สรุปข่าว
- Marcus Graichen เล็งเห็นเทรนด์ AI ตั้งแต่ยุคบุกเบิกจึงตัดสินใจเข้าซื้อ TAO ในราคาเฉลี่ย $12-$15 ก่อนที่ราคาจะทะยานไปทำจุดสูงสุดตลอดกาลที่ $767
- จุดเปลี่ยนสำคัญคือการที่เขาผันตัวมาเป็น Validator เพื่อกินเงินปันผลแต่ปรากฏว่าทำงานได้ดีมาก จนกลายมาเป็นบุคคลสำคัญของเครือข่าย
- ขาชี้ว่าก้าวต่อไปของ TAO คือการผันตัวเป็นบริษัท AI ที่มีโมเดลธุรกิจชัดเจนและดึงลูกค้าระดับองค์กรได้ โดยมีบล็อกเชนทำงานเป็นเพียงโครงสร้างพื้นฐานเบื้องหลัง
แนวโน้มผลกระทบ: Neutral
Marcus Graichen จากเดิมที่กะจะหารายได้เสริมในช่วงตลาดหมีปี 2022 ได้เล็งเห็นศักยภาพของเทคโนโลยี AI จึงตัดสินใจเข้าซื้อเหรียญ Bittensor (TAO) ในราคาต้นน้ำที่ $12-$15 ก่อนที่มันจะพุ่งทำกำไรมหาศาล แต่สิ่งที่ทำให้เขาแตกต่างจากนักเก็งกำไรทั่วไปคือเขาได้ลงมือสร้าง TAO Stats เครื่องมือสำคัญของระบบนิเวศซึ่งช่วยต่อยอดความน่าเชื่อถือจนเขากลายเป็น Validator รายใหญ่และทำรายได้มหาศาลอีกทาง โดยเขามองว่ายุคของการปั่นราคาคริปโตกำลังจะหมดไป และโปรเจกต์จะต้องยกระดับตัวเองขึ้นจึงจะสามารถอยู่รอดและดึงดูดเม็ดเงินในอนาคตได้
ในวงการคริปโตเราเคยอาจจะได้เห็นนักลงทุนจำนวนไม่น้อยที่มองเห็นอนาคตตั้งแต่เนิ่น ๆ เลือกลงทุนใน Bitcoin, Ethereum หรือ Solana ตั้งแต่ยุคที่โปรเจกต์เพิ่งอยู่ในช่วงตั้งไข่ แต่ทุกท่านเชื่อหรือไม่ว่ามีนักลงทุนคนหนึ่งทุ่มความศรัทธาทั้งหมดไปยัง Bittensor (TAO) ตั้งแต่ช่วงแรก จนกลายเป็นหนึ่งในเคสความสำเร็จที่ถูกกล่าวขวัญถึงมากที่สุดในฐานะ “เศรษฐีหน้าใหม่” จากการลงทุนในโปรเจกต์เหรียญคริปโต AI
ในบทความนี้เราจะพาทุกท่านมาทำความรู้จักกับ Marcus Graichen ชายผู้ก่อตั้ง TAO Stats ชายมองเห็นอนาคตได้ในวันที่ไม่มีใครเห็น
จุดเริ่มต้นการลงทุน
พื้นเพดั้งเดิม Marcus เป็นผู้มีประสบการณ์ทำงานด้าน Web2 โดยเปิดเอเจนซี่พัฒนาเว็บไซต์มานานเกือบ 20 ปี และก่อนหน้านั้นเคยทำงานด้านการถ่ายภาพและทำวิดีโอ
เขาเริ่มลงทุนในคริปโตแบบปล่อยทิ้งไว้ (Passive) ตั้งแต่ปี 2017 โดยไม่ได้เข้ามาอยู่ในวงการนี้อย่างเต็มตัว จนกระทั่งเกิดวิกฤตตลาดหมีปี 2022 ที่ Marcus ต้องการหารายได้เพิ่มแบบ Passive Income ผ่านการรันโหนด
ในช่วงเวลาเดียวกันนี้เอง Marcus จึงได้เริ่มให้ความสนใจใน Bittensor (TAO) ซึ่งช่วงเวลาเดียวกับที่ ChatGPT 2.5 เปิดตัว ทำให้เขามองเห็นศักยภาพของ AI และมองว่าเป็นเทรนด์ใหม่ที่น่าลงทุน

การเดิมพันกับ TAO
Marcus เห็นเหรียญ TAO ครั้งแรกจากทวีตของ Dread Bongo ตอนนั้นราคาพุ่งจาก $1.25 ไปถึง $30 เขาจึงรอให้ราคาย่อตัวลงมาและเข้าซื้อสะสมในราคาเฉลี่ยที่ประมาณ $12 – $15 ที่ต่อมาราคาของ TAO จะทะยานขึ้นไปทำจุดสูงสุดตลอดกาลที่ $767.68 คิดเป็นกำไรคร่าวๆ กว่า 6,291%
ทว่า กำไรจากการลงทุนซื้อเหรียญไม่ใช่สิ่งเดียวที่มัดใจ Marcus ได้เพราะในช่วงเวลาเดียวกันนี้เองการรับหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบ (Validator) ให้ผลตอบแทนสูงถึง 46% APY เขาจึงตัดสินใจเทขายโปรเจกต์อื่นๆ ที่ดูไปไม่รอดแล้วมาทุ่มสุดตัวให้กับการรัน Node กับทาง Bittensor เต็มตัว
การสร้าง TAO Stats
ด้วยความที่ Marcus เป็นคนที่ชอบวิเคราะห์ข้อมูลเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เขาเริ่มทำสเปรดชีตง่ายๆ เพื่อติดตามรายได้จากการเป็น Validator ของตัวเอง ก่อนจะพัฒนามาเป็นเว็บไซต์แบบดึงข้อมูลอัตโนมัติด้วยความช่วยเหลือจากโปรแกรมเมอร์ในชุมชน ที่ต่อมาเขาจะทำการจดโดเมนเปิดตัวเว็บไซต์ TAO Stats ในเดือนมกราคมปี 2023 ซึ่งกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่นักลงทุนและนักขุดในระบบใช้กันทุกวัน
จุดเปลี่ยนสู่การเป็น Validator รายใหญ่
เมื่อแพลตฟอร์มของเขาเริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นในหมู่ผู้ใช้งาน Marcus จึงใช้ความได้เปรียบจากการเป็นเจ้าของเว็บไซต์ที่ทุกคนต้องเข้าใช้งานทุกวันเพื่อเปิดตัวฟีเจอร์“Verified Validators” บน TAO Stats ให้คนอื่นมายืนยันตัวตนแลกกับการจ่ายค่าธรรมเนียมเท่ากับรายได้ปันผล 1 วัน ซึ่งช่วยครอบคลุมค่าเซิร์ฟเวอร์ของเขา ไปๆมาๆ ผู้คนจำนวนมากก็เชื่อใจและนำเหรียญมาฝากให้เขารัน Node เป็นจำนวนมากจนทำให้เขากลายเป็น Validator รายใหญ่และสร้างรายได้ต่อเดือนได้อย่างมหาศาล
นอกจากนี้เขายังเป็นผู้สร้าง Blockchain Explorer อย่างเป็นทางการให้กับเครือข่ายตามคำขอร้องของ Jacob ผู้ก่อตั้งเครือข่ายอีกด้วย กลายเป็นว่าคนที่คิดจะเข้ามาแค่หาเงินเสริมในวงการคริปโต ได้กลายเป็นบุคคลสำคัญของเครือข่าย TAO ไปโดยปริยาย
การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค Business Development
Marcus มองว่าในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า ทิศทางของ Bittensor จะเปลี่ยนไปสู่การพัฒนาธุรกิจอย่างจริงจัง Subnet หรือเครือข่ายย่อยต่างๆ จะต้องเลิกทำตัวเป็นแค่โปรเจกต์คริปโต แต่ต้องผันตัวเป็น บริษัท AI อย่างเต็มรูปแบบ ต้องมีการวางโครงสร้างบริษัทที่ชัดเจน มีโมเดลการหารายได้ มีการทำสัญญากับพันธมิตรธุรกิจภายนอก
เขาเปรียบเทียบว่า Bittensor คือโครงสร้างพื้นฐาน ผู้ใช้งานทั่วไปไม่จำเป็นต้องรู้ว่าบริการ AI ที่พวกเขาใช้นั้นรันอยู่บนโครงสร้างของ Bittensor เหมือนกับที่คนใช้เว็บไซต์โดยไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องโปรโตคอล TCP/IP หรือคนใช้ Dropbox โดยไม่สนใจว่าเซิร์ฟเวอร์ตั้งอยู่ที่ไหน
ปัจจุบันทาง Bittensor มี Subnet มากถึง 128 โปรเจกต์ แต่เขามองว่ามีเพียง 10-20 โปรเจกต์เท่านั้นที่เป็นของจริงและมีคุณภาพ ซึ่งในอนาคต เม็ดเงินจะไหลไปสู่ Subnet ที่สามารถสร้างมูลค่า สามารถดึงลูกค้าองค์กร และมีรูปแบบธุรกิจที่ทำกำไรได้จริง
ที่มา : youtube
