สรุปข่าว
- ข่าวที่ว่าอิหร่านอาจใช้ Bitcoin เก็บค่าผ่านทางช่องแคบฮอร์มุซเพื่อหลบเลี่ยงการคว่ำบาตร แม้จะดูเหมือนเป็นการใช้งานจริงในระดับชาติ แต่ก็อาจนำมาซึ่งความเสี่ยง
- หากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจริง จะเป็นการทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของสกุลเงินดอลลาร์ ซึ่งอาจกระตุ้นให้สหรัฐฯ ต้องงัดมาตรการขั้นเด็ดขาดมากวาดล้าง Bitcoin อีกรอบ
- แม้ Bitcoin จะเป็นกลาง แต่สภาพคล่อง 70-80% ในตลาดล้วนมาจาก Stablecoin ที่ผูกติดกับเงินดอลลาร์ สหรัฐฯ จึงมีอำนาจมากพอที่จะโจมตีระบบให้พังโดยทางอ้อมได้
แนวโน้มผลกระทบ: Bearish
กระแสข่าวเรื่องอิหร่านเตรียมพิจารณาเก็บค่าผ่านทางช่องแคบฮอร์มุซเป็น Bitcoin เพื่อหาทางรอดจากมาตรการคว่ำบาตร ถือเป็นข่าวร้ายที่แฝงมาในคราบข่าวดี เพราะแม้จะตอกย้ำถึงคุณสมบัติการเป็นเงินที่เป็นกลางและไร้พรมแดนของ Bitcoin แต่มันกลับกลายเป็นการนำคริปโตไปเป็นอาวุธท้าทายอำนาจมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ อย่างรุนแรง หากประเทศต่างๆ เริ่มใช้ Bitcoin เพื่อหลบเลี่ยงการคว่ำบาตรและลดการพึ่งพาดอลลาร์ ทำให้สหรัฐฯ อาจโต้กลับด้วยการโจมตีจุดอ่อนที่สำคัญที่สุดของตลาด อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานการทำธุรกรรมจริงปรากฏขึ้น
เมื่อไม่นานมานี้มีข่าวแพร่สะพัดออกไปเป็นจำนวนมากว่ารัฐบาลอิหร่านกำลังพิจารณาเก็บค่าเดินเรือผ่านทางช่องแคบฮอร์มุซ เป็นคริปโตเคอร์เรนซี แต่ข่าวดังกล่าวกลับไม่ใช่ข่าวดีแต่เป็นข่าวร้ายรุนแรงเสียด้วยซ้ำ
จริงอยู่ที่ว่าประกาศของอิหร่านจะทำให้ Bitcoin มีกรณีการใช้งานจริงในระดับภาครัฐที่ถึงแม้จะเป็นเรื่องดี แต่การปรับใช้ในคราวนี้อาจนำมาซึ่งผลเสียมากกว่าผลดี ที่นักลงทุนอาจไม่ได้ฉุกคิดหากไม่ลองวิเคราะห์เจาะลึก
ปัจจุบันอิหร่านยังคงตกอยู่ในสภาวะถูกคว่ำบาตรอย่างรุนแรง ทำให้พวกเขาไม่มีทางเลือก ถ้าจะหารายได้เข้าประเทศในยามนี้พวกเขาก็ต้องพึ่งพาบางสิ่งที่จะถูกแทรกแซงไม่ได้ง่ายๆ ซึ่งนั่นก็คือ คริปโตเคอร์เรนซีรวมไปถึง Bitcoin
จะมีคนยอมจ่ายจริงไหม
แน่นอนว่า วิกฤตพลังงานทั่วโลกกำลังลุกโชนและเรือสินค้าก็อยากรีบเร่งที่จะทำภารกิจให้สำเร็จ ข้อเสนอการจ่ายค่าผ่านทางด้วยคริปโต จึงเป็นอะไรที่หอมหวาน แต่ใช่ว่าจะราบรื่นและมีคนทำตามเสมอไป เนื่องจากกลุ่มทุนเจ้าของบริษัทจะไม่ยอมเพิ่มต้นทุนให้กับตนเองแน่ๆ หากไม่คอขาดบาดตาย ถัดมาจะเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ในเวทีการค้าโลก
หากบริษัทใดที่ยอมจ่ายคริปโตให้กับอิหร่าน บริษัทเหล่านั้นก็มีสิทธิ์ที่จะถูกเพ่งเล็งหรือถูกบอยคอตโดยรัฐบาลสหรัฐฯ ส่งผลทำให้ถูกขึ้นบัญชีดำและถูกตัดออกจากระบบการค้าโลก เป็นการได้ไม่คุ้มเสีย เพราะปัจจุบันสหรัฐฯ ก็ยังคงเป็นประเทศมหาอำนาจ
นั่นเองจึงทำให้ Use case ระดับโลกที่ Bitcoin เฝ้าตามหาอาจจะยังไม่เกิดขึ้นด้วยเหตุการณ์นี้ แต่ถ้ามันดันเกิดขึ้นล่ะจะมีอะไรตามมา?
ผลกระทบที่ลามเป็นลูกโซ่
หากในท้ายที่สุดแล้วบริษัทยอมอ่อนข้อและใช้ Bitcoin ในการจ่ายค่าผ่านทาง สิ่งที่ตามมาหลังจากนั้นจะไม่ได้เป็นแค่เรื่องเล็กๆ อีกต่อไป เพราะการกระทำนี้จะเป็นการส่งสัญญาณให้กับโลกได้รับรู้ได้เลยว่า “ดอลลาร์สหรัฐฯ ไม่ศักดิ์สิทธิ์อีกต่อไป”
ในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ การค้าระหว่างประเทศและค่าใช้จ่ายต่างถูกผูกขาดด้วยเงินดอลลาร์มาตลอด ส่งผลทำให้ดอลลาร์จำเป็นที่จะต้องถูกสะสมเพื่อเป็นสกุลเงินสำรองและทำการค้าทั่วโลก
แต่เมื่อใดก็ตามประเทศหนึ่งสามารถหลุดพ้นจากมาตรการคว่ำบาตรด้วย Bitcoin ได้ประเทศอื่นๆ ที่อยู่ในสถานะเดียวกันก็ย่อมที่จะนำแนวทางเดียวกันมาปรับใช้ส่งผลทำให้ การกีดกันด้วยอำนาจทางเศรษฐกิจในมือของมหาอำนาจเริ่มเสื่อม และนี่ยังไม่นับรวมถึงปริมาณถือครอง Bitcoin ที่อาจแซงหน้าสหรัฐฯ
สิ่งที่ตามมาหลังจากนั้นคือสหรัฐฯ ที่ตอนนี้มีนโยบายอุ้มชูอุตสาหกรรมคริปโต อาจกลับลำ 360 องศา หันมาโจมตีอย่างเต็มกำลังเพื่อสกัดกั้นไม่ให้ดอลลาร์ถูกลดทอนคุณค่าไปมากกว่านี้ แต่การที่จะสั่งปิด Bitcoin นั้นก็เรียกได้ว่าเป็นไปไม่ได้
วิธีที่เหลืออยู่คือการทำอย่างไรก็ได้ให้ Bitcoin “หมดความน่าสนใจ” ซึ่งพวกเขาเองก็มีเครื่องมือต่างๆ ให้เลือกใช้มากมายไม่ว่าจะเป็นการออกกฎหมายสั่งแบนเหมือนกับจีน, บีบคั้นจากกระดานเทรดด้วยวิธีการร้อยแปด หรือบังคับให้สถาบันการเงินเทขายชุดใหญ่ ทำให้ตลาดเกิดความปั่นป่วนรุนแรง และพอพี่ใหญ่สั่งห้ามประเทศอื่นๆ ก็จำเป็นต้องปฏิบัติตามหากยังอยากจะรักษาความสัมพันธ์ต่อ พอเป็นเช่นนั้น Bitcoin ก็จะเข้าสู่ยุคมืดที่เจ็บช้ำที่สุดและมีสิทธิ์ที่จะไม่หวนกลับขึ้นมาอีกเลย
ดาบสองคมของเงินที่เป็นกลาง
จุดแข็งที่สุดของ Bitcoin คือ การเป็นเงินที่ไร้พรมแดนและเป็นกลางไม่อยู่ภายใต้ใคร สิ่งนี้หมายความว่า Bitcoin สามารถถูกใช้ได้โดยทุกคนไม่ว่าจะดีหรือร้าย แต่เมื่อใดก็ตามที่ความสมบูรณ์แบบทางเทคโนโลยีนี้ ถูกนำไปใช้เป็นอาวุธทางการเมืองเพื่อล้มล้างมหาอำนาจดั้งเดิม ผลลัพธ์ที่ตามมาอาจเป็นแรงกระแทกที่นักลงทุนคริปโตทั่วไปต้องเป็นผู้รับเคราะห์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ถึงนักลงทุนจะไม่อยากเชื่อแต่ปัจจุบัน Bitcoin มีความสัมพันธ์กับสกุลเงินดอลลาร์อยู่ในระดับสูง หากลองดูคู่เทรดในกระดานเทรดทั่วโลก จะพบว่าปริมาณการซื้อขาย Bitcoin กว่า 70-80% ไม่ได้เกิดจากการเอาเงินคริปโตสกุลอื่นมาแลก แต่เกิดจากการใช้ Stablecoin อย่าง USDT หรือ USDC ซื้อขาย ซึ่งเหรียญเหล่านี้ต้องนำเงินดอลลาร์จริงๆ หรือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ไปค้ำประกันไว้
นัยยะสำคัญคือ ถึงสหรัฐฯจะไม่ใช่ผู้ครอบครอง Bitcoin หรือมีอำนาจในเครือข่าย แต่พวกเขาก็มีกำลังเพียงพอที่จะทำให้ Bitcoin ล้มได้ เพียงแค่สั่งจัดการผู้ออก Stablecoin สภาพคล่องของตลาดคริปโตจะเหือดแห้งหายไปทันที ราคา Bitcoin จะร่วงดิ่งพสุธาเพราะไม่มีเงินดอลลาร์มาหล่อเลี้ยงระบบ เว้นเสียแต่ว่าทั้งโลกจะไม่สนและคิดเพียงแค่ว่า 1 Bitcoin = 1 Bitcoin ไม่ต้องไปสน “มูลค่า” ที่แสดงเป็นดอลลาร์
ดังนั้น ไม่ว่าผลลัพธ์จะออกไปทางไหนในศึกนี้ Bitcoin ก็มีแต่จะเสียและไม่ได้รับประโยชน์อะไรเลยกลับมา
อย่างไรก็ดีสถานการณ์ปัจจุบันดูเหมือนว่าจะยังคงไม่มีอะไรเกิดขึ้นโดย Arthur Hayes ได้ออกมาแสดงความเห็นว่าตราบใดที่เขาไม่เห็นบันทึกธุรกรรมออกมา เขาก็ไม่เชื่อว่าอิหร่านจะใช้ Bitcoin เป็นสกุลเงินสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน พร้อมระบุว่าข่าวที่ปล่อยออกมาเป็นเพียงแค่การล้อระบบเงินเฟียตอันโสมมของชาติตะวันตกเท่านั้น
