สรุปข่าว
- ฝรั่งเศสเทขายทองคำทั้งหมดจำนวน 129 ตันที่เคยฝากไว้กับธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED)
- แบงก์ชาติฝรั่งเศสใช้กลยุทธ์ขายทองเก่าในสหรัฐฯ เพื่อไปซื้อทองใหม่ที่ได้มาตรฐานในยุโรป ฟันกำไรจากส่วนต่างราคาและอัตราแลกเปลี่ยนไปกว่า 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 4.7 แสนล้านบาท)
- ผู้ว่าการ ย้ำชัดเจนว่า นี่คือการบริหารพอร์ตสินทรัพย์เพื่อประโยชน์ทางการเงิน ไม่ใช่เกมการเมือง โดยปริมาณทองคำสำรองรวมของประเทศยังคงเดิมที่ 2,437 ตัน
แนวโน้มผลกระทบ: Neutral
ธนาคารกลางฝรั่งเศสประสบความสำเร็จในการดึงทองคำสำรองล็อตสุดท้ายจากสหรัฐฯ กลับประเทศ ผ่านกลยุทธ์เทขายทองคำเก่าเพื่อเข้าซื้อทองคำมาตรฐานใหม่ในตลาดยุโรปในปริมาณเท่าเดิม การปรับพอร์ตครั้งนี้ช่วยเพิ่มสภาพคล่องและสร้างกำไรส่วนต่างมหาศาลกว่า 4.7 แสนล้านบาท โดยทางผู้ว่าฯ ธนาคารกลางออกมายืนยันว่า นี่คือการบริหารจัดการทางการเงินล้วนๆ ไร้นัยยะทางการเมือง
Banque de Franc ธนาคารกลางฝรั่งเศสตัดสินใจดึงทองคำสำรองทั้งหมดที่เคยฝากไว้กับธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) กลับคืนสู่ปารีสได้สำเร็จ พร้อมยกระดับมาตรฐานคุณภาพทองคำสำรองของประเทศให้เทียบชั้นสากล และที่น่าตื่นตาคือ การขยับตัวครั้งนี้ ยังสามารถสร้างกำไรเข้าประเทศได้สูงถึง 1.3 หมื่นล้านยูโร หรือ 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 4.7 แสนล้านบาท)
กลยุทธ์ของฝรั่งเศสฉลาดกว่าที่คิด
ตามรายงานระบุว่า ระหว่างเดือนกรกฎาคม 2025 ถึงมกราคม 2026 ฝรั่งเศสได้เทขายทองคำจำนวน 129 ตัน ที่เก็บรักษาไว้ที่ FED สาขานิวยอร์ก ซึ่งจำนวนดังกล่าวคิดเป็น 5% ของทุนสำรองทั้งหมด
แทนที่จะแบกต้นทุนมหาศาลจากการขนส่งข้ามทวีปและการสกัดทองคำรุ่นเก่าให้ได้มาตรฐาน ธนาคารกลางฝรั่งเศสเลือกวิธีที่ฉลาดกว่า นั่นคือเทขายทองคำเก่าในสหรัฐฯ แล้วนำเงินที่ได้ไปกว้านซื้อทองคำแท่งใหม่ที่ผ่านมาตรฐานสากลจากตลาดยุโรปในปริมาณเท่ากัน แล้วนำมาจัดเก็บรวมไว้ที่กรุงปารีสแทน
ปฏิบัติการนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ราคาทองคำโลกกำลังพุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้ฝรั่งเศสได้อานิสงส์ไปเต็ม ๆ โดยธนาคารกลางรายงานรายได้พิเศษจากอัตราแลกเปลี่ยนในปี 2025 สูงถึง 1.1 หมื่นล้านยูโร และเมื่อรวมกับธุรกรรมต้นปี 2026 ผลกำไรสุทธิพุ่งแตะเกือบ 1.3 หมื่นล้านยูโร
ทุนสำรองแกร่งเท่าเดิม ไม่มีนัยการเมือง?
แม้จะมีการสับเปลี่ยนสินทรัพย์ครั้งใหญ่ ขนาดทุนสำรองทองคำของฝรั่งเศสยังคงอยู่ที่ 2,437 ตันเช่นเดิม การอัปเกรดเป็นทองคำมาตรฐานสากล ทั้งด้านน้ำหนักและความบริสุทธิ์ ช่วยเพิ่มทั้งความปลอดภัยและสภาพคล่อง ทำให้ฝรั่งเศสซื้อขายหรือทำธุรกรรมในตลาดโลกได้คล่องตัวมากขึ้น
ในขณะที่ ฟร็องซัวส์ วิลเลอรัว เดอ กัลโล ผู้ว่าการธนาคารกลางฝรั่งเศส ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า การดึงทุนสำรองกลับประเทศครั้งนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเมืองแต่อย่างใด แต่เป็นการตัดสินใจบนฐานผลประโยชน์ทางการเงินล้วน ๆ เนื่องจากตลาดทองคำเกรดพรีเมียมกระจุกตัวอยู่ในยุโรป การจัดเก็บที่ปารีสจึงสมเหตุสมผลที่สุด
การขยับตัวรอบนี้ของฝรั่งเศสเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาระบบทุนสำรองที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2005 โดยสื่อข่าว Reuters รายงานว่า ฝรั่งเศสยังมีทองคำอีก 134 ตัน ที่รอเข้าสู่กระบวนการปรับปรุงคุณภาพ ซึ่งธนาคารกลางวางกรอบให้แล้วเสร็จภายในปี 2028 เพื่อเสริมเสถียรภาพทางเศรษฐกิจระยะยาว
สัญญาณอะไรที่นักลงทุนต้องจับตา ?
เหตุการณ์นี้คือ กรณีศึกษาระดับชาติที่น่าเรียนรู้อย่างยิ่ง ธนาคารกลางยุคใหม่ไม่ได้ทำหน้าที่แค่ซื้อทองคำแล้วเก็บทิ้งไว้เฉย ๆ อีกต่อไป แต่พวกเขากำลังเริ่มใช้ประโยชน์จากจังหวะที่ขึ้น-ลงของตลาด เพื่อปรับพอร์ตการลงทุนและสร้างผลกำไรมหาศาลไปพร้อมกัน
แม้ในภาพรวมเหตุการณ์นี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อราคาทองคำโลก เพราะเป็นการขายทองเก่าแล้วซื้อทองใหม่ในปริมาณเท่าเดิม แต่นัยยะที่สำคัญกว่านั้นคือ ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ผันผวน กำลังหนุนให้ประเทศต่างๆ ตัดสินใจดึงทองคำกลับประเทศ ส่วนทองคำที่ได้มาตรฐานสากลและพร้อมเปลี่ยนเป็นสภาพคล่องได้ทันที ถือเป็นสุดยอดของความมั่นคงทางเศรษฐกิจในยุคนี้
มุมมองผู้เขียน: หากธนาคารกลางประเทศต่าง ๆ เริ่มหันมาทำแบบเดียวกับวิธีการของฝรั่งเศสในอนาคต นั่นอาจเป็นสัญญาณว่า ความเชื่อมั่นต่อระบบการเงินโลกที่มีประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาเป็นศูนย์กลางกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลง
ที่มา:newsweek
