bitkub-banner

จะเกิดอะไรขึ้น หากแบงก์ไทยเปิดให้เทรดคริปโตบนแอป Mobile Banking ?

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปบทความ
  • การรวมฟีเจอร์เทรดคริปโตเข้ากับแอปธนาคารหลัก ที่มีผู้ใช้งานกว่า 40-50 ล้านคน จะทำลายกำแพงความยุ่งยากในการทำ KYC และการโอนเงินระหว่างแพลตฟอร์ม ส่งผลให้จำนวนผู้ถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลในไทยพุ่งทะยานขึ้น 2-3 เท่าตัวภายในปีแรก
  • กลุ่มทุนธนาคารจะมีความได้เปรียบเชิงโครงสร้างมหาศาล ทั้งฐานลูกค้าเดิมที่พร้อมใช้งานทันที ความเชื่อมั่นในแบรนด์ที่สั่งสมมานาน และต้นทุนการดึงดูดลูกค้าที่ต่ำกว่ากระดานเทรดคริปโตอิสระหลายสิบเท่า
  • การขยับตัวนี้ จะบีบให้กระดานเทรดเดิมต้องเร่งปรับตัวหาจุดแตกต่าง เช่น การนำเสนอเหรียญที่หลากหลายกว่า หรือบริการ DeFi ที่ธนาคารยังไม่กล้าแตะ ไม่เช่นนั้นอาจถูกธนาคาร แย่งส่วนแบ่งตลาดไปมากกว่า 60% ภายใน 3 ปี

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Bullish 

การที่ธนาคารพาณิชย์นำคริปโตเข้าสู่กระแสหลัก จะเป็นตัวเร่งให้เกิดการไหลเข้าของเม็ดเงินมหาศาลจากกลุ่มคนวัยทำงานและผู้สูงอายุที่มีกำลังซื้อสูง แต่เคยกลัวความเสี่ยง ซึ่งสภาพคล่องที่เพิ่มขึ้นในระดับประเทศจะส่งผลบวกต่อความต้องการซื้อสินทรัพย์ดิจิทัลโดยรวม และผลักดันให้ไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางคริปโตของภูมิภาคได้เร็วกว่าเดิม

ลองจินตนาการภาพดูว่า ถ้าคุณกำลังโอนเงินผ่านแอปธนาคารอยู่ดี ๆ  แต่เหลือบไปเห็นเมนูใหม่โผล่มาว่า “ซื้อ Bitcoin” อยู่ติดกับปุ่มจ่ายบิลมันจะว้าวแค่ไหน

แม้ฟังดูเหมือนเรื่องไกลตัว แต่สิ่งนี้อาจเกิดขึ้นจริงเร็วกว่าที่หลายคนคิด เพราะทุกวันนี้ธนาคารพาณิชย์ไทยกำลังบุกตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็น KBank ที่ส่ง Orbix หรือ SCB ที่มี InnovestX  แยกธุรกิจคริปโตออกเป็นแพลตฟอร์มต่างหาก แต่คำถามคือ ถ้าวันหนึ่งธนาคารตัดสินใจรวมการเทรดคริปโตเข้าไว้ในแอปเดียวกันกับธนาคารหลักที่คนไทย 40-50 ล้านคนเปิดใช้ทุกวันเลย มันจะส่งผลกระทบยังไง ?

ผลกระทบในตลาดคริปโตไทย

ผลกระทบแรกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ จำนวนผู้ใช้งานคริปโตในประเทศจะพุ่งทะยานแบบก้าวกระโดด ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลประมาณ 3-4 ล้านบัญชี ซึ่งดูเยอะ แต่เมื่อเทียบกับคนที่มีบัญชีธนาคารกว่า 80 ล้านบัญชีแล้ว ยังถือว่าเป็นเพียงส่วนน้อย 

ปัญหาใหญ่ที่ทำให้คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่กล้าเข้ามาเทรดคริปโต ไม่ใช่เพราะไม่สนใจ แต่เพราะขั้นตอนยุ่งยาก ต้องโหลดแอปใหม่ ต้องทำ KYC ใหม่ ต้องโอนเงินไปมาระหว่างแพลตฟอร์ม และที่สำคัญ ไม่มั่นใจว่าแพลตฟอร์มนั้นน่าเชื่อถือแค่ไหน

แต่ถ้าคุณสามารถซื้อ Bitcoin ได้ง่ายๆ ผ่านแอปธนาคารที่คุณใช้อยู่แล้ว ไม่ต้องสมัครใหม่ ไม่ต้องยืนยันตัวตนใหม่ เงินอยู่ในระบบเดียวกัน กดซื้อเสร็จเงินก็หักจากบัญชีทันที กำแพงสูงๆ ที่กั้นคนทั่วไปไม่ให้เข้าถึงคริปโตจะพังทลายลงในพริบตา 

ซึ่งคาดการณ์ได้เลยว่า ภายในปีแรก จำนวนผู้ใช้งานคริปโตในไทยอาจเพิ่มขึ้น 2-3 เท่าตัว โดยส่วนใหญ่จะเป็นคนกลุ่มใหม่ที่ไม่เคยสนใจคริปโตมาก่อน

ที่น่าสนใจคือ กลุ่มเป้าหมายใหม่เหล่านี้ไม่ได้เป็น Gen Z หรือกลุ่มเทคโนโลยีอย่างที่หลายคนคิด แต่จะเป็นคนวัยทำงาน Gen X และ Baby Boomers ที่มีเงินออม มีกำลังซื้อสูง แต่เดิมไม่กล้าลงทุนคริปโตเพราะกังวลเรื่องความปลอดภัย พอธนาคารที่พวกเขาฝากเงินไว้หลายสิบปีเปิดบริการให้ อุปสรรคทางจิตใจจะหายไปทันที กระแสเงินทุนใหม่ๆ จากกลุ่มนี้จะไหลเข้าตลาดคริปโตไทยอย่างมหาศาล

แพลตฟอร์มเทรดเดิมจะอยู่ได้อย่างไร?

นี่คือคำถามที่คนในวงการถามกันมากที่สุด เพราะหากธนาคารเข้ามาจริง บริษัทเทรดคริปโตที่เปิดดำเนินการอยู่ในตลาดอย่าง Bitkub, Binance TH  หรือ Bitazza จะต้องเผชิญกับคู่แข่งที่มี ความได้เปรียบเชิงโครงสร้างแบบเบ็ดเสร็จ

ข้อได้เปรียบแรกคือ ฐานผู้ใช้งานที่มีอยู่แล้ว ธนาคารไม่ต้องเสียเงินหาลูกค้าใหม่ เพราะทุกคนที่มีบัญชีธนาคารคือ ลูกค้าที่พร้อมใช้งานทันที 

ในขณะที่แพลตฟอร์มเทรดทั่วไปต้องเผาเงินหลายร้อยล้านบาทในการโฆษณา จัดโปรโมชั่น แจกโบนัส เพื่อดึงผู้ใช้ใหม่เข้ามา แต่ธนาคารแค่ส่ง Push Notification ครั้งเดียวก็เข้าถึงผู้ใช้หลายล้านคนแล้ว ต้นทุนในการหาลูกค้าของธนาคารจึงต่ำกว่าคู่แข่งหลายสิบเท่า

ข้อได้เปรียบที่สองคือ ความไว้วางใจ คนไทยส่วนใหญ่ยังระแวงแพลตฟอร์มคริปโตว่าอาจล้ม อาจถูกแหกก็ได้ เคสของ Zipmex ที่มีปัญหาสภาพคล่องจนต้องหยุดให้ถอนเงินทำให้คนกลัวมากขึ้น แต่ธนาคารพาณิชย์มีชื่อเสียง มีประวัติยาวนาน ได้รับการกำกับดูแลจากธนาคารแห่งประเทศไทยอย่างเข้มงวด เงินฝากมีประกันจาก สคส. คนจึงรู้สึกปลอดภัยกว่า 

การที่คุณยายวัย 60 จะกล้าซื้อ Bitcoin ผ่านแอปธนาคารที่เธอรู้จักมา 30 ปี กับกล้าโหลดแอป Bitkub ที่เพิ่งรู้จักเมื่อปีที่แล้ว นั่นเป็นสองเรื่องที่ต่างกันมาก

ข้อได้เปรียบที่สามคือ ความสะดวกในการใช้เงิน ปัจจุบันถ้าคุณต้องการซื้อคริปโต คุณต้องโอนเงินจากบัญชีธนาคารไปยังแพลตฟอร์มเทรด รอเงินเข้าสักพัก ซื้อคริปโต แล้วถ้าอยากขายและเอาเงินกลับมาใช้ ก็ต้องขายคริปโต ถอนเงินกลับเข้าธนาคาร รอเงินเข้าอีกที กระบวนการนี้กินเวลาและมีค่าธรรมเนียม แต่ถ้าทุกอย่างอยู่ในแอปเดียว เงินก็อยู่ในระบบเดียวกัน คุณสามารถสลับไปมาระหว่าง “เงินบาท” กับ “สินทรัพย์ดิจิทัล” ได้อย่างไร้รอยต่อ แถมถ้าธนาคารพัฒนาต่อยอดให้จ่ายบิล หรือโอนเงินด้วยคริปโตได้โดยตรง นั่นจะเปลี่ยนเกมทั้งหมด

ที่หนักกว่านั้นคือ ธนาคารมีทุนและกฎหมายหนุนหลัง พวกเขาพร้อมที่จะลดค่าธรรมเนียมการเทรดลงใกล้ศูนย์ในช่วงแรก หรือแจกโปรโมชั่นใหญ่เพื่อดึงผู้คน โดยไม่กังวลว่าจะขาดทุน เพราะธนาคารมีรายได้จากธุรกิจอื่นอีกมากมาย สามารถอุ้มธุรกิจคริปโตได้นานกว่า บวกกับความสามารถในการล็อบบี้กับหน่วยงานกำกับดูแล ซึ่งบางครั้งอาจทำให้ได้สิทธิพิเศษบางอย่างที่แพลตฟอร์มทั่วไปไม่มี

ในสถานการณ์แบบนี้ แพลตฟอร์มเทรดรายย่อยจะรอดได้ ก็ต่อเมื่อมีจุดขายที่แตกต่างอย่างชัดเจน เช่น มีคริปโตให้เลือกเทรดมากกว่า มี Staking หรือบริการ DeFi ที่ธนาคารไม่กล้าทำ มีชุมชนเทรดเดอร์ที่แข็งแกร่ง มีเครื่องมือวิเคราะห์ขั้นสูง หรือมีค่าธรรมเนียมที่แข่งขันได้จริง 

อย่างไรก็ตาม แม้จะอยู่รอดได้ แต่ส่วนแบ่งตลาดของพวกเขาก็จะถูกกัดกร่อนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คาดว่า ภายใน 2-3 ปี ธนาคารอาจควบคุมตลาดได้มากกว่า 50-60% ในขณะที่แพลตฟอร์มเดิม ต้องแบ่งปันส่วนที่เหลือให้กันและกัน

เศรษฐกิจดิจิทัลไทยจะเติบโตแบบก้าวกระโดด

หากมองในแง่บวก การที่ธนาคารนำคริปโตเข้าสู่กระแสหลักจะเร่งการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยอย่างมหาศาล เงินทุนที่ไหลเข้าตลาดคริปโตจะไม่ได้หมายถึงแค่การเก็งกำไร แต่จะเป็นรากฐานสำคัญของเทคโนโลยี Blockchain ในวงกว้าง

ธุรกิจสตาร์ทอัพที่พัฒนาแอปพลิเคชัน Web3, NFT, DeFi หรือ Metaverse จะได้รับเงินทุนสนับสนุนง่ายขึ้น เพราะนักลงทุนทั่วไป สามารถเข้าถึงสินทรัพย์ดิจิทัลได้สะดวก บริษัทไทยจะสามารถระดมทุนผ่าน Token Offering (ICO/IEO) ได้กว้างขวางกว่าเดิม เพราะมีฐานนักลงทุนที่ใหญ่ขึ้น ในขณะเดียวกัน นักพัฒนาซอฟต์แวร์และโปรแกรมเมอร์ที่เชี่ยวชาญ Blockchain จะเป็นที่ต้องการมากขึ้น สร้างอาชีพใหม่ๆ ที่จ่ายเงินเดือนสูง

นอกจากนี้ ธนาคารเองก็จะได้ประโยชน์ พวกเขาจะมีรายได้ใหม่จากค่าธรรมเนียมการเทรดและบริการที่เกี่ยวข้อง มีข้อมูลพฤติกรรมการลงทุนของลูกค้าที่ละเอียดขึ้น สามารถนำมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ๆ ได้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น ที่สำคัญคือ ธนาคารจะดึงดูดลูกค้าหนุ่มสาว Gen Z และ Millennials ที่เคยรู้สึกว่าธนาคารแบบเดิมๆ เก่าล้าสมัครกลับหันมาใช้บริการกันมากขึ้น

ในระดับประเทศ ไทยอาจกลายเป็นศูนย์กลางคริปโตของภูมิภาค เอาชนะสิงคโปร์ก็เป็นได้ หากมีกรอบกฎหมายที่ชัดเจน มีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานทั้งทางเทคนิคและการเงิน และมีฐานผู้ใช้งานที่ใหญ่ จนนักลงทุนต่างชาติอาจเลือกเปิดบริษัทคริปโตในไทยมากขึ้น ทำให้สร้างงาน สร้างรายได้ และเก็บภาษีให้รัฐบาลได้มหาศาล

ความเสี่ยงที่ต้องระวัง

เหรียญทุกเหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ การที่คริปโตเข้าถึงง่ายขึ้นก็มาพร้อม ความเสี่ยงที่ทุกคนไม่ควรมองข้าม

ความเสี่ยงแรกคือ คนจำนวนมากอาจเข้ามาลงทุนโดยไม่เข้าใจ เพียงเพราะมันสะดวก เพียงเพราะเพื่อนๆ ทำกัน เพียงเพราะเห็นข่าวราคาขึ้น เมื่อตลาดดิ่ง ผู้คนจำนวนมากจะขาดทุนอย่างหนัก ซึ่งส่งผลกระทบต่อจิตใจและคุณภาพชีวิต มีโอกาสสูงที่จะเกิดกรณีพิพาทระหว่างลูกค้ากับธนาคาร คนบางกลุ่มอาจอ้างว่า ธนาคารไม่ได้เตือนความเสี่ยงชัดเจนพอ หรือระบบมีปัญหาทำให้ขายไม่ทัน

ความเสี่ยงที่สองคือ ความผันผวนของตลาดคริปโต อาจส่งผลต่อเสถียรภาพทางการเงิน หากมีคนจำนวนมากถือคริปโตในสัดส่วนที่สูง และตลาดดิ่งอย่างรุนแรง ผู้คนอาจถอนเงินฝากออกจากธนาคารจำนวนมหาศาล เพื่อชดเชยความสูญเสีย หรือกลับกัน อาจกู้เงินเพิ่ม เพื่อซื้อคริปโตต่อในราคาต่ำ ซึ่งทั้งสองสถานการณ์ล้วนสร้างความเสี่ยงต่อสภาพคล่องของธนาคาร

ความเสี่ยงที่สามคือ ช่องโหว่ทางไซเบอร์ ยิ่งทุกอย่างรวมอยู่ในแอปเดียว ยิ่งเป็นเป้าหมายใหญ่สำหรับแฮกเกอร์ หากมีการเจาะระบบสำเร็จ ผู้ใช้อาจสูญเสียทั้งเงินฝากและคริปโตไปพร้อมกัน ความเสียหายจะมหาศาลกว่าการถูกเจาะแค่แพลตฟอร์มเทรดทั่วไป

ความเสี่ยงสุดท้ายคือ การผูกขาดตลาด หากธนาคารใหญ่ๆ ครอบงำตลาดคริปโตไทยได้ทั้งหมด พวกเขาอาจมีอำนาจในการกำหนดราคา กำหนดเงื่อนไข หรือแม้แต่เลือกว่าจะให้เทรดคริปโตตัวไหนได้บ้าง ซึ่งขัดกับหลักการดั้งเดิมของคริปโตที่เน้นความเป็นอิสระและการกระจายอำนาจ

ยุคใหม่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

สุดท้ายนี้ การที่แบงก์ไทยเปิดเทรดคริปโตบนแอปหลัก ไม่ใช่แค่การเพิ่มฟีเจอร์ใหม่เพียงอย่างเดียว แต่มันคือ การปฏิวัติวิธีที่คนไทยบริหารเงิน ลงทุน และมองโลกการเงินดิจิทัล

สำหรับประชาชนทั่วไป นี่คือ โอกาสในการเข้าถึงสินทรัพย์ใหม่ได้ง่ายขึ้น แต่ต้องมาพร้อมความรู้ และความระมัดระวัง อย่าคิดว่าเพียงเพราะธนาคารให้บริการแล้วก็ปลอดภัย 100% คริปโตยังคงเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง

สำหรับแพลตฟอร์มเทรดเดิม นี่คือภัยคุกคามที่ร้ายแรงที่สุด ผู้ที่ปรับตัวไม่ทัน อาจไม่รอด ต้องเร่งหาจุดขายที่แตกต่าง สร้างชุมชนที่แข็งแกร่ง และพัฒนาบริการที่ธนาคารทำไม่ได้

สำหรับหน่วยงานกำกับดูแล นี่คือ บททดสอบครั้งใหญ่ในการสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมนวัตกรรม กับการปกป้องผู้บริโภคและเสถียรภาพทางการเงิน กฎเกณฑ์ที่ออกมาจะกำหนดทิศทางอนาคตของตลาดคริปโตไทยในทศวรรษหน้า

และสำหรับประเทศไทย นี่อาจเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เศรษฐกิจดิจิทัลของเราก้าวกระโดดไปข้างหน้า หรือกลับกลายเป็นวิกฤต ถ้าหากจัดการไม่ดี

สิ่งหนึ่งที่แน่นอน อนาคตกำลังใกล้เข้ามาแล้ว และเราทุกคนต้องเตรียมพร้อม ดังนั้นครั้งต่อไป ที่คุณเปิดแอป Moblie Banking อย่าแปลกใจหากเห็นปุ่มซื้อ Bitcoin โผล่มา แต่ก่อนกดซื้อ จงถามตัวเองก่อนว่า คุณพร้อมจริง ๆ แล้วหรือยัง?


มุมมองผู้เขียน : การที่ธนาคารไทยกระโดดเข้าสู่ตลาดคริปโต คือสัญญาณชัดเจนว่า  โลกการเงินแบบเดิม สู้กระแสเทคโนโลยีใหม่ไม่ได้แล้ว แต่นักลงทุนต้องระวังให้ดี สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่แค่ราคาคริปโตที่ผันผวน แต่คือการลงทุนตามกระแสเพียงเพราะ “มันกดซื้อง่าย” ในแอปธนาคาร