สรุปข่าว
- ทีมทนายของ Roman Storm ผู้ร่วมก่อตั้ง Tornado Cash โต้กลับกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ (DOJ) หลังอัยการสูงสุดรักษาการ Todd Blanche ออกมาประกาศทิศทางนโยบายใหม่ที่เน้นไม่ดำเนินคดีนักพัฒนาซอฟต์แวร์
- ฝ่ายจำเลยระบุว่า DOJ ไม่สามารถอ้างการเปลี่ยนแปลงนโยบายได้อย่างน่าเชื่อถือ ในขณะที่ยังดำเนินการฟ้องร้อง Storm อยู่ ซึ่งถือเป็นความขัดแย้งโดยตรงระหว่างคำพูดและการกระทำ
- คดีนี้เป็นจุดสำคัญสำหรับวงการ DeFi และโปรโตคอลความเป็นส่วนตัว เนื่องจากผลลัพธ์จะกำหนดแนวทางว่านักพัฒนาโค้ดมีความรับผิดทางอาญาหรือไม่
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Neutral
เหตุการณ์นี้เป็นพัฒนาการทางกฎหมายในคดีที่ยังคงดำเนินอยู่ ยังไม่มีผลต่อตลาดโดยตรง อย่างไรก็ตาม หากฝ่ายจำเลยชนะประเด็นนี้ได้ จะเป็นสัญญาณบวกในระยะยาวสำหรับนักพัฒนาโปรโตคอล DeFi และระบบรักษาความเป็นส่วนตัวโดยรวม
เมื่อวันที่ 28 เม.ย. 2569 ทีมทนายความของ Roman Storm ผู้ร่วมก่อตั้ง Tornado Cash ได้ออกมาโต้กลับกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ (DOJ) โดยตรง ตามรายงานจาก Cointelegraph ซึ่งอ้างอิงข้อมูลจากนักข่าว Eleanor Terrett โดยฝ่ายจำเลยระบุว่า DOJ ไม่สามารถอ้างการเปลี่ยนแปลงนโยบายได้อย่างน่าเชื่อถือ ในขณะที่ยังคงดำเนินการฟ้องร้อง Storm ต่อไป ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่อัยการสูงสุดรักษาการ Todd Blanche ได้ขึ้นกล่าวในงาน Bitcoin 2026 Conference เมื่อวันที่ 27 เม.ย. ที่ผ่านมา โดยประกาศทิศทางใหม่ว่ารัฐบาลจะมุ่งดำเนินคดีกับอาชญากรผู้ใช้ระบบ ไม่ใช่นักพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ไม่มีเจตนาสนับสนุนการกระทำผิด
ความขัดแย้งระหว่างคำพูดกับการกระทำของ DOJ
หัวใจของข้อโต้แย้งจากฝ่าย Storm คือความไม่สอดคล้องกันที่มองเห็นได้ชัด ในขณะที่ Blanche ประกาศต่อสาธารณชนว่า “การเขียนโค้ดเพียงอย่างเดียวโดยไม่มีเจตนาชั่วร้าย ไม่ใช่อาชญากรรม” แต่กระทรวงยุติธรรมกลับยังคงเดินหน้าเตรียมจัดการพิจารณาคดีใหม่ (retrial) ของ Storm ในสองข้อหาหนัก ได้แก่ สมคบคิดฟอกเงิน และสมคบคิดละเมิดมาตรการคว่ำบาตร ซึ่ง DOJ ได้ยื่นขอจัดการพิจารณาคดีใหม่ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 โดยเสนอวันนัดพิจารณาในช่วงต้นถึงกลางเดือนตุลาคม 2569
ก่อนหน้านี้ ในการพิจารณาคดีรอบแรกเมื่อเดือนสิงหาคม 2568 คณะลูกขุนในศาลรัฐบาลกลางแมนฮัตตันตัดสินให้ Storm มีความผิดเพียงข้อหาเดียวคือดำเนินธุรกิจรับโอนเงินโดยไม่มีใบอนุญาต แต่ยังคงตัดสินไม่ได้ (deadlocked) ในสองข้อหาที่ร้ายแรงกว่า ซึ่งเป็นที่มาของการขอพิจารณาคดีซ้ำ ฝ่ายจำเลยยังพยายามใช้คำตัดสินของศาลสูงสุดในคดี Cox Communications v. Sony Music เพื่อขอยกฟ้อง โดยอ้างว่าการให้บริการที่มีการใช้งานที่ถูกกฎหมายไม่ถือเป็นเจตนาทางอาญา แต่ DOJ ปฏิเสธข้อโต้แย้งดังกล่าวในเดือนเมษายน 2569
ผลกระทบต่อวงการ DeFi และโปรโตคอลความเป็นส่วนตัว
คดีของ Storm ถูกมองว่าเป็น “บรรทัดฐาน” สำคัญสำหรับชุมชนนักพัฒนาซอฟต์แวร์คริปโตทั่วโลก เนื่องจากเป็นคดีแรกๆ ที่ตั้งคำถามโดยตรงว่านักพัฒนาโค้ดของโปรโตคอลที่เป็นกลาง เช่น โปรโตคอลรักษาความเป็นส่วนตัว จะต้องรับผิดทางอาญาหรือไม่ หากโปรโตคอลนั้นถูกผู้อื่นนำไปใช้ในทางที่ผิด หากฝ่ายจำเลยสามารถผลักดันให้คดีถูกยกฟ้องหรือชนะในการพิจารณาคดีรอบสอง จะส่งผลบวกอย่างมีนัยสำคัญต่อสภาพแวดล้อมของนักพัฒนา DeFi ในสหรัฐฯ
ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ยืนยันไม่ฟ้องนักพัฒนาคริปโตที่ไม่รู้ว่าซอฟต์แวร์ถูกใช้ผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นสัญญาณเบื้องต้นของทิศทางนโยบายใหม่ที่ Blanche ได้ประกาศอย่างเป็นทางการในงาน Bitcoin 2026 อย่างไรก็ตาม การที่ DOJ ยังไม่ถอนฟ้อง Storm ทำให้เกิดคำถามว่านโยบายดังกล่าวจะนำไปปฏิบัติจริงได้มากน้อยแค่ไหน
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าประเด็นนี้น่าสนใจมาก เพราะมันสะท้อนให้เห็นความตึงเครียดภายใน DOJ เองระหว่างผู้บริหารระดับสูงที่ต้องการปรับทิศทางกับทีมอัยการที่ดำเนินคดีอยู่ ซึ่งมักมีแรงจูงใจของตัวเอง สิ่งที่ควรจับตาดูในช่วงหน้าคือว่า DOJ จะถอนข้อหาในการพิจารณาคดีรอบสองหรือไม่ หรือจะยังคงเดินหน้าต่อแม้ว่าผู้บริหารระดับสูงสุดจะพูดในทิศทางตรงข้าม ถ้า Storm ได้รับการยกฟ้องในที่สุด นั่นจะเป็นชัยชนะครั้งใหญ่ที่สุดของชุมชน DeFi นับตั้งแต่คดีนี้เริ่มต้นในปี 2566
ที่มา: @Cointelegraph
เครดิตภาพจาก @Cointelegraph
