สรุปข่าว
- ประวัติศาสตร์บ่งชี้ว่าทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนวาระประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ Bitcoin จะเข้าสู่สภาวะร่วงหล่นรุนแรงเฉลี่ยกว่า 82%
- ถึงแม้ Kevin Warsh จะเป็นประธานเฟดคนแรกที่เคยลงทุนในคริปโต แต่ก็ไม่มีอะไรการันตีว่าเขาจะสนับสนุนคริปโตแบบออกนอกหน้า
- อิงตามทฤษฎีแล้วหาก Bitcoin จะร่วงจริงๆ ครั้งนี้คงไม่มีทางร่วงลงไปมากกว่า 77% อย่างแน่นอน เนื่องด้วยตลาดที่เติบโตขึ้นกว่าในอดีต
แนวโน้มผลกระทบ: Bearish
สถิติในอดีตยืนยันว่าการรับตำแหน่งของประธานเฟดคนใหม่มักตามมาด้วยการร่วงลงอย่างหนักของ Bitcoin โดยเฉลี่ยกว่า 82% ซึ่งในวันที่ 15 พฤษภาคมนี้ Kevin Warsh ประธานเฟดสายคริปโตกำลังจะขึ้นบริหารงานต่อจาก Jerome Powell แม้ Warsh จะมีมุมมองเชิงบวกต่อสินทรัพย์ดิจิทัลและมองว่า Bitcoin คือทองคำยุคใหม่ แต่ความไม่แน่นอนในช่วงเปลี่ยนผ่านนโยบาย และแผนการลดงบดุลอาจเป็นชนวนเหตุให้นักลงทุนสถาบันเลือกเทขายเพื่อลดความเสี่ยง
ความเคลื่อนไหวล่าสุดจากทางฝั่งของสหรัฐฯ ได้มีการยืนยันแล้วว่า Kevin Warsh กำลังเตรียมที่จะก้าวขึ้นมาเป็นประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ คนใหม่ในวันที่ 15 พ.ค. หากทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่น
อย่างไรก็ตาม ถึง Warsh จะเป็นประธานเฟดที่มีท่าทีสนับสนุนคริปโตแต่สถิติที่ผ่านมาล้วนระบุว่า “ช่วงเปลี่ยนผ่าน” จะเป็นช่วงที่ Bitcoin ร่วงลงอย่างรุนแรงเสมอ โดยนับตั้งแต่ Bitcoin ถือกำเนิด เจ้าแห่งสินทรัพย์ดิจิทัลได้ประสบกับการเปลี่ยนผ่านยุคสมัยของประธานเฟดมาแล้วถึง 3 ครั้งและกำลังจะมีครั้งที่ 4 ในเร็วๆ นี้
นักวิเคราะห์ Carl Moon ชี้ให้เห็นว่าหลังจากที่มีการเปลี่ยนวาระประธาน Fed บิทคอยน์ก็จะเริ่มปรับตัวเข้าสู่ขาลงถัดจากนั้น โดยมีสถิติดังนี้:
- Janet Yellen (พ.ย. 2013) Bitcoin ร่วง 85.40%
- Jerome Powell วาระแรก (ธ.ค. 2017) Bitcoin ร่วง 84.13%.
- Jerome Powell วาระที่สอง (พ.ย. 2021) Bitcoin ร่วง 77.58%.
- ค่าเฉลี่ย drawdown จากการเปลี่ยนประธานเฟด 3 ครั้ง = 82.37%
หาก Bitcoin ยังคงเคลื่อนที่ในรูปแบบเดิมหมายความว่าหลัง Warsh ขึ้นมารับตำแหน่งราคา Bitcoin จะร่วงลงอย่างหนักซึ่งถ้านำค่าเฉลี่ยมาเทียบดูแล้วจะพบว่าจุดต่ำสุดในคราวนี้อาจลงไปลึกถึง $14,500 ซึ่งขัดแย้งกับทั้งการวิเคราะห์และทฤษฎี
ทำไม Bitcoin ร่วงเพราะประธานเฟด
การที่ Bitcoin ปรับตัวลดลงเพราะประธานเฟดไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องบังเอิญ แต่ในความเป็นจริงแล้วกลับมีเหตุผลรองรับที่เรียบง่ายมาก นั่นคือ “ความไม่แน่นอน”
นักลงทุนส่วนใหญ่ไม่ชอบสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ ดังนั้นพวกเขาจึงต้องทำการลดความเสี่ยงลงเสมอเพื่อดูท่าทีของประธานเฟดคนใหม่ว่าจะมีแนวทางการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจอย่างไร ซึ่ง Bitcoin เองก็มักจะเป็นสินทรัพย์แรกที่ถูกเทขายเพราะมีความเสี่ยงสูงกว่าและไม่มีวันหยุดทำการ
ข่าวดีในข่าวร้าย
ถ้านักลงทุนสังเกตดีๆ จะเห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่าความผันผวนของราคา Bitcoin มีการลดลงทุกครั้งสอดคล้องกับวัฏจักร ทำให้เราสามารถอนุมานได้ว่าหากแพทเทิร์นจะดำเนินต่อราคา Bitcoin น่าจะไม่มีทางร่วงลงจากจุดนี้ (~$81,000) ลงไปเกินกว่า 77.58%
สำหรับสาเหตุที่ทำให้ Bitcoin ผันผวนลดลง แน่นอนว่าเป็นผลมาจากการเติบโตของสินทรัพย์ที่ได้รับการยอมรับมากขึ้นในหมู่นักลงทุนระดับสถาบัน อีกทั้งยังมีสภาพคล่องที่มากขึ้นจึงทำให้ราคาไม่เหวี่ยงเท่าแต่ก่อน
ปัจจุบันนักวิเคราะห์หลายสำนักต่างมองว่า Bitcoin ยังคงไม่ทำจุดต่ำสุดและอาจร่วงลงไปลึกถึง $30,000-$40,000 ดอลลาร์ในภายหลังซึ่งหากลองคำนวณดูแล้วจะพบว่าเป็นการร่วงจากระดับปัจจุบันประมาณ 50%-62% ซึ่งถือว่าสมเหตุผลอยู่พอสมควรจากทฤษฎีข้างต้น
อย่างไรก็ดี การมาถึงของ Kevin Warsh อาจทำให้วัฏจักรที่เคยดำเนินมาตลอดต้องยุติลงก็เป็นได้ เพราะเขาเป็นประธานเฟดคนแรกที่มีการลงทุนในคริปโตด้วยตัวของตนเองก่อนที่จะเข้ารับตำแหน่ง และด้วยความที่เขาเข้าใจในอุตสาหกรรมคริปโตอย่างลึกซึ้ง อาจทำให้ระบบการเงินถัดจากนี้อาจเอนเอียงเข้าหาสินทรัพย์ดิจิทัลก็เป็นได้
มุมมองผู้เขียน : การมีความหวังว่า Warsh จะเข้ามาทำลายอาถรรพ์นั้นเป็นเรื่องดี แต่เราก็ต้องยอมรับว่า ในฐานะประธานเฟดหน้าที่หลักของเขาคือ การสร้างเสถียรภาพให้กับค่าเงินดอลลาร์และ การคุมเงินเฟ้อ ดังนั้น Bitcoin ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่จะมาประชันหน้ากับดอลลาร์และเงินเฟ้ออาจไม่ใช่สิ่งแรกที่ประธานคนใหม่ให้ความสำคัญ

