bitkub-banner

Harvard ลดถือ Bitcoin ETF 43% และขาย Ethereum ETF ทิ้งหมด $87 ล้าน

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Harvard Management Company ยื่นรายงาน 13F ต่อ ก.ล.ต. สหรัฐฯ เมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2569 เปิดเผยว่าลดการถือครอง Bitcoin ETF (IBIT) ลงราว 43% ในไตรมาส 1/2569
  • กองทุนความมั่งคั่งของมหาวิทยาลัย Harvard ขายหุ้น Ethereum ETF (ETHA) ของ BlackRock ออกทั้งหมด ซึ่งมีมูลค่าราว $86.8 ล้านดอลลาร์ ณ สิ้นไตรมาส 4/2568
  • ณ วันที่ 31 มี.ค. 2569 Harvard ยังคงถือ IBIT อยู่ 3,044,612 หุ้น มูลค่าราว $117 ล้านดอลลาร์ แต่ Bitcoin ไม่ติดอยู่ในการถือครองใหญ่สุดอีกต่อไป

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Bearish

การที่สถาบันการศึกษาชั้นนำอย่าง Harvard ลดสัดส่วนการถือครอง Bitcoin ETF อย่างมีนัยสำคัญและถอนเงินออกจาก Ethereum ETF ทั้งหมดนั้น เป็นสัญญาณที่ไม่เป็นบวกต่อความเชื่อมั่นในตลาดคริปโต โดยเฉพาะในแง่ของมุมมองสถาบันระยะกลาง อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อราคาโดยตรงอาจจำกัด เนื่องจากข้อมูลนี้เป็นการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นไปแล้วตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี

กองทุนบริหารความมั่งคั่งของมหาวิทยาลัย Harvard หรือ Harvard Management Company (HMC) ยื่นรายงาน 13F ต่อ ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) เมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2569 เปิดเผยข้อมูลการถือครองสินทรัพย์ ณ วันที่ 31 มี.ค. 2569 ซึ่งแสดงให้เห็นว่า HMC ลดการถือครอง iShares Bitcoin Trust ETF (IBIT) ของ BlackRock ลงราว 43% ในไตรมาสแรกของปี 2569 และขายหุ้น iShares Ethereum Trust ETF (ETHA) ออกทั้งหมด ตามรายงานจาก Coin Bureau ปัจจุบัน HMC ยังคงถือ IBIT อยู่ 3,044,612 หุ้น คิดเป็นมูลค่าประมาณ $117 ล้านดอลลาร์ ลดลงจาก 5.35 ล้านหุ้นที่ถือไว้ ณ สิ้นปี 2568

จาก Ethereum ETF ใหม่ สู่การถอนเงินออกทั้งหมดในไตรมาสเดียว

น่าสังเกตว่า HMC เพิ่งเข้าซื้อ Ethereum ETF เป็นครั้งแรกในไตรมาส 4/2568 โดยซื้อหุ้น ETHA ของ BlackRock จำนวน 3.87 ล้านหุ้น มูลค่าราว $86.8 ล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นการเปิดรับความเสี่ยงต่อ Ethereum ผ่านกองทุน ETF ครั้งแรกที่เปิดเผยต่อสาธารณะ แต่ในไตรมาสถัดมา กองทุนกลับขายออกทั้งหมดโดยไม่เหลือการถือครองแม้แต่หุ้นเดียว การเคลื่อนไหวแบบ “เข้าเร็ว ออกเร็ว” เช่นนี้สะท้อนถึงการปรับพอร์ตที่อาจเกิดจากการทบทวนมุมมองต่อ Ethereum ในฐานะสินทรัพย์ลงทุนระยะกลาง

สำหรับ Bitcoin ETF นั้น HMC มีประวัติการลดสัดส่วนอย่างต่อเนื่อง โดยในไตรมาส 4/2568 ก็ได้ลด IBIT ไปแล้ว 21% จากระดับ 6.81 ล้านหุ้นในไตรมาส 3/2568 และมาลดอีก 43% ในไตรมาส 1/2569 ทำให้โดยรวมแล้ว Harvard ลดการถือครอง Bitcoin ETF ลงไปมากกว่าครึ่งหนึ่งจากจุดสูงสุด ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า BlackRock IBIT เงินไหลออก $136 ล้าน ซึ่งสอดรับกับภาพรวมที่นักลงทุนสถาบันบางส่วนกำลังปรับลดความเสี่ยงในสินทรัพย์คริปโต

Bitcoin ร่วงออกจากการถือครองหลักของ Harvard แล้ว

ผลจากการลดสัดส่วนอย่างต่อเนื่อง Bitcoin ETF ไม่ติดอยู่ในรายการสินทรัพย์ที่ HMC ถือครองมากที่สุดอีกต่อไป โดยถูกแซงหน้าโดยหุ้นของ Taiwan Semiconductor, Alphabet, Microsoft และ SPDR Gold Trust ซึ่งสะท้อนว่ากองทุนกำลังหันกลับมาให้น้ำหนักกับสินทรัพย์กระแสหลักมากขึ้น ทั้งนี้ ราคา Bitcoin ในปัจจุบันอยู่ที่ราว $77,755 ดอลลาร์ ขณะที่ Ethereum อยู่ที่ราว $2,170 ดอลลาร์

ควรระลึกว่ารายงาน 13F ครอบคลุมเฉพาะสถานะ Long ในหุ้นสหรัฐฯ และสินทรัพย์บางประเภทเท่านั้น ไม่รวมการลงทุนในสินทรัพย์ส่วนตัว สถานะ Short หรือการถือครองในตลาดนอกสหรัฐฯ ดังนั้น การรายงานนี้จึงอาจไม่ครอบคลุมความเสี่ยงต่อคริปโตของ Harvard ทั้งหมด เป็นไปได้ว่ากองทุนอาจมีการลงทุนในช่องทางอื่นที่ไม่ถูกเปิดเผยสู่สาธารณะ


ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าการเคลื่อนไหวของ Harvard ครั้งนี้น่าจับตาเป็นพิเศษ เพราะไม่ใช่แค่การลดลงเล็กน้อย แต่คือการออกจาก Ethereum ETF ทั้งหมดในไตรมาสเดียวกับที่เพิ่งเข้าซื้อมาครั้งแรก ซึ่งฟังดูเหมือนการตัดสินใจที่รวดเร็วผิดปกติสำหรับสถาบันการศึกษาที่โดยปกติลงทุนแบบระยะยาว อาจเป็นสัญญาณว่า ETH ยังไม่ผ่านเกณฑ์ภายในของกองทุนในฐานะสินทรัพย์ที่ถือระยะกลาง สิ่งที่ผู้เขียนอยากให้จับตาคือว่าสถาบันใหญ่รายอื่นจะปรับพอร์ตในทิศทางเดียวกันไหมในรายงาน 13F รอบต่อไป ถ้ามีหลายรายทำแบบนี้พร้อมกัน อาจกดดันราคา ETH ได้ในระยะสั้น

ที่มา: @coinbureau

ภาพจาก AI