สรุปข่าว
- อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปี พุ่งขึ้นสู่ระดับ 2.49% สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2540 หลังเพิ่มขึ้น 5.5 จุดพื้นฐานในวันที่ 12 เม.ย. 2569
- แรงกดดันหลักมาจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยสหรัฐฯ ประกาศปิดล้อมทางทะเลช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้น้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้นเกือบ 8% แตะ $102 ต่อบาร์เรล จุดชนวนความกังวลด้านเงินเฟ้อ
- ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีการประชุมนโยบายครั้งต่อไปในวันที่ 28 เม.ย. 2569 ซึ่งตลาดจับตาว่าจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกรอบหรือไม่ ขณะที่ Bitcoin และ Ethereum ปรับตัวลงกว่า 2-3%
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้นพร้อมกับความตึงเครียดในตะวันออกกลางสร้างสภาพแวดล้อม Risk-Off ที่กดดันสินทรัพย์เสี่ยงทุกประเภท รวมถึงคริปโต ญี่ปุ่นเป็นผู้เล่นหลักใน Carry Trade โลก หากบอนด์ยีลด์สูงขึ้นต่อเนื่อง อาจเกิดการปิดสถานะ Carry Trade ที่กดดันตลาดเพิ่มเติม เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในปี 2568
ตามรายงานจาก Cointelegraph เมื่อวันที่ 12 เม.ย. 2569 อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปี พุ่งขึ้นสู่ระดับ 2.49% นับเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2540 หรือสูงสุดในรอบ 27 ปี หลังปรับขึ้น 5.5 จุดพื้นฐาน ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยมีแรงหนุนหลักจากการที่สหรัฐฯ ประกาศปิดล้อมทางทะเลในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 13 เม.ย. 2569 เวลา 21:00 น. ตามเวลาไทย (10:00 AM ET) หลังการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในกรุงอิสลามาบัดล้มเหลว เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้นเกือบ 8% แตะ $102.39 ต่อบาร์เรล จุดชนวนความกังวลด้านเงินเฟ้อและกดดันตลาดสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก
วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซกับผลกระทบต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่น
ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางมากที่สุดในโลก ดังนั้นเมื่อน้ำมันดิบพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วเพราะความไม่แน่นอนของการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ความกังวลด้านเงินเฟ้อในญี่ปุ่นย่อมปะทุขึ้นทันที บอนด์ยีลด์ที่พุ่งสูงขึ้นสะท้อนว่านักลงทุนเริ่มกำหนดราคาสินทรัพย์ใหม่โดยรวมความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและแรงกดดันให้ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาด ทั้งธนาคารโลกและอาเซียนต่างออกคำเตือนว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก
ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2569 บอนด์ยีลด์ญี่ปุ่นอายุ 10 ปี เคยพุ่งขึ้นสู่ระดับ 2.44% ไปแล้ว และตอนนี้ได้ทะลุระดับนั้นไปอีกขั้น ซึ่ง Siam Blockchain เคยรายงานไว้ใน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรญี่ปุ่น 10 ปี พุ่งแตะ 2.39% สูงสุดในรอบ 27 ปี ว่าการขึ้นของบอนด์ยีลด์ญี่ปุ่นมีความสัมพันธ์กับการปิดสถานะ Carry Trade ซึ่งอาจกดดันสินทรัพย์เสี่ยงโดยรวม BOJ มีการประชุมนโยบายครั้งต่อไปในวันที่ 28 เม.ย. 2569 ซึ่งนักลงทุนทั่วโลกจับตาอย่างใกล้ชิด
ผลกระทบต่อตลาดคริปโต
ในช่วงเช้าของวันที่ 13 เม.ย. 2569 ตามเวลาไทย ตลาดคริปโตปรับตัวลงสอดคล้องกับบรรยากาศ Risk-Off ทั่วโลก โดย Bitcoin ร่วงลงกว่า 2.42% อยู่ที่ $71,067 ขณะที่ Ethereum ดิ่งลงกว่า 3.15% อยู่ที่ $2,202 สะท้อนว่านักลงทุนเริ่มลดการถือครองสินทรัพย์เสี่ยงเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้น
ประเด็นที่น่ากังวลสำหรับตลาดคริปโตคือความเชื่อมโยงกับ Carry Trade ของเงินเยน เมื่อบอนด์ยีลด์ญี่ปุ่นสูงขึ้น นักลงทุนที่กู้เงินเยนในอัตราดอกเบี้ยต่ำเพื่อนำไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า รวมถึงคริปโต อาจต้องปิดสถานะและขายสินทรัพย์เหล่านั้น ซึ่งเคยสร้างแรงขายคลื่นใหญ่ในตลาดคริปโตมาแล้วในปี 2568 นอกจากนี้ Siam Blockchain ยังรายงานว่า สถาบันใหญ่ทุ่ม Short น้ำมันรวดเดียว $99 ล้าน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าผู้เล่นรายใหญ่กำลังเตรียมรับมือกับความผันผวนของตลาดพลังงานอยู่ในเวลาเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยอาจได้รับแรงซื้อเข้า ซึ่งอาจส่งผลบวกต่อ Bitcoin ในระดับหนึ่งในฐานะ Digital Gold ตามทฤษฎี
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าสถานการณ์รอบนี้ซับซ้อนกว่าที่คิด เพราะมีแรงกดดันซ้อนกันหลายชั้น ทั้งบอนด์ยีลด์ญี่ปุ่นที่พุ่งสูง น้ำมันที่ทะลุ $100 และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังไม่เห็นทางออก ตลาดคริปโตตอนนี้อยู่ในโหมดระมัดระวัง และสิ่งที่ต้องจับตามองมากที่สุดคือการประชุม BOJ วันที่ 28 เม.ย. ว่าจะส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่ เพราะถ้าขึ้น อาจเกิดการปิด Carry Trade รอบใหม่ที่กดดันตลาดได้หนักมาก ตอนนี้ยังไม่ใช่จังหวะที่ควรประมาท
ที่มา: @Cointelegraph
เครดิตภาพจาก @Cointelegraph
