สรุปข่าว
- Project 11 สตาร์ทอัพด้านความปลอดภัยไซเบอร์ระบุว่า “Q-Day” หรือวันที่คอมพิวเตอร์ควอนตัมสามารถเจาะระบบเข้ารหัสปัจจุบันได้ อาจมาถึงเร็วที่สุดในปี 2030 และมีโอกาสเกิดขึ้นสูงกว่า 50% ภายในปี 2033
- บิตคอยน์จำนวนกว่า 6.9 ล้าน BTC มูลค่ารวมกว่า 5.6 แสนล้านดอลลาร์ กำลังตกอยู่ในความเสี่ยงหากระบบไม่ได้รับการอัปเกรดเป็นระบบต้านทานควอนตัม (Quantum-resistant) ทันเวลา
- ผู้เชี่ยวชาญเริ่มเสนอทางออกฉุกเฉิน เช่น การใช้ “การประทับเวลา” (Timestamp) เพื่อกู้คืนสินทรัพย์ในอนาคต และการกำหนดช่วงเวลาเปลี่ยนผ่าน (Migration Window) เพื่อย้ายเงินไปยังที่อยู่ใหม่ที่ปลอดภัยกว่า
แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา: Neutral
แม้ข่าวนี้จะฟังดูน่ากังวลและอาจสร้างความตระหนก (FUD) ในระยะสั้น แต่ในเชิงโครงสร้างตลาดยังมองว่า เป็นภัยคุกคามระยะยาวที่พอมีเวลาเตรียมตัว การที่ยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีและนักวิจัยเริ่มเสนอแผนรับมืออย่างเป็นรูปธรรมช่วยลดความกังวลของนักลงทุนสถาบันได้ในระดับหนึ่ง ตลาดจึงมีแนวโน้มที่จะทรงตัวเพื่อรอดูการอัปเกรดซอฟต์แวร์ของเครือข่ายบิตคอยน์ มากกว่าที่จะเกิดแรงเทขายรุนแรงในทันที
วงการคริปโตเคอร์เรนซีต้องกลับมาตื่นตัวเรื่องความปลอดภัยอีกครั้ง หลัง Project 11 สตาร์ทอัพที่มุ่งเน้นด้านความปลอดภัยยุคหลังควอนตัม ได้เผยแพร่รายงานฉบับใหม่เมื่อวันพุธที่ผ่านมา โดยระบุว่า จุดเปลี่ยนสำคัญที่คอมพิวเตอร์ควอนตัมจะสามารถเจาะระบบเข้ารหัสลับสมัยใหม่ได้สำเร็จ หรือที่เรียกกันว่า Q-Day อาจมาถึงเร็วที่สุดในปี 2030
รายงานฉบับนี้ชี้ชัดว่า ความสำเร็จในการเจาะรหัสมีโอกาสเกิดขึ้นมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นภายในปี 2033 โดยการประเมินอาจคลาดเคลื่อนบวกลบได้สองสามปี พร้อมย้ำเตือนว่า พัฒนาการของเทคโนโลยีควอนตัมจะไม่ใช่เส้นตรงที่ค่อยเป็นค่อยไป แต่จะเกิดขึ้นแบบก้าวกระโดดภายใต้นิยามที่ว่า “ช่วงแรกดูเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่พอถึงเวลาก็จะมาพร้อมกันหมด”
สินทรัพย์มูลค่า 5.6 แสนล้านดอลลาร์อาจตกอยู่ในอันตราย
รายงานระบุว่า แม้การสาธิตการเจาะรหัสล่าสุดจะทำได้เพียงเจาะรหัส Elliptic Curve ขนาด 15 บิต ซึ่งยังห่างไกลจากรหัส 256 บิตที่ใช้รักษาความปลอดภัยในเครือข่าย Bitcoin แต่ด้วยการพัฒนาแบบทวีคูณของทั้งฮาร์ดแวร์และอัลกอริทึม ทำให้ความเสี่ยงนี้ขยับใกล้เข้ามาทุกขณะ
Project 11 ประเมินว่า Bitcoin จำนวนมหาศาลถึง 6.9 ล้าน BTC ซึ่งคิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 5.6 แสนล้านดอลลาร์ในปัจจุบัน อาจตกอยู่ในสภาวะสุ่มเสี่ยงต่อภัยคุกคามควอนตัมภายใต้เงื่อนไขบางประการ หากระบบยังไม่ได้รับการอัปเกรดเป็นเทคโนโลยียุคใหม่ที่รัดกุมกว่าเดิม
การแข่งขันกับเวลาและทฤษฎี Mosca’s Inequality
แม้ Q-Day จะยังอยู่ห่างออกไปอีกหลายปีตามที่นักวิจัยคาดการณ์ไว้ แต่การย้ายข้อมูลครั้งใหญ่ไปยังกระเป๋าเงินและที่อยู่เครือข่ายที่ทนทานต่อควอนตัมก็อาจใช้เวลานานไม่แพ้กัน โดยรายงานได้อ้างถึงทฤษฎี Mosca’s Inequality ซึ่งอธิบายไว้ว่า หากระบบใดใช้เวลาในการอัปเกรดนานกว่าเวลาที่ภัยคุกคามจะมาถึง ระบบนั้นก็ถือว่าล้าหลังไปเรียบร้อยแล้ว
แนวคิดนี้กำลังผลักดันให้เกิดการตอบสนองและการลงมือทำตั้งแต่เนิ่นๆ ทั่วทั้งอุตสาหกรรมคริปโต หนึ่งในข้อเสนอเมื่อไม่นานมานี้จาก แดน โรบินสัน นักวิจัยของ Paradigm จะช่วยให้ผู้ถือ Bitcoin สามารถพิสูจน์ความเป็นเจ้าของกระเป๋าเงินในปัจจุบันได้ผ่านการประทับเวลา ซึ่งสามารถใช้เพื่อขอรับเงินคืนใน Bitcoin เวอร์ชันที่ปลอดภัยจากควอนตัมในภายหลัง โดยไม่ต้องเปิดเผยกิจกรรมบนบล็อกเชน
อุตสาหกรรมเทคโนโลยีเร่งเครื่องรับมือยุค Post-Quantum
ไม่ใช่แค่ฝั่งคริปโตเท่านั้นที่กำลังตื่นตัวต่อเรื่องนี้ ยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Google ก็ได้เร่งแผนการดำเนินงานเพื่อย้ายระบบไปสู่การเข้ารหัสลับที่ต้านทานควอนตัมภายในปี 2029
ในขณะที่คนดังในวงการอย่าง Jameson Lopp ก็เสนอแนวทาง BIP-361 เพื่อสร้างช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านนานหลายปี ให้ผู้ใช้งานมีเวลาเพียงพอในการย้ายเงินทุนไปยังที่อยู่ใหม่ที่มีความปลอดภัยสูงขึ้น
สัญญาณเหล่านี้บ่งบอกว่า โลกการเงินดิจิทัลกำลังก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการเตรียมพร้อม เพื่อรับมือนวัตกรรมที่จะเข้ามาเปลี่ยนโฉมหน้าความปลอดภัยไซเบอร์ไปตลอดกาล
ที่มา : theblock
มุมมองผู้เขียน : Q-Day เป็นเหมือน “ระเบิดเวลา” แม้ตอนนี้บิตคอยน์จะยังปลอดภัยดี แต่ความก้าวกระโดดของเทคโนโลยีควอนตัมคือสิ่งที่ประมาทไม่ได้เลย สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่ว่าคอมพิวเตอร์ควอนตัมจะสร้างเสร็จเมื่อไหร่ แต่คือชุมชนบิตคอยน์จะสามัคคีพอที่จะโหวตอัปเกรดระบบได้ทันเวลาหรือไม่

