สรุปข่าว
- Coinbase Custody ดูแลสินทรัพย์ Bitcoin ETF ของสหรัฐฯ ราว 84% หรือประมาณ 77,000 ล้านดอลลาร์จากมูลค่ารวม 91,710 ล้านดอลลาร์ ตามข้อมูลของ Marc Baumann ผู้ก่อตั้ง fiftyonexyz
- กองทุนรายใหญ่ที่ใช้ Coinbase เป็นผู้ดูแลสินทรัพย์ ได้แก่ BlackRock IBIT, Grayscale GBTC, ARK 21Shares ARKB และอีกหลายกองทุน มีเพียง Fidelity FBTC และ VanEck HODL ที่ใช้ผู้ดูแลรายอื่น
- ความเสี่ยงที่ต้องจับตา คือหากเกิดปัญหาทางเทคนิค กฎหมาย หรือระบบขัดข้องที่ Coinbase อาจกระทบกระบวนการซื้อ-ขายหน่วยลงทุนของหลายกองทุนพร้อมกัน
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Neutral
ข่าวนี้เป็นการวิเคราะห์ความเสี่ยงเชิงระบบ ไม่ใช่เหตุการณ์ที่กระทบราคา Bitcoin โดยตรงในทันที แต่หากในอนาคตเกิดเหตุการณ์ที่ Coinbase ถูกระงับการดำเนินงาน อาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อตลาด Bitcoin ETF อย่างรุนแรงได้พร้อมกัน
รายงานวิเคราะห์ที่ได้รับความสนใจในช่วงวันที่ 18-19 เมษายน 2569 ชี้ให้เห็นว่ากองทุน Bitcoin ETF แบบ Spot ในสหรัฐฯ มากกว่า 80% ฝากสินทรัพย์ไว้กับผู้ดูแลรายเดียวนั่นคือ Coinbase Custody โดยตามข้อมูลของ Marc Baumann ผู้ก่อตั้งบริษัทวิจัย fiftyonexyz พบว่า Coinbase ดูแลสินทรัพย์ Bitcoin ETF รวมมูลค่าประมาณ 77,000 ล้านดอลลาร์ จากมูลค่าตลาด ETF รวมทั้งหมด 91,710 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 84% ตามรายงานจาก Cointelegraph ขณะที่ราคา Bitcoin อยู่ที่ 75,792 ดอลลาร์ ลดลง 2.12% ในรอบ 24 ชั่วโมง การกระจุกตัวของสินทรัพย์ ETF ในมือผู้ดูแลรายเดียวนี้ถูกมองว่าเป็นความเสี่ยงเชิงระบบที่ตลาดยังไม่ได้ให้ความสำคัญมากนัก
ทำไม Coinbase ถึงครองตลาดนี้เกือบทั้งหมด
เมื่อ Bitcoin ETF แบบ Spot ชุดแรกได้รับการอนุมัติจาก ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) ในเดือนมกราคม 2567 ผู้ออกกองทุนต้องเลือกผู้ดูแลสินทรัพย์ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนภายในกรอบเวลาที่จำกัด Coinbase ซึ่งมีโครงสร้างพื้นฐานพร้อมและได้รับการกำกับดูแลภายใต้กฎทรัสต์ของรัฐนิวยอร์กอยู่แล้ว จึงกลายเป็นตัวเลือกที่สะดวกและมีความพร้อมมากที่สุดสำหรับผู้ออกกองทุนส่วนใหญ่ ผลก็คือในวันเปิดตัว Coinbase ได้รับมอบหมายให้ดูแล 8 ใน 11 กองทุน ETF ที่เปิดตัวพร้อมกัน
กองทุนรายใหญ่ที่ใช้ Coinbase Custody ได้แก่ BlackRock iShares Bitcoin Trust (IBIT), Grayscale Bitcoin Trust ETF (GBTC), ARK 21Shares Bitcoin ETF (ARKB), Bitwise Bitcoin ETF Trust (BITB), Franklin Bitcoin ETF (EZBC) และ WisdomTree Bitcoin Fund (BTCW) รวมถึงกองทุนอื่นๆ อีกหลายกองทุน ในขณะที่กองทุนที่ใช้ผู้ดูแลรายอื่นมีเพียง Fidelity Wise Origin Bitcoin Fund (FBTC) ซึ่งใช้ Fidelity Digital Assets เอง และ VanEck Bitcoin ETF (HODL) ที่ใช้ Gemini นอกจากนี้ แม้กองทุนบางแห่งอย่าง IBIT จะเพิ่ม Anchorage Digital Bank เป็นผู้ดูแลสินทรัพย์รายที่สอง แต่ยังไม่มีแผนโอนสินทรัพย์จริงไปยังที่นั่น
ความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่หากระบบมีปัญหา
การที่สินทรัพย์จำนวนมหาศาลกระจุกอยู่ที่ผู้ดูแลรายเดียว หมายความว่าหากเกิดปัญหาทางเทคนิค การระงับการดำเนินงานจากหน่วยงานกำกับ หรือเหตุขัดข้องด้านระบบที่ Coinbase กระบวนการซื้อและขายหน่วยลงทุน (creation and redemption) ของกองทุน ETF หลายแห่งอาจหยุดชะงักพร้อมกันทันที ซึ่งจะกระทบตลาด Bitcoin ETF โดยรวมอย่างรุนแรง สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจคือนักลงทุนใน Bitcoin ETF ถือหน่วยลงทุนในกองทุนทรัสต์ ไม่ใช่ Bitcoin โดยตรง ดังนั้นผู้ดูแลสินทรัพย์อย่าง Coinbase จึงมีบทบาทสำคัญในการถือครอง Bitcoin จริงที่ค้ำประกันมูลค่ากองทุน
อย่างไรก็ตาม มีสัญญาณที่อาจช่วยลดความเสี่ยงนี้ได้บ้าง เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2569 Coinbase ได้รับการอนุมัติแบบมีเงื่อนไขจากสำนักงานผู้กำกับดูแลธนาคารแห่งชาติสหรัฐฯ (OCC) ให้จัดตั้งธนาคารทรัสต์ระดับชาติ ซึ่งจะช่วยให้ Coinbase ดำเนินงานภายใต้ผู้กำกับดูแลรายเดียวในระดับรัฐบาลกลาง แทนที่การถือใบอนุญาตของรัฐหลายฉบับเหมือนในปัจจุบัน นับเป็นก้าวสำคัญที่เพิ่มความน่าเชื่อถือทางกฎหมายให้แก่ Coinbase ในฐานะผู้ดูแลสินทรัพย์
ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า Bitcoin ETF มีเงินไหลเข้า 2.39 หมื่นล้านบาท สูงสุดในรอบ 4 เดือน สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนสถาบันยังคงไว้วางใจโครงสร้างของ Bitcoin ETF อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าความเสี่ยงเรื่องการกระจุกตัวของผู้ดูแลสินทรัพย์จะยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าเรื่องนี้เป็นประเด็น “รู้แต่ไม่ค่อยพูดถึง” ในวงการ Bitcoin ETF มานานแล้ว ทุกคนรู้ว่า Coinbase ครองส่วนแบ่งใหญ่ แต่ตราบใดที่ทุกอย่างเดินหน้าปกติ ก็ไม่มีใครตั้งคำถาม ความน่ากังวลไม่ใช่ว่า Coinbase จะล้มหรือถูกแฮกในวันพรุ่งนี้ แต่คือในวันที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ไม่ว่าจะเป็นคดีความ การระงับใบอนุญาต หรือแม้แต่ระบบล่มชั่วคราว ผลกระทบจะกระจายออกไปยังกองทุนหลายแห่งพร้อมกัน สิ่งที่น่าจับตาคือทิศทางของกองทุนใหม่ที่จะเปิดตัวในอนาคตว่าจะเลือกกระจายไปยังผู้ดูแลรายอื่นมากขึ้นหรือไม่ และการที่ OCC อนุมัติ Coinbase ให้เป็นธนาคารทรัสต์ระดับชาติจะช่วยสร้างความมั่นใจให้ตลาดได้มากน้อยแค่ไหน
ที่มา: @Cointelegraph
ภาพจาก AI
