สรุปข่าว
- Google เปิดเผยงานวิจัยล่าสุดพบว่า คอมพิวเตอร์ควอนตัมต้องการทรัพยากรน้อยกว่าที่เคยคาดไว้ถึง 20 เท่าในการเจาะระบบเข้ารหัสแบบ Elliptic Curve ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการปกป้อง Bitcoin และ Ethereum
- นักวิจัยระบุว่า ในทางทฤษฎีควอนตัมคอมพิวเตอร์อาจใช้เวลาเพียง 9 นาทีในการถอดรหัส Private Key จาก Public Key ที่เปิดเผยระหว่างทำธุรกรรม ซึ่งสั้นกว่าเวลาเฉลี่ยในการปิดบล็อกของ Bitcoin ที่ 10 นาที เปิดช่องโหว่ให้เกิดการโจมตีแบบ On-spend attack ได้จริง
- ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า Ethereum เสี่ยงต่อการโจมตีแบบ At-rest attack มากกว่าเนื่องจากโครงสร้างบัญชีจะเปิดเผย Public Key ทิ้งไว้ถาวรหลังจากทำธุรกรรมครั้งแรก ทำให้แฮกเกอร์มีเวลาเหลือเฟือในการถอดรหัสเพื่อขโมยเงิน
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Bearish
แม้เทคโนโลยีควอนตัมที่มีประสิทธิภาพสูงขนาดนี้จะยังไม่เกิดขึ้นในวันนี้ แต่ผลการวิจัยที่ชี้ว่า “ระยะเวลาและทรัพยากร” ที่ต้องการนั้นลดลงอย่างมหาศาล ก็ถือเป็นข่าวร้ายเชิงจิตวิทยาต่อความเชื่อมั่นในระยะยาว
หากเครือข่ายหลักอย่าง Bitcoin ยังไม่มีแผนการอัปเกรดไปใช้ระบบป้องกันควอนตัมที่ชัดเจนเหมือน Ethereum นักลงทุนอาจเริ่มกังวลถึงความปลอดภัยของสินทรัพย์ในอีก 5-10 ปีข้างหน้า ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดการขยับขยายเงินทุนไปยังโปรเจกต์ที่ชูจุดเด่นเรื่อง Post-Quantum ตั้งแต่เนิ่น ๆ
Google Research ได้เผยแพร่ White Paper ฉบับใหม่ที่แสดงให้เห็นว่า เทคโนโลยีควอนตัมคอมพิวเตอร์สามารถถอดรหัสวิทยาการเข้ารหัสของ Bitcoin ได้เร็วกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ถึง 10 เท่า ขณะที่สถาบันวิจัย Project Eleven ชี้ว่า BTC กว่า 6.7 ล้านเหรียญกำลังตกอยู่ในความเสี่ยง
หัวใจสำคัญของความสำเร็จในครั้งนี้คือ Google สามารถลดทรัพยากรที่จำเป็นสำหรับการถอดรหัส ECDSA (Elliptic Curve Digital Signature Algorithm) ซึ่งเป็นระบบเข้ารหัสที่ Bitcoin และคริปโตส่วนใหญ่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ลงเหลือเพียง 1,200 – 1,450 Logical Qubits เท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยกว่าที่เคยประเมินกันไว้อย่างมาก
ถอดรหัส Bitcoin ได้ภายใน 9 นาที
สถาบันวิจัยเฉพาะทาง Project Eleven ได้นำข้อมูลเทคนิคล่าสุดจาก White Paper ของ Google มาประยุกต์ใช้กับระบบของ Bitcoin โดยตรง และผลการวิเคราะห์ออกพบว่า Private Key ของ Bitcoin อาจถูกถอดรหัสได้ภายในเวลาเพียง 9 นาที เท่านั้น
ตัวเลขนี้สำคัญมาก เพราะ Bitcoin มี Block Time เฉลี่ยอยู่ที่ 10 นาที หมายความว่าในทางทฤษฎี ผู้โจมตีที่มีควอนตัมคอมพิวเตอร์สามารถ ดักจับธุรกรรมที่ค้างอยู่ใน Mempool (ก่อนถูกบันทึกลง Block) และถอดรหัส Private Key ของผู้ส่งได้ทันก่อนที่ธุรกรรมจะได้รับการยืนยัน
การโจมตีแบบนี้เรียกว่า “Mempool Attack” ซึ่งเดิมทีเป็นแค่สมมติฐานทางทฤษฎี แต่ตอนนี้กำลังเข้าใกล้ความเป็นจริงมากขึ้นทุกที
6.7 ล้าน Bitcoin ตกอยู่ในความเสี่ยง
Project Eleven ไม่ได้หยุดแค่การวิเคราะห์เชิงทฤษฎี แต่ยังสร้างฐานข้อมูลที่เรียกว่า “Bitcoin Risq List” โดยใช้ข้อมูลเทคนิคของ Google มาวิเคราะห์ On-Chain อย่างละเอียด พบว่ามี BTC รวมทั้งสิ้น 6.7 ล้านเหรียญ ที่ตกอยู่ในสถานะเสี่ยงต่อการถูกโจมตีด้วยควอนตัมคอมพิวเตอร์
ในจำนวนนี้ ที่น่ากังวลมากที่สุดคือ Address แบบ P2PK (Pay-to-Public-Key) ซึ่งเป็นรูปแบบที่ใช้กันมากในยุคแรกเริ่มของ Bitcoin รวมถึง BTC ที่ขุดโดย Satoshi Nakamoto ราว 1.7 ล้าน BTC ก็อยู่ในกลุ่มนี้ด้วย
ปัญหาคือ Address เหล่านี้มี Public Key เปิดเผยอยู่บน Blockchain ตลอดเวลา ทำให้ผู้โจมตีสามารถเริ่มกระบวนการถอดรหัสได้ทุกเมื่อ โดยไม่ต้องรอให้มีธุรกรรมเกิดขึ้น Project Eleven เรียกสถานะแบบนี้ว่าเป็นภัยคุกคามแบบ At-Rest ที่รออยู่เงียบ ๆ
ไม่ใช่แค่ Bitcoin — Ethereum ก็โดนด้วย
Project Eleven ยังประเมินอีกว่า Wallet อันดับท็อป 1,000 ของ Ethereum ก็สามารถถูกถอดรหัสได้ภายใน 9 วัน เช่นกัน ซึ่งหมายความว่า ภัยคุกคามจากควอนตัมไม่ได้จำกัดอยู่แค่ Bitcoin แต่กระทบกับ โครงสร้างพื้นฐานของเทคโนโลยี Blockchain โดยรวม ทั้งหมด
Google ยอมรับความเร่งด่วนของปัญหา
สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้หนักแน่นขึ้นไปอีกคือ CEO และ CTO ของ Google ได้ให้เครดิตและขอบคุณ Project Eleven ไว้ในเอกสารอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นการยอมรับโดยตรงว่าการวิเคราะห์ผลกระทบต่อสินทรัพย์ดิจิทัลไม่ใช่เรื่องเกินจริง
Project Eleven ระบุชัดเจนว่า สถานการณ์ตอนนี้คือ “Quantum Alarm” ไม่มีเวลาจะรอสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้าอีกแล้ว และเรียกร้องให้ทุกโปรเจกต์เริ่มต้น การเปลี่ยนผ่านไปสู่ Post-Quantum Cryptography (PQC) โดยทันที
เส้นตายปี 2029 และการขยับตัวของเหล่านักพัฒนา
Google ขีดเส้นตายภายในปี 2029 สำหรับการย้ายระบบเข้ารหัสทั้งหมดไปสู่มาตรฐาน Post-Quantum
ขณะที่ Nic Carter ผู้ประกอบการชื่อดังระบุว่า ระบบเข้ารหัสแบบเดิมกำลังใกล้หมดอายุขัย โดยมองว่า นักพัฒนา Ethereum เริ่มเดินหน้าทำแผนที่นำทาง เพื่อรับมือเรื่องนี้อย่างจริงจังแล้ว ทั้งการเปลี่ยนระบบลายเซ็นและบัญชีเก็บข้อมูล

แผนงานของ Ethereum ที่ทนทานต่อควอนตัม แหล่งที่มา: Strawmap.org
ส่วนฝั่ง Bitcoin ถูกวิจารณ์ว่า ยังมีแนวทางการรับมือที่ล่าช้าที่สุดเมื่อเทียบกับเครือข่ายอื่น ๆ ซึ่งอาจกลายเป็นจุดอ่อนร้ายแรงของเครือข่าย Blockchain ในอนาคต
ที่มา : cointelegraph
มุมมองผู้เขียน : แม้ตอนนี้คอมพิวเตอร์ควอนตัมระดับ 5 แสนคิวบิตจะยังสร้างไม่สำเร็จ แต่ความเร็วในการพัฒนาฮาร์ดแวร์และการลดทรัพยากรลงได้ถึง 20 เท่าแบบนี้แปลว่า เวลาที่เหลืออยู่ สั้นลงกว่าเดิมมาก
หากเราไม่เริ่มอัปเกรดกันตั้งแต่ตอนนี้ วันที่ควอนตัมมาถึงจริง ๆ ประวัติศาสตร์คริปโตอาจจะจบลงในเวลาไม่ถึง 10 นาทีตามที่ Google เตือนไว้
