สรุปข่าว
- ราคาบิตคอยน์ร่วงทะลุแนวรับ 70,000 ดอลลาร์สหรัฐในช่วงเปิดตลาดวอลล์สตรีทหลังเกิดแรงเทขายสินทรัพย์ทั่วโลกจากความตึงเครียดของสงครามในตะวันออกกลาง
- นักวิเคราะห์จาก QCP Capital ชี้ว่าบิตคอยน์แสดงความแข็งแกร่งอย่างน่าประหลาดใจซึ่งอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างตลาดที่ไม่เดินตามรอยสินทรัพย์เสี่ยงแบบเดิมอีกต่อไป
- เสียงแตกในหมู่นักเทรดเมื่อบางส่วนมองว่ากราฟกำลังสร้างฐานเพื่อพุ่งไปแตะระดับ 80,000 ดอลลาร์สหรัฐในขณะที่อีกฝ่ายเตือนถึงสัญญาณอันตรายจากแพตเทิร์นหัวบาร์ตซิมป์สันที่อาจกดดันราคาให้ดิ่งลงต่อ
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Neutral
การเผชิญหน้ากับความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ทำให้ตลาดผันผวนอย่างหนักในระยะสั้น แต่การที่บิตคอยน์สามารถรักษาแนวรับสำคัญไว้ได้และเริ่มมีพฤติกรรมแยกตัวออกจากสินทรัพย์เสี่ยงดั้งเดิม ถือเป็นสัญญาณบวกที่ซ่อนอยู่ในสภาวะตลาดที่เต็มไปด้วยความกลัว ซึ่งอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในระยะยาว
ราคา Bitcoin (BTC) ร่วงลงหลุดระดับ 70,000 ดอลลาร์สหรัฐเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาในช่วงเปิดตลาดวอลล์สตรีท เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์สงครามในอิหร่านได้ฉุดรั้งสินทรัพย์ระดับมหภาคให้ร่วงลงทั้งกระดาน ข้อมูลจาก TradingView เผยให้เห็นว่าราคา BTC ลดลงประมาณ 1.5% ภายในวันเดียว

ทำให้สูญเสียโมเมนตัมที่เคยพุ่งไปแตะ 71,800 ดอลลาร์สหรัฐในช่วงต้นสัปดาห์ ในขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ก็เปิดตลาดในแดนลบเช่นกัน โดยดัชนี Nasdaq Composite ร่วงลงเกือบ 1% ส่วนราคาทองคำไม่สามารถทะลุผ่านแนวต้านที่ 4,450 ดอลลาร์สหรัฐไปได้

ทางด้านราคาน้ำมันก็ค่อยๆ ขยับเข้าใกล้ 95 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หลังจากที่ร่วงลงในช่วงต้นสัปดาห์จากข่าวลือเรื่องสันติภาพในอิหร่าน ตลาดยังคงจับตาดูชะตากรรมของการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ท่ามกลางการโจมตีเลบานอนครั้งใหม่ของอิสราเอล

ทางด้านบริษัทเทรดดิ้งอย่าง QCP Capital ได้ออกมาให้ความเห็นว่า ประธานาธิบดีสหรัฐฯ Donald Trump กำลังพยายามรักษาเสถียรภาพของตลาดแม้จะมีการใช้กำลังทหารอย่างต่อเนื่อง โดยระบุในบทวิเคราะห์ Market Color ล่าสุดว่า Trump กำลังเผชิญกับทุ่นระเบิดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ และแทบจะไม่มีพื้นที่ให้ขยับตัวได้มากนัก เมื่อประกอบกับตลาดหุ้นที่กำลังทรงตัวอยู่ใกล้แนวรับสำคัญและแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่ทำให้การคาดการณ์เรื่องการขึ้นดอกเบี้ยมีมากขึ้น เขาจึงไม่สามารถปล่อยให้ตลาดเกิดความปั่นป่วนได้ QCP ยังชี้ให้เห็นว่าการเคลื่อนไหวของราคา BTC แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นที่น่าประหลาดใจท่ามกลางสงครามที่ทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งอาจสะท้อนถึงการลดลงของการใช้เลเวอเรจในระบบ หรืออาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ (Regime shift) สำหรับ BTC ที่จะไม่ได้แข่งขันกับสินทรัพย์เสี่ยงแบบดั้งเดิมในรูปแบบเดิมๆ อีกต่อไป
นักเทรดคริปโตชื่อดังอย่าง Michaël van de Poppe ยังคงมีมุมมองเชิงบวกอย่างระมัดระวัง โดยชี้ให้เห็นว่ากราฟ BTC USDT ได้สร้างจุดต่ำสุดที่ยกสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปลายเดือนที่แล้ว ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ยอดเยี่ยมและแสดงให้เห็นว่าเรากำลังจะได้เห็นความแข็งแกร่งที่มากขึ้น แม้จะยังไม่พ้นขีดอันตรายทั้งหมด เพราะจุดต่ำสุดที่ยกสูงขึ้นเหล่านี้อาจกระตุ้นให้เกิดการกวาดสภาพคล่องหากราคาลงมาถึง แต่ตราบใดที่ราคายังสามารถรักษาแนวรับเหล่านี้ไว้ได้ เขาก็เชื่อว่าบิตคอยน์มีโอกาสพุ่งไปถึงระดับ 77,000 ถึง 80,000 ดอลลาร์สหรัฐได้

ในทางกลับกัน นักเทรดอีกรายที่ใช้ชื่อว่า Jelle ได้ออกมาเตือนว่าอาจมีจุดต่ำสุดใหม่เกิดขึ้น โดยชี้ให้เห็นถึงแพตเทิร์นกราฟหัวบาร์ตซิมป์สัน (Bart Simpson) ที่กำลังก่อตัวขึ้นในกรอบเวลาสั้น ขณะที่นักวิเคราะห์อย่าง Rekt Capital ก็ได้แสดงความกังขาเกี่ยวกับความแข็งแกร่งของเส้นแนวโน้มระยะยาว
โดยสรุปผ่านแพลตฟอร์ม X ว่าเส้นค่าเฉลี่ย EMA 200 สัปดาห์ที่ระดับ 68,300 ดอลลาร์สหรัฐนั้น ไม่สามารถทำหน้าที่เป็นแนวรับที่ชัดเจนหรือแนวต้านที่แข็งแกร่งได้เลย ซึ่งอาจทำให้ราคาแกว่งตัวไปมาในบริเวณนี้ก่อนที่จะร่วงลงสู่แนวโน้มขาลงระดับมหภาคในที่สุด

ที่มา: cointelegraph
มุมมองส่วนตัวแล้ว สถานการณ์ตอนนี้เหมือนตลาดกำลังเล่นชักเย่อกันอย่างดุเดือดเลยครับ ฝั่งหนึ่งคือข่าวสงครามอิหร่านที่ทำให้นักลงทุนเทขายสินทรัพย์หนีตาย แต่อีกฝั่งคือตัวบิตคอยน์เองที่ดื้อแพ่งไม่ยอมลงตามหุ้นซะอย่างนั้น การที่ QCP Capital ออกมาพูดเรื่อง Regime shift ถือเป็นประเด็นที่น่าสนใจมาก เพราะถ้าบิตคอยน์สามารถสลัดภาพสินทรัพย์เสี่ยงสูงปรี๊ดออกไปได้ แล้วทำตัวเป็นหลุมหลบภัยเหมือนทองคำดิจิทัลอย่างแท้จริงในยุคที่โลกเต็มไปด้วยความขัดแย้งแบบนี้ เราอาจจะได้เห็นเม็ดเงินมหาศาลไหลเข้ามาจนดันราคาไปไกลกว่าเดิมมากๆ แต่ในระยะสั้นใครที่จะเข้าเทรดก็ต้องระวังแพตเทิร์นหัวบาร์ตที่ Jelle เตือนไว้ให้ดีครับ เพราะกราฟทรงนี้มักจะลากไปเชือดเสมอ ถ้ารับความเสี่ยงไม่ได้ การนั่งทับมือรอดูทิศทางที่ชัดเจนน่าจะเป็นกลยุทธ์ที่ปลอดภัยที่สุดในตอนนี้ครับ
