สรุปข่าว
- ราคา Bitcoin ปรับตัวลดลง 47% จากจุดสูงสุดลงมาที่ราว $66,700 ส่งผลให้ 44% ของอุปทานทั้งหมดตกอยู่ในสภาวะขาดทุนทางบัญชีกว่า $6 แสนล้าน
- นักลงทุนระยะยาวเริ่มถอดใจและเทขายยอมรับการขาดทุนกว่า 200 ล้านดอลลาร์ต่อวัน ในขณะที่นักลงทุนสถาบันก็ติดดอยเช่นกัน เนื่องจากต้นทุนเฉลี่ยของ ETF อยู่สูง
- ตัวเลขความต้องการ Bitcoin ติดลบ และค่า Coinbase Premium ของสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในแดนลบ สะท้อนว่าตลาดยังไม่มีแรงซื้อใหม่เข้ามาอุ้ม
แนวโน้มผลกระทบ: Bearish
สถานการณ์ตลาดคริปโตในปัจจุบันกำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งใหญ่ เมื่อราคา Bitcoin ร่วงลงแตะระดับ $66,700 ทำให้อุปทานกว่า 44% ในระบบ หรือราว 8.8 ล้าน BTC ตกอยู่ในสถานะขาดทุนรวมเกือบ 6 แสนล้านดอลลาร์ ข้อมูลจาก Glassnode บ่งชี้ว่าภาวะกดดันนี้ทำให้นักลงทุนระยะยาวเริ่มเกิดการยอมแพ้ ลามไปถึงนักลงทุนสถาบันที่ถือครอง Bitcoin ETF โดยปัจจัยต่างๆ บ่งชี้ชัดเจนว่าตลาดยังอยู่ในช่วงกระจายสินค้า และอาจต้องรอให้กระแสการเทขายขาดทุนนี้ลดลงเสียก่อน ตลาดจึงจะพบจุดหมดแรงขายและเริ่มสร้างฐานเพื่อฟื้นตัวได้อีกครั้ง
สถานการณ์ปัจจุบันของตลาดคริปโตดูเหมือนว่ากำลังจะมุ่งหน้าไปยังทิศทางที่เลวร้ายกว่าเดิมเมื่ออุปทาน Bitcoin จำนวนกว่า 44% ที่หมุนเวียนอยู่ในตลาดกำลังเผชิญหน้ากับภาวะขาดทุนกันถ้วนหน้า หลังราคา Bitcoin ร่วงลงต่ำกว่า $66,000
ในเช้าวันนี้ Bitcoin มีการซื้อขายกันที่ราคา $66,700 คิดเป็นการร่วงหล่นจากจุดสูงสุดตลอดกาลถึง 47% ถึงแม้ระดับราคาดังกล่าวจะยังดูเสถียรและไม่รุนแรง แต่ข้อมูลกลับบ่งชี้ไปอีกทาง
รายงานจาก Glassnode เปิดเผยว่า Bitcoin จำนวนกว่า 8.8 ล้าน BTC (44% ของอุปทาน) อยู่ในสถานะขาดทุนคิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า $5.98 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งปริมาณของตัวเลขนี้ บ่งชี้ถึงความคล้ายคลึงเชิงโครงสร้างกับสภาวะที่เคยสังเกตพบในไตรมาสที่ 2 ของปี 2022 ที่เป็นขาลง
พวกเขาอธิบายว่า ตลาดหมีเมื่อปี 2022 ได้สร้างบรรทัดฐานที่ชี้ให้เห็นว่า Bitcoin จำนวนกว่า 3 ล้าน BTC จำเป็นจะต้องเกิดการเปลี่ยนมือของผู้ถือครอง ตลาดถึงจะสามารถพลิกกลับขึ้นมาอยู่ในจุดฟื้นตัวได้
ในอดีต การจะจัดการกับปริมาณอุปทานส่วนเกินที่มีขนาดใหญ่ระดับนี้ได้ จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนมือของเหรียญอย่างมีนัยสำคัญ จากกลุ่มผู้ถือครองที่ยอมขายขาดทุนไปสู่กลุ่มผู้ซื้อรายใหม่ที่ราคาต่ำกว่าเดิม

การขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงนี้ได้ส่งผลทำให้ความเชื่อมั่นในตลาดถูกกัดกร่อนลงไปอย่างมาก และทำให้นักลงทุนระยะยาว (LTH) ตัดสินใจยอมแพ้ขายออกมาที่ราคาต่ำกว่าต้นทุนเฉลี่ย
ดัชนีขาดทุนของนักลงทุนระยะยาวที่ถือ Bitcoin นานกว่า 155 วัน ยังได้ยืนยันอีกเสียงว่านักลงทุนเริ่มที่จะยอมแพ้ โดยนักเทรดกลุ่มนี้ได้เริ่มขาดทุนกันแล้วมากกว่า $200 ล้านในปัจจุบัน
Glassnode ระบุว่า การขาดทุนและเทขายอันร้อนแรงนี้ควรที่จะต้องลดลงเหลือระดับต่ำกว่า 25 ล้านดอลลาร์ต่อวัน ซึ่งจุดนั้นจะบ่งบอกถึง “สภาวะหมดแรงขาย” ซึ่งจะกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในการสร้างฐานราคาใหม่ที่จะเกิดขึ้นในช่วงการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ตลาดกระทิงที่ยั่งยืน

ขณะเดียวกัน ข้อมูลยังระบุว่านักลงทุนสถาบันเองก็ไม่ได้รอดพ้นจากวิกฤตและมีชะตากรรมไม่ต่างอะไรกับเทรดเดอร์ทั่วไป เพราะราคาของ Spot Bitcoin ในปัจจุบันได้ร่วงลงมาต่ำกว่าต้นทุนเฉลี่ยของผู้ถือ Bitcoin ETF ที่มีราคาสูงถึง $83,408 ส่งสัญญาณว่ารายใหญ่ก็เริ่มตึงมือและต้องเริ่มระบายของออกเพื่อลดความเสี่ยง

ด้วยการลดความเสี่ยงนี้ยิ่งทำให้ความต้องการใน Bitcoin ลดลงอย่างเห็นได้ชัดมาตั้งแต่ช่วงกลางเดือน ธ.ค. 2025 ซึ่งดัชนี Capriole Investment’s Bitcoin Apparent Demand ได้เผยว่าจำนวนความต้องการใน Bitcoin ของตลาดมีตัวเลขอยู่ที่ -1,623 BTC บ่งชี้ว่าฝั่งขายยังคงความได้เปรียบในตลาดอยู่ในปัจจุบัน

CryptoQuant ยืนยันว่า การหดตัวของความต้องการอย่างต่อเนื่อง เป็นการคอนเฟิร์มว่าภาพรวมของตลาดอยู่ในสภาวะกระจายสินค้าในขณะเดียวกัน ดัชนี Coinbase Premium ของ Bitcoin ซึ่งวัดส่วนต่างราคาระหว่างคู่เทรด BTC/USD บน Coinbase และ Binance ยังคงอยู่ในแดนลบ และการที่ค่าพรีเมียมที่เป็นลบอย่างต่อเนื่อง บ่งชี้ว่านักลงทุนในสหรัฐฯ ยังไม่ได้กลับเข้าสู่ตลาดในสเกลที่ใหญ่พอ

ที่มา: Cointelegraph
มุมมองผู้เขียน : ต่อให้วัฏจักรนี้จะมีนักลงทุนสถาบันเข้ามาในตลาดคริปโต แต่ประวัติศาสตร์มักจะซ้ำรอยเสมอ หมายความว่าถ้าตลาดยังไม่เกิดการยอมจำนน ยอมคายของออกมาตลาดกระทิงก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ กระบวนการดังกล่าวถึงแม้จะเจ็บปวดแต่ก็เป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้หากเราอยากเห็น Bitcoin เติบโตไปมากกว่านี้
