สรุปบทความ
- Fabio Panetta อดีตกรรมการ ECB ที่วิจารณ์ Stablecoin อย่างรุนแรง ขึ้นเป็นประธานบอร์ด BIS ซึ่งเป็นองค์กรที่กำหนดทิศทางธนาคารกลางทั่วโลก
- Panetta เคยเรียก Stablecoin ว่า ‘หน้าใหม่ของปัญหาเก่า’ และเป็นหัวหอกผลักดัน Digital Euro กับ CBDC เพื่อแทนที่ Stablecoin เอกชน
- ธปท. ปฏิบัติตามแนวทาง BIS อย่างเคร่งครัด ทิศทางใหม่อาจกระทบ Stablecoin และผู้ให้บริการคริปโตในไทยใน 3-5 ปีข้างหน้า
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา BEARISH
ข่าวนี้เป็นลบต่อ Stablecoin เอกชนและตลาดคริปโตในระยะยาว เพราะ BIS ภายใต้ Panetta มีแนวโน้มผลักดันการกำกับดูแลที่เข้มงวดและเร่งโครงการ CBDC เพื่อแทนที่ Stablecoin ซึ่งจะกระทบ Tether, Circle และผู้ให้บริการคริปโตทั่วโลกรวมถึงไทย
ในขณะที่นักเทรดคริปโตไทยกำลังฉลองชัยชนะของกฎหมาย CLARITY Act และการรับรอง Stablecoin ในสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ มีข่าวสำคัญที่แทบไม่มีใครพูดถึงในวงการคริปโตไทยเลย นั่นคือการที่ Fabio Panetta อดีตกรรมการบริหารธนาคารกลางยุโรป (ECB) ผู้ที่เคยเรียก Stablecoin ว่า “หน้าใหม่ของปัญหาเก่า” ได้รับเลือกให้นั่งเก้าอี้ประธานบอร์ดของ Bank for International Settlements (BIS) หรือที่รู้จักกันในนาม “ธนาคารกลางของธนาคารกลางทั่วโลก”
ถ้าคุณยังไม่เคยได้ยินชื่อ BIS มาก่อน ผมจะบอกให้ฟังตรงๆ ว่านี่คือสถาบันการเงินที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกที่คนทั่วไปแทบไม่รู้จัก และตอนนี้มันถูกควบคุมโดยคนที่อยากเห็น Stablecoin เอกชนทุกตัวหายไปจากโลก พร้อมแทนที่ด้วยเงินดิจิทัลที่รัฐควบคุม 100% หรือ CBDC
คำถามคือ ในขณะที่เราทุกคนกำลังจ้องดูเกมในสหรัฐฯ ใครกำลังจับตาเกมระดับโลกที่กำลังเปิดฉากอยู่อย่างเงียบๆ?
BIS คืออะไร ทำไมต้องกลัวคนนี้

Bank for International Settlements ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1930 ที่เมือง Basel ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มันคือองค์กรที่ทำหน้าที่ประสานนโยบายระหว่างธนาคารกลางทั่วโลก รวมทั้งธนาคารแห่งประเทศไทยด้วย กฎ Basel III ที่ธนาคารพาณิชย์ไทยต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ก็มาจาก BIS นี่แหละ
พูดง่ายๆ คือ BIS เป็นผู้กำหนดเกมการเงินโลก ส่วนธนาคารกลางแต่ละประเทศคือคนเล่นเกมตามกติกาที่ BIS วางไว้ และตอนนี้คนที่ถือไม้บรรทัดอยู่ในมือคือ Fabio Panetta ชายชาวอิตาเลียนวัย 65 ปี ที่มีประวัติต่อต้านคริปโตเอกชนอย่างเปิดเผยที่สุดในวงการธนาคารกลาง

ตอนที่ Panetta ยังอยู่ที่ ECB เขาเป็นหัวหอกผลักดันโครงการ Digital Euro และเป็นคนที่กล่าวสุนทรพจน์โจมตี Stablecoin อย่างต่อเนื่อง เขาเคยพูดประโยคที่กลายเป็นตำนานในวงการธนาคารกลางว่า Stablecoin คือ “หน้าใหม่ของปัญหาเก่า” หมายถึงเขามอง Stablecoin เหมือนกับธนาคารเอกชนสมัยศตวรรษที่ 19 ที่ออกธนบัตรของตัวเองและสุดท้ายล้มละลายทำลายผู้ฝากเงิน
Gaal ชี้ให้เห็นว่า “การที่ Fabio Panetta ขึ้นมาคุม BIS คือสัญญาณเตือนสำหรับสินทรัพย์คริปโตที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำ จุดยืนวิจารณ์คริปโตของเขาและการให้ความสำคัญกับ CBDC บ่งบอกถึงทิศทางการกำกับดูแลที่เข้มงวดขึ้น นักลงทุนคริปโตควรเตรียมรับมือ”
เกมซ้อนเกม ขณะที่อเมริกาเปิดทาง โลกกำลังปิดประตู

นี่คือจุดที่ผมอยากให้คุณตั้งสติแล้วมองภาพรวม ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ตลาดคริปโตได้ข่าวดีจากสหรัฐฯ ติดต่อกันแบบไม่หยุด ทั้งกฎหมาย CLARITY Act ที่แบ่งอำนาจกำกับดูแลระหว่าง SEC กับ CFTC ทั้ง GENIUS Act ที่รับรอง Stablecoin อย่างเป็นทางการ ทั้งการที่ Circle และ Tether กลายเป็นผู้เล่นระดับโลกที่มีมูลค่าสินทรัพย์รวมกันเกือบ 3 แสนล้านดอลลาร์
แต่คำถามคือ ทำไมในช่วงเวลาเดียวกันนี้ BIS ถึงเลือก Panetta ขึ้นมานั่งหัวโต๊ะ? คำตอบมันชัดเจนเกินไปจนน่ากลัว เพราะธนาคารกลางทั่วโลกกำลังตื่นตระหนกกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในสหรัฐฯ พวกเขามองเห็นว่าถ้าปล่อยให้ Stablecoin ที่มีดอลลาร์หนุนหลังครองโลก ระบบการเงินแบบที่ธนาคารกลางควบคุมจะถูกทำลายไปทีละน้อย
ลองนึกภาพดู ถ้าคนไทยเริ่มถือ USDC แทนเงินบาทในกระเป๋า ถ้าร้านค้าเริ่มรับ USDT เป็นการชำระเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทยจะยังควบคุมนโยบายการเงินได้อยู่ไหม? คำตอบคือไม่ และนี่คือเหตุผลที่ Panetta ถูกเลือกขึ้นมา
CBDC คืออาวุธลับที่ธนาคารกลางเตรียมใช้ตอบโต้

Central Bank Digital Currency หรือ CBDC คือเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง บนพื้นผิวมันดูเหมือน Stablecoin แต่ความจริงมันต่างกันลิบลับ Stablecoin เอกชนเปิดให้ใครก็โอนได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่ต้องขออนุญาตใคร ส่วน CBDC คือเงินที่รัฐสามารถติดตาม ระงับ หรือกำหนดเงื่อนไขการใช้ได้ทุกบาททุกสตางค์
BIS เผยแพร่รายงานหลายฉบับที่บอกชัดเจนว่า Stablecoin เอกชนคือภัยคุกคามต่อ “singleness of money” หรือความเป็นเอกภาพของเงินตรา ในมุมมองของธนาคารกลาง การที่มีเงินดอลลาร์ดิจิทัลหลายเวอร์ชั่นที่ออกโดยบริษัทเอกชนหลายแห่ง คือสิ่งที่ทำลายเสถียรภาพของระบบการเงิน ทางออกของพวกเขาคือ ต้องบีบให้ Stablecoin หายไป แล้วแทนที่ด้วย CBDC
Ben Ben Ben วิเคราะห์ว่า “การที่ Fabio Panetta ได้รับเลือกเป็นประธานบอร์ด BIS อาจชี้ทิศทางการกำกับดูแลทางการเงินโลกไปสู่การควบคุมคริปโตที่เข้มงวดขึ้น และการนำของเขาอาจช่วยเร่งโครงการ CBDC ของธนาคารกลางต่างๆ ให้เดินหน้าเร็วขึ้น”
นี่ไม่ใช่ทฤษฎีสมคบคิด มันคือสิ่งที่ Panetta พูดด้วยปากของเขาเองมาตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ในสุนทรพจน์ปี 2023 ที่กรุง Madrid เขาบอกตรงๆ ว่า “ถ้าเราไม่ออก CBDC ภาคเอกชนจะเข้ามาเติมเต็มช่องว่างนี้ และเมื่อนั้นเราจะสูญเสียอำนาจในการดำเนินนโยบายการเงิน”
ทำไมคนไทยควรกังวลเรื่องนี้มากกว่าใคร

ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นสมาชิก BIS และปฏิบัติตามแนวทางของ BIS อย่างเคร่งครัด ที่ผ่านมา ธปท. ก็ออกท่าทีระแวง Stablecoin มาตลอด ทั้งห้ามใช้คริปโตในการชำระเงิน ทั้งยังพัฒนาโครงการ Inthanon และ CBDC สำหรับการชำระเงินรายย่อยอย่างต่อเนื่อง
ลองคิดดูว่าถ้า BIS ภายใต้การนำของ Panetta ออกแนวทางใหม่ที่บีบให้ธนาคารกลางทั่วโลกต้องจำกัด Stablecoin หรือกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ที่ถือ Stablecoin ต้องสำรองทุนสูงเป็นพิเศษ ผลที่ตามมาคืออะไร? คือธนาคารไทยจะไม่กล้าเปิดบริการที่เกี่ยวกับ USDT หรือ USDC อีกต่อไป ผู้ให้บริการคริปโตในไทยจะถูกบีบให้ปรับตัวอย่างหนัก และที่สำคัญที่สุด คนไทยอาจถูกบังคับให้ใช้ CBDC แทน Stablecoin ในที่สุด
ผลกระทบไม่ได้จบแค่ที่ไทย ประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลกที่ประชาชนใช้ Stablecoin เป็นที่หลบภัยจากเงินเฟ้อ เช่น อาร์เจนตินา ตุรกี ไนจีเรีย เวเนซุเอลา ล้วนพึ่งพา USDT เป็นเครื่องมือเก็บรักษามูลค่า ถ้า BIS เคลื่อนไหวจริง ผู้คนนับร้อยล้านที่ใช้ Stablecoin เพื่อความอยู่รอด จะต้องหันมาใช้เงินดิจิทัลของรัฐที่ติดตามทุกธุรกรรมแทน
สงครามเงียบที่ตลาดยังไม่ pricing in

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือ ตลาดคริปโตในตอนนี้ยังไม่ได้รับรู้ความเสี่ยงนี้เลย ราคา Bitcoin ยังขึ้นต่อ เหรียญ Stablecoin ก็มีปริมาณการใช้เพิ่มขึ้นทุกเดือน หุ้น Circle ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ก็ยังเทรดที่ระดับสูง เพราะนักลงทุนทุกคนจ้องอยู่ที่ข่าวเชิงบวกในสหรัฐฯ
แต่ในประวัติศาสตร์การเงิน ทุกครั้งที่ BIS เปลี่ยนแนวทาง ผลกระทบไม่ได้เกิดทันที มันใช้เวลา 2-3 ปีกว่าจะออกเป็นกฎ Basel III, Basel IV ผ่านมาเป็นสิบปีกว่าจะบังคับใช้เต็มที่ แต่เมื่อใดที่บังคับใช้ มันจะเปลี่ยนกฎเกมทั้งหมด ตอนนี้ Panetta เพิ่งเริ่มงาน ในมือเขามีอำนาจในการกำหนดทิศทางการกำกับดูแล Stablecoin ระดับโลกใน 5 ปีข้างหน้า
สัญญาณที่ต้องจับตาในช่วง 12 เดือนข้างหน้า อย่างแรกคือรายงาน BIS Quarterly Review ที่จะออกในแต่ละไตรมาส ถ้าเริ่มมีการพูดถึง “systemic risk” จาก Stablecoin มากขึ้น นั่นคือสัญญาณเริ่มต้น อย่างที่สองคือการประชุม G20 ที่ BIS จะเสนอแนวทางกำกับดูแล Stablecoin ระดับนานาชาติ และอย่างที่สามคือการที่ ECB เร่งเปิดตัว Digital Euro ในยุโรปอย่างเป็นทางการ ซึ่งจะเป็นต้นแบบให้ธนาคารกลางอื่นทำตาม
ความเห็นผู้เขียน
ส่วนตัวผมมองว่าการที่ Panetta ขึ้นมานั่งประธาน BIS คือเหตุการณ์ที่สำคัญที่สุดของวงการคริปโตในปี 2026 มากกว่ากฎหมาย CLARITY Act ด้วยซ้ำ แต่ที่น่าตกใจคือแทบไม่มีสื่อคริปโตไทยหรือสื่อต่างประเทศพูดถึงเรื่องนี้เลย ทุกคนยุ่งอยู่กับการฉลองชัยชนะระยะสั้นในสหรัฐฯ จนลืมมองเกมระยะยาวที่กำลังเล่นอยู่ในเงามืด
ผมไม่ได้บอกว่าเราต้องตื่นตระหนกแล้วเทขายคริปโตทันที ความจริงคือ Bitcoin จะอยู่รอดต่อไปไม่ว่า BIS จะออกท่าทีอย่างไร เพราะมันคือสินทรัพย์ที่ไม่มีผู้ออก ไม่มีบริษัทกลางที่จะถูกกดดัน แต่สำหรับ Stablecoin เอกชน เรื่องนี้คือสงครามตัวจริง และอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในอีก 3-5 ปีข้างหน้า
สิ่งที่ผมอยากให้คุณคิดต่อคือคำถามนี้ ในยุคที่รัฐบาลทั่วโลกอยากควบคุมเงินทุกบาทที่คุณใช้ ผ่าน CBDC ที่ติดตามทุกธุรกรรม Bitcoin และคริปโตที่กระจายอำนาจอย่างแท้จริงจะกลายเป็นทางเลือกสุดท้ายของเสรีภาพทางการเงินหรือเปล่า? ผมคิดว่าใช่ และนี่คือเหตุผลที่ Panetta กลัวมันมากที่สุด
สำหรับนักลงทุนไทย ผมแนะนำให้จับตา 3 เรื่อง หนึ่ง ประกาศจาก BIS ในแต่ละไตรมาสเกี่ยวกับ Stablecoin สอง ท่าทีของธนาคารแห่งประเทศไทยต่อ Stablecoin ที่อาจเข้มขึ้นหลัง Panetta เข้ารับตำแหน่ง สาม ทิศทางของ USDT และ USDC ว่ายังเติบโตได้ในตลาดเอเชียหรือไม่ ถ้าเห็นสัญญาณการบีบตัวจากธนาคารกลาง อาจถึงเวลาที่ต้องทบทวนพอร์ตอย่างจริงจัง
สุดท้ายแล้ว สงครามระหว่างคริปโตเอกชนกับธนาคารกลาง ยังไม่จบ มันเพิ่งจะเริ่มต้นจริงๆ ในวันที่ Panetta นั่งลงบนเก้าอี้ประธาน BIS
เครดิตภาพจาก @BIS_org

