สรุปข่าว
- คณะกรรมการกำกับการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้าสหรัฐฯ (CFTC) กำลังวางตำแหน่งตัวเองเป็นผู้กำกับดูแลหลักของตลาดคริปโต โดยล่าสุดประกาศรายชื่อทีมหลักของ “คณะทำงานด้านนวัตกรรม” (Innovation Task Force) เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569
- กระบวนการนี้ดำเนินมาต่อเนื่องหลายเดือน ครอบคลุมทั้งการลงนาม MOU ร่วมกับ ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) การออกแนวทางจำแนกประเภทโทเคน และการอนุญาตให้ซื้อขาย Spot Crypto บนตลาดอนุพันธ์ที่อยู่ภายใต้การกำกับของ CFTC
- จับตาการผลักดัน CLARITY Act ในสภาคองเกรส ซึ่งอาจให้อำนาจ CFTC กำกับดูแลตลาดคริปโตได้อย่างเป็นทางการในวงกว้างยิ่งขึ้น
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Bullish
การที่ CFTC ซึ่งมีแนวทางกำกับดูแลเป็นมิตรกับตลาดมากกว่า SEC ก้าวขึ้นมาเป็นผู้กำกับดูแลหลักของคริปโต ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกสำหรับอุตสาหกรรม เพราะช่วยลดความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบที่เคยกดดันตลาดมานาน การมีกรอบที่ชัดเจนจะเปิดทางให้สถาบันการเงินเข้ามาร่วมตลาดได้ง่ายขึ้น
ตามรายงานจาก Cointelegraph คณะกรรมการกำกับการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้าสหรัฐฯ (CFTC) กำลังวางตำแหน่งตัวเองอย่างเป็นขั้นตอนให้กลายเป็นผู้กำกับดูแลหลักของตลาดคริปโต โดยพัฒนาการล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569 เมื่อ CFTC ได้ประกาศรายชื่อสมาชิกหลักของ “คณะทำงานด้านนวัตกรรม” (Innovation Task Force) นำโดย Michael Passalacqua ที่ปรึกษาอาวุโสของประธาน CFTC Michael Selig โดย Passalacqua ได้โพสต์ข้อความผ่าน X ว่า ตนรู้สึกยินดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของทีมที่ผสานความเชี่ยวชาญของ CFTC เข้ากับประสบการณ์จากภาคเอกชน ทั้งจากสำนักงานกฎหมายชั้นนำ Blockchain Association และ DeFi กระบวนการนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นการดำเนินการต่อเนื่องที่สะสมมาตลอดหลายเดือนนับตั้งแต่ปลายปี 2568

จากข้อพิพาทสู่การจับมือ SEC และ CFTC
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ตลาดคริปโตต้องเผชิญกับความไม่ชัดเจนว่าสินทรัพย์ดิจิทัลนั้นอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานใด ระหว่าง SEC ที่มองสินทรัพย์เหล่านี้เป็น “หลักทรัพย์” หรือ CFTC ที่มองว่าเป็น “สินค้าโภคภัณฑ์” ความขัดแย้งนี้เริ่มคลี่คลายอย่างเป็นรูปธรรมเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 เมื่อ SEC และ CFTC ลงนามในบันทึกข้อตกลงร่วม (MOU) โดยแบ่งเขตอำนาจออกชัดเจนว่า SEC จะดูแลตลาดหลัก เช่น การระดมทุนด้วยโทเคนและสินทรัพย์ที่เป็นสัญญาการลงทุน ส่วน CFTC จะดูแลการซื้อขายในตลาดรองของสินค้าโภคภัณฑ์ดิจิทัล เช่น Bitcoin และ Ethereum
ก่อนหน้านั้นเพียงไม่กี่วัน เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 ประธาน CFTC Michael Selig ได้ประกาศวาระการทำงานระยะหลายปี โดยมี 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ การสร้างความชัดเจนด้านกฎระเบียบคริปโต การยุติข้อพิพาทเรื่องเขตอำนาจกับ SEC และการผลักดันให้สหรัฐฯ เป็นผู้นำด้านการประมวลผล AI จากนั้นเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 ประธาน SEC Paul Atkins และประธาน CFTC Mike Selig ยังได้ออกเอกสารแนวทางการตีความร่วม ระบุว่าสินทรัพย์คริปโตส่วนใหญ่ไม่ควรถูกจัดว่าเป็นหลักทรัพย์โดยอัตโนมัติ ซึ่งเป็นการสร้างระบบจำแนกประเภทโทเคนที่วงการรอคอยมานาน
ก้าวสำคัญที่ผ่านมาก่อนตั้งทีมนวัตกรรม
การวางรากฐานของ CFTC ในฐานะผู้กำกับดูแลคริปโตเริ่มชัดเจนขึ้นตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2568 เมื่อรักษาการประธาน Caroline D. Pham อนุญาตให้ผลิตภัณฑ์ Spot Cryptocurrency สามารถจดทะเบียนซื้อขายบนตลาดฟิวเจอร์สที่อยู่ภายใต้การกำกับของรัฐบาลกลางได้เป็นครั้งแรก ตามด้วยการเปิดตัวโครงการนำร่องสินทรัพย์ดิจิทัล (digital assets pilot program) เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 ซึ่งอนุญาตให้ใช้ Bitcoin, Ethereum และ USDC เป็นหลักประกันสำหรับสัญญาอนุพันธ์ได้ ต่อมาวันที่ 18 ธันวาคม 2568 CFTC ออกแนวทาง “no-action relief” เปิดทางให้ Stablecoin รองรับการชำระหนี้ผ่านตลาดอนุพันธ์ที่กำกับโดย CFTC อย่างกว้างขวาง ทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้โครงการ “Crypto Sprint” ของ CFTC ที่ต้องการนำนโยบายของรัฐบาล Trump ไปปฏิบัติจริง
ล่าสุดเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 ระบบจำแนกประเภทสินทรัพย์ดิจิทัล (Token Taxonomy) ก็ถูกเปิดตัวอย่างเป็นทางการ โดยแบ่งสินทรัพย์ออกเป็น 5 ประเภท และระบุว่า Bitcoin กับ Ethereum อาจถูกจัดเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ดิจิทัลภายใต้การกำกับของ CFTC ขณะที่ภาคส่วนของสภาคองเกรสก็กำลังผลักดัน CLARITY Act ซึ่งหากผ่านจะให้อำนาจ CFTC กำกับดูแลตลาดคริปโตได้อย่างเป็นทางการในวงที่กว้างกว่าเดิม แม้ว่าขณะนี้ร่างกฎหมายดังกล่าวยังติดค้างอยู่ในวุฒิสภา
ทำไมการเปลี่ยนจาก SEC มา CFTC ถึงสำคัญสำหรับวงการคริปโต
ความแตกต่างสำคัญระหว่าง SEC และ CFTC ในแง่ของการกำกับดูแลคริปโตอยู่ที่ทัศนคติ ภายใต้ยุค Gary Gensler ที่ผ่านมา SEC เลือกใช้แนวทาง “กำกับดูแลโดยการบังคับใช้กฎหมาย” ฟ้องร้องโครงการคริปโตหลายแห่งว่าขายหลักทรัพย์โดยไม่ได้รับอนุญาต ในทางกลับกัน CFTC มักถูกมองว่ามีแนวทางเปิดกว้างและร่วมมือกับอุตสาหกรรมมากกว่า การที่ CFTC มีอำนาจกำกับดูแลตลาดรองของสินทรัพย์อย่าง Bitcoin และ Ethereum ซึ่งถูกจัดว่าเป็น “สินค้าโภคภัณฑ์” ภายใต้กฎหมาย Commodity Exchange Act (CEA) จึงเป็นข่าวที่ตลาดตอบรับในเชิงบวก และสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล Trump ที่ต้องการสร้าง “ยุคทองแห่งนวัตกรรม” ในสหรัฐฯ
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าการเคลื่อนไหวของ CFTC ในรอบนี้เป็นสัญญาณที่ดีที่สุดที่วงการคริปโตได้รับจากฝั่งกำกับดูแลสหรัฐฯ ในรอบหลายปี การที่หน่วยงานสองแห่งหยุดทะเลาะกันเรื่องเขตอำนาจและหันมาแบ่งงานกันชัดเจน ทำให้โปรเจกต์และบริษัทในวงการรู้ว่าต้องคุยกับใคร ต้องยื่นเอกสารกับใคร ซึ่งช่วยลดต้นทุนด้านกฎหมายและความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจได้มาก สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้คือ CLARITY Act จะผ่านวุฒิสภาได้หรือไม่ เพราะถ้าผ่าน อำนาจของ CFTC ที่ตอนนี้ยังอยู่บนพื้นฐานของ “แนวทางปฏิบัติ” จะกลายเป็นกฎหมายที่มีน้ำหนักแข็งแกร่งอย่างแท้จริง
ที่มา: @Cointelegraph
ภาพจาก AI
