bitkub-banner

บทเรียน Kelp DAO ฟาร์ม DeFi ซ้อนทับ 4 ชั้น พอร์ตแตกยับใน 46 นาที

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปบทความ
  • เกิดเหตุการณ์โจมตีบริดจ์ cross-chain ของ Kelp DAO ผ่านช่องโหว่ LayerZero ทำให้แฮ็กเกอร์สามารถเสกเหรียญ rsETH ขึ้นมากลางอากาศได้ถึง 116,500 ETH มูลค่าราว 293 ล้านดอลลาร์
  • แฮ็กเกอร์ใช้เหรียญที่เสกขึ้นมา ไปวางเป็นหลักประกันบน Aave เพื่อกู้ ETH จริงออกมา ส่งผลให้เกิดหนี้เสียมหาศาลกว่า 196 ล้านดอลลาร์ และทำเอา TVL ของ Aave หายวับไปกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง
  • ราคาเหรียญ AAVE ร่วงทันที 10% ขณะที่โปรโตคอลยักษ์ใหญ่อย่าง Lido และ SparkLend ต้องสั่งระงับธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับ rsETH ทั้งหมด เพื่อหยุดยั้งผลกระทบโดมิโน

แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา: Bearish 

เหตุการณ์นี้สั่นคลอนความเชื่อมั่นในกลุ่มโปรโตคอลประเภท Restaking และ Liquid Restaking อย่างรุนแรง ความเสียหายที่ลามไปถึง Aave ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของ DeFi ทำให้ภาพรวมตลาดกลุ่มนี้ตกอยู่ในภาวะเสี่ยงสูง นักลงทุนอาจเริ่มถอนเงินออกจากกลุ่ม Restaking เพื่อลดความเสี่ยงเชิงระบบ ส่งผลให้ราคาโทเคนในกลุ่ม DeFi มีแนวโน้มปรับตัวลดลงต่อเนื่อง จนกว่าจะมีการแก้ไขช่องโหว่และแผนชดเชยหนี้เสียที่ชัดเจน

ในโลกของ DeFi ที่ผลตอบแทนสูงลิ่ว คือ แม่เหล็กดึงดูดนักลงทุนชั้นดี ด้วยเทรนด์ใหม่อย่าง “Restaking” ที่กำลังมาแรง ได้กลายเป็นดั่งดินแดนแห่งพันธสัญญาสำหรับ “สายฟาร์ม” ที่ไล่ล่าผลตอบแทนสูงสุด ด้วยคำสัญญาของดอกเบี้ยทบต้นที่อาจสูงถึง 30% ต่อปี 

แต่เบื้องหลังตัวเลขที่สวยหรูนั้นมีความเสี่ยงที่ซ้อนกันเป็นชั้นๆ เหมือนการสร้างตึกสูงแต่รากฐานกลับไม่มั่นคง ซึ่งหากมีชั้นใดชั้นหนึ่งพังทลายลงมา ทุกอย่างก็พร้อมจะกลายเป็นศูนย์ได้ในชั่วพริบตา และเหตุการณ์ล่าสุดของ Kelp DAO ก็คือฝันร้ายที่เกิดขึ้นจริง 

ลองจินตนาการว่า หากคุณเป็นเจ้าของพื้นที่เช่าในห้างสรรพสินค้า แต่ห้างนี้ไม่ธรรมดา มันสร้างซ้อนทับกัน 4 ชั้นแบบนี้ 

ชั้นที่ 1: คุณฝากเงินสดไว้กับธนาคาร ธนาคารให้ “ใบรับฝาก A” กลับมา 

ชั้นที่ 2: เอาใบรับฝาก A ไปให้นายหน้า นายหน้าให้ “ใบรับฝาก B” กลับมา 

ชั้นที่ 3: เอาใบรับฝาก B ไปวางเป็นหลักประกันกู้เงิน 

ชั้นที่ 4: เอาเงินกู้ไปลงทุนซ้ำ เพื่อรับดอกเบี้ยอีกรอบ

ฟังดูน่าตื่นเต้นใช่ไหม? ดอกเบี้ยทบกันทุกชั้น บางกลยุทธ์บอกว่า จะได้ดอกเบี้ยถึง 20-30% ต่อปี แต่ปัญหาคือ ถ้าธนาคารในชั้นที่ 1 ถูกปล้น ใบรับฝากทุกใบที่ซ้อนทับอยู่ข้างบนก็กลายเป็นสัญญาเปล่าทันที

ซึ่งนั่นคือ สิ่งที่เกิดขึ้นกับ Kelp DAO เมื่อวันที่ 18-19 เมษายน 2026 ที่ผ่านมา

Kelp DAO คืออะไร ?  

ที่มาภาพ : coinlaunch

Kelp DAO คือ โปรโตคอล “liquid restaking” ที่รับ ETH ที่ผู้ใช้งานฝากเข้ามา แล้วส่งต่อผ่าน EigenLayer เพื่อทำกำไรเพิ่มเติม บนรางวัลที่ได้จาก Ethereum staking ปกติอยู่แล้ว จากนั้นก็ออก rsETH เป็นใบเสร็จ ที่ซื้อขายได้ให้กับผู้ฝาก

พูดง่ายๆ คือ เมื่อคุณฝาก ETH → จะได้รับ rsETH เป็นตั๋ว → สามารถเอาตั๋วนี้ไปใช้ในแพลตฟอร์ม DeFi ต่อได้อีก โดยที่เงินต้นยังทำงานอยู่ในชั้นล่าง

Kelp DAO ทำงานในฐานะโปรโตคอล liquid restaking โดยผู้ใช้งานจะนำ ETH ที่ stake แล้ว (เช่น stETH หรือ cbETH) มาฝาก และจะได้รับ token ใบเสร็จ ที่มีชื่อว่า rsETH กลับไป ซึ่งนอกจากจะทำกำไรแล้ว ยังนำไปใช้ในแอปพลิเคชันทางการเงินอื่นๆ ได้อีกด้วย

และเพื่อให้มันน่าดึงดูดขึ้นอีก Kelp ยังใช้บริดจ์ เพื่อให้ rsETH ทำงานได้บน 20 กว่าบล็อกเชน รวมถึง Arbitrum, Base, Linea และ Scroll โดยบริดจ์นี้จะถือ rsETH สำรองจำนวนมหาศาลไว้หนุนหลัง token ที่หมุนเวียนอยู่บนเครือข่ายอื่นๆ

ฟังดูซับซ้อน? มันคือ กลไกที่ทำให้ใบเสร็จเงินฝากของนักลงทุนเดินทางข้ามโลก DeFi ได้อย่างสะดวก แต่ในขณะเดียวกันมันก็มาพร้อมช่องโหว่มหาศาล 

46 นาทีที่เปลี่ยนแปลงทุกอย่าง

เมื่อเวลา 17:35 UTC ของวันที่ 18 เมษายน แฮ็กเกอร์ได้ส่งข้อความปลอมไปยังบริดจ์ cross-chain ของ Kelp DAO ที่ขับเคลื่อนด้วย LayerZero 

บริดจ์รับข้อความนั้นว่า ถูกต้องและปล่อย rsETH 116,500 ETH มูลค่าราว 293 ล้านดอลลาร์ ซึ่งคิดเป็นประมาณ 18% ของ supply ทั้งหมด ไปยังกระเป๋าของผู้โจมตี 

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในเหตุการณ์นี้คือ เหรียญ rsETH ที่ถูกสร้างขึ้นมานั้นไม่มีมูลค่าค้ำประกันอยู่จริงเลยแม้แต่บาทเดียว แต่ผู้โจมตีกลับหัวหมอด้วยการนำ “เหรียญเปล่า” สร้างขึ้นมาจากอากาศเหล่านี้ไปวางเป็นหลักประกันในโปรโตคอลกู้ยืมอย่าง Aave V3 เพื่อกู้เอา ETH ของจริงออกมา จากนั้นก็นำไปทำซ้ำบน Aave V4 อย่างรวดเร็ว ซึ่งกว่าระบบความปลอดภัยฉุกเฉิน (Multisig) ของ Kelp จะเข้ามาอายัดสัญญาหลักได้ในเวลา 46 นาทีต่อมา เงินกู้ที่เป็น WETH ทั้งหมดก็ถูกกวาดออกไปจนเกลี้ยงแล้ว

เปรียบเหมือนมีคนปลอมลายเซ็นในใบรับฝาก เอาไปขอกู้เงินจากธนาคาร กว่าธนาคารจะรู้ตัว เงินก็ถูกโอนออกไปแล้ว 

ผลกระทบเป็นโดมิโน

นี่คือเหตุผลที่การ Restaking ซ้อนหลายชั้นมันน่ากลัวกว่าที่คิด เมื่อ asset ที่ถูก restake ซ้อนกันหลายชั้น เหมือนการสร้างบ้านไพ่ แม้มันจะทำให้เราได้ผลตอบแทนสูงขึ้น แต่ก็มีความเปราะบางสูงมาก เพราะทุกโปรโตคอลถูกนำมาเชื่อมต่อกันเป็นทอดๆ หากเกิดช่องโหวขึ้นที่โปรโตคอลใดโปรโตคอลหนึ่งเพียงจุดเดียว ความเสียหายจะไม่จบแค่ที่ตรงนั้น แต่มันจะลามเป็นโดมิโนพังทลายลงมาทั้งระบบ

ผลที่เกิดขึ้นตามมาเพียงในไม่กี่ชั่วโมง 

  •  Aave ซึ่งเป็นแพลตฟอร์ม lending ที่ใหญ่ที่สุดใน DeFi ที่มีสินทรัพย์ lock ไว้กว่า 20,000 ล้านดอลลาร์ แช่แข็งตลาด rsETH บนทั้ง V3 และ V4 ทันที และเกิดเงินไหลออกมหาศาลกว่า 10,100 ล้านดอลลาร์จาก Aave ทำให้ TVL ของโปรโตคอลหายไปกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์
  • หนี้เสียที่ Aave สะสมอยู่ราว 196 ล้านดอลลาร์ กระจุกตัวอยู่ในคู่ rsETH/WETH บน Ethereum
  • โดมิโนล้มต่อ: SparkLend และโปรโตคอลอื่นๆ จำกัดการใช้ rsETH เป็นหลักประกัน ขณะที่ Fluid และ Upshift ก็หยุดการทำงานที่เกี่ยวข้องกับ token นี้ทันที
  • Lido ก็โดนผลกระทบลาม: Lido Finance หยุดรับ deposit เพิ่มในผลิตภัณฑ์ earnETH ซึ่งมี rsETH อยู่ในพอร์ต
  • ราคาเหรียญร่วง: ราคา AAVE token ร่วงลง 10% ใน 24 ชั่วโมง ขณะที่ token DeFi สำคัญอย่าง stETH และ wstETH ก็ร่วงเกือบ 4%

ปมที่แก้ยากที่สุด ล้างหนี้ยังไงดี ?

ที่มาภาพ : ad-hoc-news

สถานการณ์หนี้ที่ค้างอยู่ในระบบตอนนี้เข้าขั้นวิกฤต เพราะการจะเอาหลักประกันไปขายทอดตลาด (Liquidate) แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เนื่องจากเหรียญที่ค้างอยู่นั้นไม่มีมูลค่าจริงหนุนหลัง และเมื่อความจริงถูกเปิดเผยว่า มันคือ “เหรียญเสก” ราคาก็จะดิ่งเหวรุนแรงจนไม่มีใครยอมรับซื้อในราคาปกติอีกต่อไป ส่งผลให้ระบบไม่มีทางขายทรัพย์สินออกมา เพื่อชดเชยความเสียหายได้เลย

สำหรับขั้นตอนการรับแรงกระแทกจากความเสียหายที่เกิดขึ้น จะถูกจัดการเป็นลำดับชั้นดังนี้ : เริ่มจากผู้ที่ stake aWETH เหรียญในกลุ่มความเสี่ยงสูงอย่าง Umbrella จะถูกดึงเงินไปชดเชยก่อน (Slash) เป็นกลุ่มแรก ตามมาด้วยผู้ที่ฝาก WETH ทั่วไปในระบบที่จะต้องร่วมรับผลขาดทุนตามสัดส่วน หากยังไม่พอ ผู้ที่ถือเหรียญ stkAAVE อาจโดนยึดเงินเป็นลำดับถัดไปถ้ามีการโหวตตัดสินใจ 

และสุดท้ายหากความเสียหายยังเหลืออยู่ ทาง DAO Treasury หรือกองทุนกลางอาจจำเป็นต้องควักเงินมาชดเชย เพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบไว้

ดอกเบี้ย 30% มันมาจากไหน?

ในปี 2026 Restaking ได้กลายมาเป็นกลยุทธ์ที่ทำให้นักลงทุนสามารถทำเงินจากเงินก้อนเดิมได้หลายต่อ หลักการคือ แทนที่คุณจะนำเหรียญ ETH ไปวางฝาก (Staking) ไว้เฉยๆ คุณจะได้รับเหรียญตัวแทน (LST Token) มา จากนั้นคุณก็นำเหรียญตัวนี้ไปวน “ลงทุนซ้ำ” ต่อในโปรโตคอลอื่น ทั้งเอาไปช่วยรักษาความปลอดภัยเครือข่าย นำไปปล่อยกู้ หรือไปเป็นสภาพคล่องในตลาด 

ผลที่ได้คือ คุณจะได้รับทั้งดอกเบี้ย Staking, ผลตอบแทนพิเศษจากการ Restaking และค่าธรรมเนียมจากการเป็นแหล่งสภาพคล่องพร้อมๆ กัน เรียกได้ว่า เป็นการปั๊มผลตอบแทนให้งอกเงยแบบทวีคูณ 

แต่การรวมกันของ restaking สามารถสร้างรายได้ที่ทับซ้อนกันเป็นชั้น ๆ แต่ความเสี่ยงก็เพิ่มขึ้นตามทุกลำดับชั้นด้วยเช่นกัน

และความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ลึกที่สุดคือ Restaking นำมาซึ่งความเสี่ยงเชิงระบบ  จากการที่ทุกโปรโตคอลเชื่อมต่อกันแบบพันธนาการ หากเกิดการโจมตีหรือข้อผิดพลาดในจุดใดจุดหนึ่ง สินทรัพย์ที่คุณกระจายไปวางไว้ในหลายที่พร้อมกัน อาจถูกดึงลงเหวไปพร้อมกันทั้งหมดได้ทันที 

นอกจากนี้ ยังมีภัยเงียบที่เรียกว่า Slashing หรือการโดนลงโทษจากระบบ หากโปรโตคอลที่คุณไปวางเงินไว้ทำผิดกฎ ความเสียหายนั้นอาจลามเป็นโดมิโน ส่งผลกระทบต่อโปรโตคอลอื่นๆ ที่เชื่อมโยงกันอยู่โดยปริยาย

บทเรียนราคาแพงสำหรับสายฟาร์ม

กรณีของ Kelp DAO คือ เครื่องเตือนใจว่า ในโลกของ DeFi ไม่มีอะไรที่ได้มาฟรีๆ ผลตอบแทนที่สูงลิ่ว ย่อมมาพร้อมกับความเสี่ยงที่ถูกขยายเป็นทวีคูณ การทำ Restaking แบบซ้อนหลายชั้นนั้นน่าดึงดูด แต่ก็เต็มไปด้วยความซับซ้อนและจุดบอดที่มองไม่เห็น

ก่อนที่จะกระโจนเข้าไปในฟาร์ม Defi ที่ให้ผลตอบแทนสูงเกินจริง ลองถามตัวเองก่อนว่า คุณเข้าใจความเสี่ยงที่ซ้อนกันอยู่ทุกชั้นดีพอแล้วหรือยัง? เพราะบางครั้ง การลงทุนที่ให้ผลตอบแทนน้อยกว่า แต่อยู่บนฐานที่มั่นคง อาจดีกว่าการสร้างตึกสูงที่พร้อมจะถล่มลงมาได้ทุกเมื่อ 

ที่มา : blockchain council , exponential , digitap, thebitjournal, thestreet, bitcoinworld , thedefiant, coinspress, cryptoworldheadline , dlnews, dailycoin, thebitjournal


มุมมองผู้เขียน : กรณีของ Kelp DAO คือ บทเรียนราคาแพงมากสำหรับสายฟาร์ม ซึ่งทำให้เราเห็นว่า การลงทุนในผลตอบแทนที่ซ้อนกัน 4-5 ชั้น แม้จะสร้างผลตอบแทนได้ถึง 30% แต่มันคือ ความเสี่ยงเชิงระบบที่น่ากลัวที่สุด หากโปรโตคอลชั้นล่างสุดมีรูรั่ว ทุกชั้นที่อยู่ข้างบนจะกลายเป็นศูนย์ทันที