สรุปข่าว
- Jameson Lopp และผู้ร่วมเขียนอีก 5 คน เสนอ BIP-361 กลไกป้องกันภัยคอมพิวเตอร์ควอนตัมโดยการแช่แข็ง Bitcoin ในกระเป๋าที่เสี่ยงถูกเจาะ
- ข้อเสนอนี้ครอบคลุม Bitcoin มูลค่ากว่า $7.4 หมื่นล้าน รวมถึงเหรียญของ Satoshi Nakamoto ที่คาดว่ามีประมาณ 1 ล้าน BTC และเหรียญในกระเป๋าเก่าอีกกว่า 6.89 ล้าน BTC
- ชุมชน Bitcoin ต่อต้านอย่างหนัก โดยมองว่าข้อเสนอนี้ขัดหลักการกระจายอำนาจและสิทธิ์ในทรัพย์สินของผู้ใช้
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish
ข้อเสนอแช่แข็งเหรียญสร้างความกังวลเรื่องสิทธิ์ในทรัพย์สินและหลักการความไม่เปลี่ยนแปลงของ Bitcoin ส่งผลให้นักลงทุนบางส่วนอาจมองว่าความเสี่ยงด้านนโยบายของ Bitcoin เพิ่มขึ้น แม้ยังไม่มีกรอบเวลาชัดเจนสำหรับการนำไปใช้จริง
เมื่อวันที่ 15 เม.ย. 2569 ตามรายงานจาก CoinDesk นักพัฒนาและนักเข้ารหัส Jameson Lopp พร้อมผู้ร่วมเขียนอีก 5 คน ได้เผยแพร่ข้อเสนอปรับปรุง Bitcoin หมายเลข 361 หรือ BIP-361 ซึ่งเป็นกลไกออกแบบมาเพื่อป้องกัน Bitcoin ในกระเป๋าที่เปิดเผยกุญแจสาธารณะจากภัยคุกคามของคอมพิวเตอร์ควอนตัมในอนาคต โดยวิธีการคือการแช่แข็งเหรียญเหล่านี้ไม่ให้ใช้งานได้อีก ข้อเสนอนี้ครอบคลุม Bitcoin มูลค่ากว่า $7.4 หมื่นล้าน รวมถึงเหรียญของ Satoshi Nakamoto ผู้สร้าง Bitcoin ซึ่งคาดว่ามีอยู่ประมาณ 1 ล้าน BTC และได้รับการตอบโต้อย่างรุนแรงจากชุมชน
BIP-361 คืออะไร และจะกระทบใครบ้าง
BIP-361 เป็นระยะที่สองของแผน “การย้ายระบบหลังยุคควอนตัมและการปิดใช้ลายเซ็นเก่า” ซึ่งมีทั้งหมดสามระยะ โดยระบุว่าสามปีหลังจากเปิดใช้งาน จะห้ามส่ง Bitcoin ไปยังกระเป๋าประเภทเก่า และห้าปีหลังจากเปิดใช้งาน ลายเซ็นแบบเก่าจะถือเป็นโมฆะ ส่งผลให้ Bitcoin ในกระเป๋าที่ยังไม่ย้ายระบบถูกแช่แข็ง ตามการประเมินของ Ki Young Ju ซีอีโอของ CryptoQuant มี Bitcoin ที่เสี่ยงถูกเจาะจากควอนตัมสูงถึงราว 6.89 ล้าน BTC เนื่องจากกระเป๋าเหล่านั้นมีการเปิดเผยกุญแจสาธารณะไว้แล้ว
ข้อเสนอนี้สร้างขึ้นต่อยอดจาก BIP-360 ซึ่งนักพัฒนานามแฝง “Hunter Beast” เสนอเมื่อเดือนมิถุนายน 2567 และได้รับการรวมเข้าในคลังข้อเสนอปรับปรุง Bitcoin อย่างเป็นทางการในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 BIP-360 นำเสนอประเภทผลลัพธ์ใหม่ที่ชื่อว่า Pay-to-Merkle-Root หรือ P2MR ออกแบบมาเพื่อซ่อนกุญแจสาธารณะและรองรับลายเซ็นหลังยุคควอนตัม
ชุมชนต่อต้านหนัก ชี้ขัดหลักการ Bitcoin
นักพัฒนาโปรโตคอล Bitcoin Mark Erhardt ได้แชร์ BIP-361 บน X เมื่อวันที่ 14 เม.ย. 2569 และพบกับกระแสต่อต้านจากชุมชนทันที หลายเสียงวิจารณ์ว่าข้อเสนอนี้ “เผด็จการและเป็นการยึดทรัพย์” เพราะขัดกับหลักการพื้นฐานของ Bitcoin เรื่องการกระจายอำนาจและสิทธิ์ของผู้ใช้ในการควบคุมทรัพย์สินของตนเอง โดยเฉพาะกรณีของเหรียญ Satoshi ที่ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่ายังเข้าถึงได้หรือไม่
ในขณะเดียวกัน ยังมีข้อเสนอทางเลือกอื่นที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน เช่น ข้อเสนอ Quantum Safe Bitcoin (QSB) จาก Avihu Levy นักวิจัยของ StarkWare เมื่อวันที่ 9 เม.ย. 2569 ที่ต้องการให้รธุรกรรม Bitcoin ป้องกันควอนตัมได้โดยไม่ต้องแก้ไขโปรโตคอลหลัก รวมถึงข้อเสนอ Taproot kill-switch จาก Olaoluwa Osuntokun และ Tim Ruffing ที่ใช้การพิสูจน์ความเป็นเจ้าของแบบ zk-STARK แทนการใช้กุญแจส่วนตัวโดยตรง สะท้อนให้เห็นว่าวงการ Bitcoin กำลังถกเถียงอย่างเข้มข้นถึงวิธีรับมือกับภัยควอนตัมที่เหมาะสมที่สุด
ภัยควอนตัมใกล้ Bitcoin แค่ไหน
เมื่อวันที่ 31 มี.ค. 2569 นักวิจัยของ Google Quantum AI ได้เผยแพร่เอกสารวิชาการระบุว่าการเจาะการเข้ารหัส ECDSA ที่ปกป้อง Bitcoin อาจต้องใช้คิวบิตทางกายภาพน้อยกว่า 500,000 ตัวบนคอมพิวเตอร์ควอนตัมแบบตัวนำยิ่งยวด ตัวเลขดังกล่าวลดลงถึง 20 เท่าจากการประมาณการก่อนหน้า แม้คอมพิวเตอร์ควอนตัมที่มีประสิทธิภาพระดับนั้นยังไม่มีอยู่จริงในปัจจุบัน แต่ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่เร่งขึ้นทำให้ชุมชน Bitcoin ต้องเริ่มวางแผนรับมือล่วงหน้า ทั้งนี้ภัยคุกคามจากควอนตัมส่งผลต่อระบบลายเซ็นดิจิทัล (ECDSA และ Schnorr) เท่านั้น ไม่ใช่การขุด Bitcoin ที่ใช้ฟังก์ชัน SHA-256
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่า BIP-361 เป็นหนึ่งในข้อเสนอที่ท้าทายหลักการของ Bitcoin มากที่สุดที่เคยเห็นมา การแช่แข็งเหรียญของคนอื่นโดยบังคับ แม้จะมีเหตุผลด้านความปลอดภัยรองรับก็ตาม ก็ยังฟังดูขัดกับสิ่งที่ Bitcoin สร้างมาตั้งแต่ต้น น่าจับตาดูว่าชุมชนจะมีฉันทามติไปในทิศทางใด ระหว่างการแก้ปัญหาที่ระดับโปรโตคอลอย่าง BIP-361 กับแนวทางที่ไม่กระทบสิทธิ์ผู้ใช้อย่าง QSB ในระยะยาว ข้อเสนอเหล่านี้ยังต้องผ่านกระบวนการอภิปรายอีกนานมากก่อนจะถึงขั้นนำไปใช้จริง
ที่มา: CoinDesk
ภาพจาก AI
