมอย่างการที่ทรัมป์แสดงท่าทีเกี่ยวกับกรีนแลนด์ ซึ่งทำให้บรรยากาศการเจรจาระหว่างสองฝั่งแอตแลนติกยิ่งตึงเครียดขึ้น
ผลกระทบต่อตลาดคริปโต
แม้ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และ EU มักถูกมองเป็นสัญญาณลบต่อสินทรัพย์เสี่ยง แต่ตลาดคริปโตในช่วงเวลาเดียวกันกลับส่งสัญญาณตรงข้าม โดย Bitcoin ปรับตัวขึ้นมากกว่า 3.8% แตะระดับ $70,841 ขณะที่ Ethereum ก็พุ่งขึ้นราว 4.8% สู่ระดับ $2,160 บ่งชี้ว่าตลาดยังมีปัจจัยบวกด้านอื่นค้ำอยู่ ไม่ว่าจะเป็นสัญญาณลดความตึงเครียดในตะวันออกกลางหรือแรงซื้อจากนักลงทุนสถาบัน
ในระยะยาว ถ้าการเจรจา US-EU พังทลายจริงและเกิดสงครามการค้ารอบใหม่ อาจสร้างความไม่แน่นอนในระดับมหภาคและกดดันตลาดสินทรัพย์เสี่ยงรวมถึงคริปโต ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า ทรัมป์ออกมาพูดถึงการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสัญญาณของการใช้พลังงานเป็นเครื่องมือกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ตลาดต้องจับตา
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าเรื่องนี้เป็นการต่อรองทางการทูตแบบคลาสสิกที่ใช้พลังงานเป็นไพ่ต่อรอง ยุโรปพึ่ง LNG สหรัฐฯ มากถึง 57-59% ของการนำเข้าทั้งหมด มันคือจุดอ่อนที่วอชิงตันรู้ดีและใช้กดดันได้เสมอ แต่ในทางปฏิบัติ การตัด LNG ให้ยุโรปจริงก็เป็นดาบสองคมสำหรับสหรัฐฯ เองเพราะผู้ส่งออก LNG อเมริกันก็ต้องการรายได้จากยุโรป สิ่งที่น่าจับตาจริงๆ คือผลโหวตรัฐสภายุโรปและว่ามีการแก้ไขข้อตกลงหรือเปล่า ถ้า EU ดันแก้เงื่อนไขก็อาจเห็นสงครามการค้ารอบใหม่ที่หนักกว่าเดิม ส่วนตลาดคริปโตตอนนี้ยังวิ่งขึ้นตามปัจจัยบวกอื่น แต่ถ้าสถานการณ์มาโครเลวร้ายลงต่อเนื่อง ก็ควรระวังแรงขายทำกำไรในช่วงที่ตลาดอ่อนไหวต่อข่าวความเสี่ยงโลก
ภาพจาก AI
