bitkub-banner

GENIUS Act ทำ Visa-Mastercard สูญ 3 แสนล้านดอลลาร์ ธนาคารไทยอาจเป็นรายต่อไป

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปบทความ
  • GENIUS Act กฎหมายสเตเบิลคอยน์ฉบับแรกของสหรัฐฯ ลงนามแล้ว 18 ก.ค. 2025 มีรายงานว่ามูลค่าตลาดบริษัทชำระเงินรายเดิมลดลงหลายแสนล้านดอลลาร์
  • Visa ปรับตัวเป็น Super Validator บนบล็อกเชน Canton และมียอดชำระเงินสเตเบิลคอยน์ปีละ 4.6 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่ ก.ล.ต. ไทยอนุมัติ USDT และ USDC ซื้อขายได้แล้ว
  • ไทยยังอยู่ในขั้น Sandbox ขณะที่สหรัฐฯ เดินหน้าเต็มที่ ธนาคารไทยอาจถูกกดดันจากสเตเบิลคอยน์ดอลลาร์ที่กลายเป็นมาตรฐานโลก

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  BULLISH

GENIUS Act สร้างความชัดเจนทางกฎหมายให้สเตเบิลคอยน์เป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นขาขึ้นสำหรับระบบนิเวศคริปโตโดยรวม เพราะสเตเบิลคอยน์เป็นสะพานเชื่อมระหว่างเงินดอลลาร์กับ DeFi และสินทรัพย์ดิจิทัลอื่นๆ ยิ่งสเตเบิลคอยน์เติบโต ยิ่งมีสภาพคล่องไหลเข้าระบบคริปโตมากขึ้น

Visa และ Mastercard ไม่ได้แพ้ให้บล็อกเชนที่เร็วกว่า ไม่ได้แพ้ให้แอปที่ถูกกว่า แต่กำลังถูกสั่นคลอนจาก “กระดาษแผ่นเดียว” ที่ชื่อว่า GENIUS Act กฎหมายสเตเบิลคอยน์ฉบับแรกของสหรัฐฯ ที่ประธานาธิบดี Donald Trump ลงนามเมื่อ 18 ก.ค. 2025 มีรายงานจากแหล่งข้อมูลในวงการฟินเทคระบุว่ามูลค่าตลาดของบริษัทชำระเงินรายใหญ่ลดลงรวมกันถึงราว 3 แสนล้านดอลลาร์ นับจากที่กฎหมายฉบับนี้เริ่มส่งสัญญาณชัดเจน ขณะที่เทรดเดอร์ไทยยังจ้องแต่กราฟราคาเหรียญ การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดของวงการการเงินกำลังเกิดขึ้นในห้องประชุมสภา ไม่ใช่บนเว็บกระดานเทรด

GENIUS Act คืออะไร และทำไมถึงพลิกวงการ

GENIUS Act คืออะไร และทำไมถึงพลิกวงการ
ภาพจาก AI

GENIUS Act (Guiding and Establishing National Innovation for U.S. Stablecoins Act of 2025) คือกฎหมายกำกับดูแลสเตเบิลคอยน์ระดับสหพันธรัฐฉบับแรกของสหรัฐฯ ผ่านวุฒิสภาด้วยคะแนนเสียง 68-30 และถูกลงนามเป็นกฎหมายเมื่อ 18 ก.ค. 2025 หัวใจของกฎหมายนี้คือการกำหนดให้สเตเบิลคอยน์ที่ใช้ชำระเงินต้องมีสินทรัพย์สำรองครบ 100% ด้วยดอลลาร์สหรัฐฯ พันธบัตรรัฐบาลระยะสั้น หรือเงินฝากธนาคาร มีการเปิดเผยข้อมูลสำรองทุกเดือน และต้องปฏิบัติตามกฎหมายป้องกันการฟอกเงิน (AML)

ที่สำคัญกว่านั้น กฎหมายระบุชัดว่าสเตเบิลคอยน์ที่ใช้ชำระเงิน “ไม่ใช่” หลักทรัพย์และ “ไม่ใช่” โภคภัณฑ์ตามกฎหมายสหรัฐฯ นั่นหมายความว่าสเตเบิลคอยน์ได้รับสถานะทางกฎหมายที่ชัดเจนเป็นครั้งแรก ไม่ต้องอยู่ในเขตสีเทาอีกต่อไป Grok สรุปผลงานของ David Sacks อดีตที่ปรึกษาประธานาธิบดีด้าน AI และคริปโตว่า “GENIUS Act ลงนามเป็นกฎหมายเมื่อ 18 ก.ค. 2025 เป็นกฎหมายกำกับสเตเบิลคอยน์ระดับสหพันธรัฐฉบับแรก” พร้อมทั้งจัดตั้งกองทุนสำรอง Bitcoin เชิงยุทธศาสตร์ และสั่งห้ามสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง (CBDC) ผ่านคำสั่งฝ่ายบริหาร

ตัวเลข 3 แสนล้านดอลลาร์ที่หายไปจาก Visa และ Mastercard

PayDAO โพสต์ข้อมูลที่น่าตกใจว่า “กฎหมายสเตเบิลคอยน์ของสหรัฐฯ ทำให้มูลค่าตลาดของบริษัทชำระเงินรายเดิมลดลง 3 แสนล้านดอลลาร์ มูลค่าตลาดหายไป 18% ไม่ใช่จากการแข่งขัน แต่จากสัญญาณทางกฎหมายที่บอกว่าอนาคตเป็นของสเตเบิลคอยน์” อย่างไรก็ตาม ต้องระบุให้ชัดว่าตัวเลขนี้ยังไม่สามารถยืนยันได้จากรายงานของ IMF โดยตรง และอาจเป็นการประมาณการจากนักวิเคราะห์ในวงการฟินเทค

แต่แม้ตัวเลขที่แน่นอนจะยังเป็นที่ถกเถียง สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือทิศทางของกระแส Visa เองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ปัจจุบัน Visa ทำหน้าที่เป็น “Super Validator” บนบล็อกเชน Canton Network ซึ่งเป็นบล็อกเชนสำหรับสถาบันการเงิน มีสิทธิ์ลงคะแนนในการกำกับดูแลเครือข่าย และมียอดการชำระเงินผ่านสเตเบิลคอยน์ในอัตราปีละ 4.6 พันล้านดอลลาร์ ครอบคลุมกว่า 130 โปรแกรมใน 50 ประเทศ

Visa เข้าร่วมเป็น Super Validator บน Canton Network
ภาพแสดง Visa เข้าร่วมเป็น Super Validator บน Canton Network บล็อกเชนสำหรับสถาบันการเงิน ภาพจาก: Uptrade (X)

คำถามคือ ถ้า Visa ที่มีรายได้หลายหมื่นล้านดอลลาร์ต่อปียังต้องปรับตัวขนาดนี้ แล้วบริษัทที่เล็กกว่าจะเป็นอย่างไร และที่สำคัญกว่า ถ้ากระแสนี้ข้ามมาถึงอาเซียน ธนาคารไทยพร้อมหรือยัง

David Sacks กับมรดกทางกฎหมายที่เปลี่ยนเกม

David Sacks กับมรดกทางกฎหมายที่เปลี่ยนเกม
ภาพจาก AI

David Sacks ได้รับแต่งตั้งจาก Trump ให้เป็นที่ปรึกษาทำเนียบขาวด้าน AI และคริปโตเมื่อ 5 ธ.ค. 2024 และดำรงตำแหน่งอยู่ราว 14 เดือนก่อนครบกำหนด 130 วันของพนักงานรัฐพิเศษในเดือน มี.ค. 2026 หลังจากนั้นเขาย้ายไปเป็นประธานร่วมของ PCAST (President’s Council of Advisors on Science and Technology) ร่วมกับ Marc Andreessen, Jensen Huang และ Mark Zuckerberg

แต่สิ่งที่ Sacks ทิ้งไว้นั้นมีน้ำหนักมาก GENIUS Act ที่ลงนามแล้ว, กองทุนสำรอง Bitcoin เชิงยุทธศาสตร์, การห้าม CBDC ผ่านคำสั่งฝ่ายบริหาร และการประกาศว่า ETH กับ SOL เป็นโภคภัณฑ์ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาเพียง 14 เดือน Paul White Gold Eagle โพสต์ว่า “Trump เรียกธนาคารใหญ่ออกมาตรงๆ ว่าพยายามขัดขวาง GENIUS Act และหยุดยั้งความก้าวหน้าที่แท้จริงของคริปโต” ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแม้แต่ในสหรัฐฯ การต่อสู้ระหว่างผู้เล่นหน้าเดิมกับนโยบายใหม่ก็ยังดุเดือด

ขณะที่ Beyond The Coin ตั้งคำถามที่น่าคิดว่า “ถ้า GENIUS Act บังคับให้ผู้ออกสเตเบิลคอยน์ต้องถือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เป็นสำรอง สิ่งนี้จะเป็นขาขึ้นหรือขาลงสำหรับ Bitcoin ในระยะยาว” คำถามนี้สำคัญ เพราะ GENIUS Act บังคับให้สเตเบิลคอยน์ถูกสำรองด้วยพันธบัตรสหรัฐฯ ซึ่งแปลว่ายิ่งสเตเบิลคอยน์เติบโต ยิ่งมีคนต้องซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ มากขึ้น นี่คือเหตุผลที่รัฐบาลสหรัฐฯ สนับสนุนกฎหมายนี้อย่างเต็มที่ มันทำให้ดอลลาร์แข็งแกร่งขึ้น ไม่ใช่อ่อนลง

สเตเบิลคอยน์กำลังกลายเป็นระบบชำระเงินของโลก

สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่เรื่องของสหรัฐฯ ทั่วโลกกำลังเห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของระบบชำระเงิน Prive อธิบายว่า “สเตเบิลคอยน์จะกลายเป็นเรื่องปกติเหมือนเงินสด และจะเป็นตัวขับเคลื่อนการชำระเงินในโลกจริงเป็นส่วนใหญ่ เพราะความเร็วและประสิทธิภาพ” และเสริมว่าระบบชำระเงินผ่านสเตเบิลคอยน์จะไม่ได้แทนที่ระบบเดิม แต่จะผสานเข้าด้วยกัน

บัตร Visa Platinum Business ของ Prive แพลตฟอร์มสเตเบิลคอยน์
บัตร Visa Platinum Business ของ Prive ที่เชื่อมโลกคริปโตกับการใช้จ่ายในชีวิตจริง ภาพจาก: Prive (X)

ดูได้จากความเคลื่อนไหวรอบตัว Ripple ได้รับอนุมัติ RLUSD สเตเบิลคอยน์ที่ผูกกับดอลลาร์สหรัฐฯ 1:1 อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกรมบริการการเงินนิวยอร์ก (NYDFS) ออกได้ทั้งบน XRP Ledger และ Ethereum โปรเจกต์คริปโตหลายแห่งแข่งกันออกบัตร Visa ที่เชื่อมกับสเตเบิลคอยน์ ตั้งแต่ InterLink จนถึง KAST และ Pudgy Penguins ทั้งหมดนี้บอกเรื่องเดียวกัน คือสเตเบิลคอยน์กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของระบบการเงินโลก ไม่ใช่แค่เหรียญสำหรับเก็งกำไรอีกต่อไป

Coliseum อธิบายโมเดลของ KAST ว่า “USDC เข้า Solana แปลงเป็นสกุลเงินท้องถิ่นตอนชำระเงิน รับเงินสดที่ร้านค้ากว่า 150 ล้านแห่ง ไม่ต้องพึ่งธนาคาร ไม่ต้องพึ่ง SWIFT ไม่ต้องรอ” นี่คือภาพอนาคตที่ทำให้ Visa และ Mastercard หนาวสั่น

บัตร KAST Visa สำหรับชำระเงินด้วยสเตเบิลคอยน์
บัตร KAST Visa ที่ให้ผู้ใช้ชำระเงินด้วย USDC ผ่าน Solana ที่ร้านค้ากว่า 150 ล้านแห่งทั่วโลก ภาพจาก: Coliseum (X)

ประเทศไทยอยู่ตรงไหนในสมรภูมินี้

ประเทศไทยอยู่ตรงไหนในสมรภูมินี้
ภาพจาก AI

คำถามที่ไม่มีใครพูดถึงคือ ถ้าคลื่นสเตเบิลคอยน์ข้ามมาถึงอาเซียน ธนาคารไทยอย่างกรุงเทพ, SCB หรือกสิกรไทย จะเป็น Visa รายต่อไปที่ถูกสั่นคลอนหรือไม่

ดูจากสถานการณ์ปัจจุบัน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกแนวปฏิบัติเรื่องสเตเบิลคอยน์ตั้งแต่ มี.ค. 2021 ระบุว่าสเตเบิลคอยน์ที่ผูกกับบาทอาจจัดเป็น e-Money ภายใต้ พ.ร.บ. ระบบการชำระเงิน 2560 แต่ในปี 2022 ธปท. กลับ “ห้าม” ใช้สินทรัพย์ดิจิทัลเป็นสื่อกลางในการชำระเงิน ด้วยเหตุผลเรื่องเสถียรภาพทางการเงินและการคุ้มครองผู้บริโภค

อย่างไรก็ตาม มีสัญญาณของการเปลี่ยนแปลง ในปี 2024 ธปท. เปิดตัว Enhanced Regulatory Sandbox ให้สถาบันการเงินและฟินเทคทดสอบโมเดลชำระเงินบนบล็อกเชน รวมถึงสเตเบิลคอยน์อ้างอิงบาท และในเดือน มี.ค. 2025 สำนักงาน ก.ล.ต. อนุมัติให้ USDT ของ Tether และ USDC ของ Circle ซื้อขายบนเว็บกระดานเทรดที่ได้รับอนุญาตในไทย มีผลตั้งแต่ 16 มี.ค. 2025

แต่ทั้งหมดนี้ยังเป็นการ “ตั้งรับ” ไม่ใช่ “รุก” สหรัฐฯ ออกกฎหมายที่ทำให้สเตเบิลคอยน์กลายเป็นระบบชำระเงินที่ถูกกฎหมาย ขณะที่ไทยยังอยู่ในขั้นตอน Sandbox ความต่างของ “ความเร็ว” ในการออกนโยบายนี้ อาจหมายความว่าเมื่อสเตเบิลคอยน์ดอลลาร์กลายเป็นระบบชำระเงินหลักของโลก ระบบการเงินไทยจะถูกกดดันอย่างหนักจากภายนอก โดยที่เรายังไม่มีกรอบกฎหมายที่ชัดเจนรองรับ

ลองจินตนาการว่า ถ้าวันหนึ่งคนไทยสามารถรับเงินเดือนเป็น USDC แล้วใช้จ่ายผ่านบัตร Visa ที่ผูกกับสเตเบิลคอยน์ได้ทันที ไม่ต้องผ่านบัญชีธนาคาร ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมโอนข้ามประเทศ แล้วธนาคารไทยที่ทำกำไรจากค่าธรรมเนียมเหล่านี้จะเหลืออะไร

สงครามที่แท้จริงไม่ได้อยู่บนกราฟราคา

สงครามที่แท้จริงไม่ได้อยู่บนกราฟราคา
ภาพจาก AI

Momentum Coin ตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า วุฒิสภาสหรัฐฯ ลงมติ 89-10 ห้าม CBDC แต่ในขณะเดียวกัน GENIUS Act กลับ “บังคับ” ให้สเตเบิลคอยน์ของเอกชนต้องสร้างเครื่องมือเฝ้าระวังที่รัฐบาลสามารถเข้าถึงได้ในภายหลัง กฎหมายกำหนดให้ผู้ออกสเตเบิลคอยน์ต้องมีความสามารถในการ “อายัด แช่แข็ง หรือทำลาย” สเตเบิลคอยน์ได้เมื่อกฎหมายกำหนด

นี่คือจุดที่หลายคนมองข้าม สเตเบิลคอยน์ภายใต้ GENIUS Act ไม่ได้เป็น “เสรีภาพทางการเงิน” แบบที่หลายคนในวงการคริปโตฝันไว้ แต่มันเป็นเครื่องมือที่รัฐบาลสหรัฐฯ ออกแบบมาเพื่อขยายอำนาจของดอลลาร์ผ่านโครงสร้างใหม่ ยิ่งสเตเบิลคอยน์เติบโต ยิ่งมีคนต้องซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ยิ่งดอลลาร์แข็ง ยิ่งอำนาจทางการเงินของสหรัฐฯ ขยาย

Gulf Coast X ชี้ให้เห็นอีกมุมว่า “หลัง GENIUS Act เว็บกระดานเทรดคริปโตกำลังได้สิทธิ์เข้าถึงระบบชำระเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) การต่อสู้ระหว่างเว็บกระดานเทรดที่ต้องการเสนอดอกเบี้ยสูงจากการ Staking กับธนาคารที่อยู่ได้ด้วยดอกเบี้ยข้ามคืน” กำลังเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ

สำหรับไทย ธปท. กำลังพัฒนา “บาทดิจิทัล” (Retail CBDC) และเปิดให้ทดสอบในโครงการนำร่อง ซึ่งเป็นแนวทางที่ต่างจากสหรัฐฯ อย่างสิ้นเชิง สหรัฐฯ ห้าม CBDC แต่ปล่อยให้เอกชนออกสเตเบิลคอยน์ ไทยกลับเดินทางตรงข้าม ห้ามใช้คริปโตชำระเงินแต่กำลังพัฒนา CBDC คำถามคือ ในโลกที่สเตเบิลคอยน์ดอลลาร์กำลังกลายเป็นมาตรฐาน ทิศทางของไทยจะทำให้เราตามหลังหรือนำหน้า

ความเห็นผู้เขียน

ความเห็นผู้เขียน
ภาพจาก AI

ผมติดตามข่าวคริปโตมาหลายปี และสิ่งที่ทำให้ผมตกใจที่สุดในช่วงนี้ไม่ใช่ราคา Bitcoin ที่ขึ้นหรือลง แต่เป็นความจริงที่ว่ากระดาษฉบับเดียวที่ชื่อ GENIUS Act สร้างความเปลี่ยนแปลงต่อวงการการเงินมากกว่าเทคโนโลยีบล็อกเชนใดๆ ที่ถูกสร้างมาในทศวรรษที่ผ่านมา

เทรดเดอร์ไทยส่วนใหญ่มองว่าข่าวกฎหมายสเตเบิลคอยน์เป็นเรื่องน่าเบื่อ เป็น “ข่าว compliance” ที่ไม่เกี่ยวกับการทำกำไร แต่ผมมองต่าง ผมคิดว่านี่คือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ใหญ่ที่สุดในรอบหลายสิบปี Visa กับ Mastercard ไม่ได้ถูกแข่งขันโดยบล็อกเชนที่เร็วกว่า พวกเขาถูกท้าทายโดยกฎหมายที่บอกว่า “สเตเบิลคอยน์คือระบบชำระเงินที่ถูกกฎหมาย” ต่างหากที่ทำลายความได้เปรียบเดิมของพวกเขา

สำหรับประเทศไทย ผมคิดว่าเรากำลังอยู่ในจุดที่ต้องตัดสินใจ ธปท. จะเดินหน้ากับบาทดิจิทัลอย่างเดียว หรือจะเปิดทางให้สเตเบิลคอยน์ของเอกชนมีบทบาทในระบบชำระเงินด้วย ถ้าเราเลือกทางแรกอย่างเดียว ผมเกรงว่าเราจะพลาดโอกาสที่ใหญ่มาก เพราะสเตเบิลคอยน์ดอลลาร์กำลังกลายเป็นมาตรฐานโลก ไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ก็ตาม

แต่สิ่งที่ผมอยากเน้นมากที่สุดคือ ถ้าคุณเป็นนักลงทุนคริปโตในไทย อย่าจ้องแต่กราฟราคา ให้ดูห้องประชุมสภาด้วย เพราะการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากแท่งเทียนบนชาร์ต แต่เกิดจากกฎหมายที่กำลังเขียนอยู่ตอนนี้

ภาพจาก AI