bitkub-banner

สื่อตั้งคำถาม Bitcoin กำลังกลายเป็นตลาดที่มีผู้ซื้อรายใหญ่เพียงรายเดียวหรือไม่ ?

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • วงการการเงินตั้งข้อสังเกตพฤติกรรมราคา Bitcoin ในปี 2569 ที่กำลังถูกพยุงไว้ด้วยแรงซื้อจากบริษัท Strategy ของ Michael Saylor เพียงแห่งเดียว ท่ามกลางกระแสเงินทุนจากฝั่งนักลงทุนรายย่อยและกองทุนรวมดัชนีที่ซบเซาลงอย่างเห็นได้ชัด
  • บริษัท Strategy กวาดซื้อ Bitcoin ไปแล้วกว่า 171,238 BTC ตั้งแต่ต้นปี สูงกว่าปริมาณเหรียญ Bitcoin ที่ขุดได้ใหม่ทั่วโลกถึง 2 เท่า โดยใช้กลไกการออกหุ้นกู้สัญญาระยะยาวระดมทุนมาช้อนซื้อในตลาด ส่งผลให้มีสัดส่วนเม็ดเงินฝั่งซื้อสูงถึง 70% ของระบบ
  • นักวิเคราะห์เตือน สภาวะการกระจุกตัวสร้างความเสี่ยงต่อตลาด หากราคา Bitcoin ร่วงลงต่ำกว่าต้นทุนเฉลี่ย Bitcoin ของบริษัทที่ 75,700 ดอลลาร์ เนื่องจากอาจเกิดวงจรสะท้อนกลับในด้านลบ และซ้ำร้ายผู้บริหารยังเริ่มมีแนวคิดพิจารณาแบ่งขาย Bitcoin ในอนาคต

แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา: Neutral 

การพึ่งพาแรงซื้อจากองค์กรเดียวในสเกลที่สูงถึง 70% ของตลาด สร้างสภาวะสมดุลที่เปราะบางให้กับราคา Bitcoin  ในแง่หนึ่ง แต่เม็ดเงินมหาศาลนี้ ก็ช่วยทำหน้าที่เป็นกำแพงสกัดกั้นไม่ให้ราคา Bitcoin ดิ่งลงลึก ในช่วงที่นักลงทุนรายย่อยย้ายเงินหนีไปเข้าตลาดหุ้นเทคโนโลยี 

ถ้าเราย้อนดูประวัติศาสตร์ของ Bitcoin ที่ผ่านมา จะเห็นเลยว่ากลุ่มคนที่เข้ามาไล่ราคาในตลาดนั้นหลากหลายมาก มีทั้งพวกสายอุดมการณ์ นักเก็งกำไรสายซิ่ง นักขุดเหรียญยุคบุกเบิก หรือแม้แต่กองทุนสถาบันยักษ์ใหญ่ที่เข้ามาเก็บเพื่อกระจายความเสี่ยง ทำให้แรงซื้อในอดีตค่อนข้างกระจัดกระจายและเดาทิศทางได้ยาก 

แต่พอตัดภาพมาที่ปัจจุบัน สถานการณ์กลับไม่ได้เป็นแบบนั้นอีกต่อไปแล้ว เพราะตอนนี้ราคา Bitcoin แกว่งตัวอยู่เหนือระดับ 76,000 ดอลลาร์ ซึ่งร่วงลงมาจากจุดสูงสุดในปีก่อนหน้าเกือบ 30% และสิ่งเดียวที่ช่วยยื้อไม่ให้ราคาดิ่งลงเหวคือ Strategy บริษัทเพียงแห่งเดียวที่เข้ามาไล่ช้อนซื้อในสเกลที่ใหญ่ที่สุดแบบที่ไม่เคยมีปรากฏมาก่อนในโลกคริปโต

ปัจจุบัน Strategy ภายใต้การกุมบังเหียนของ Michael Saylor ได้เดินหน้ากวาด Bitcoin เข้ากระเป๋าไปแล้วถึง 171,238 BTC ตัวเลขนี้มันน่าทึ่งตรงที่มันสูงกว่าจำนวนเหรียญใหม่ที่นักขุดทั่วโลกผลิตขึ้นมารวมกันในช่วงเวลาเดียวกันซะอีก ซึ่งนักขุดทั้งโลกทำได้แค่ราว ๆ 62,000 BTC เท่านั้น 

ยิ่งไปกว่านั้น รายงานจาก 10x Research ยังประเมินว่า เม็ดเงินฝั่งซื้อของบริษัท Strategy แห่งเดียว คิดเป็นสัดส่วนสูงถึงประมาณ 70% ของมูลค่าการซื้อขาย Bitcoin ทั้งหมดในตลาด ซึ่งครอบคลุมไปยันตลาด Stablecoins และตลาดฟิวเจอรส์

ด้วยเหตุนี้ เหล่านักวิเคราะห์เลยพากันออกมาเตือนสติว่า ถ้าใครกำลังนั่งดูราคา Bitcoin โดยเอาแต่นั่งเฝ้าข่าวเศรษฐกิจโลก รอฟังคำแถลงของเฟด หรือมัวแต่นั่งส่องวอลลุ่มกองทุน Spot Bitcoin ETF เพียงอย่างเดียว แสดงว่าคุณกำลัง “นั่งโฟกัสผิดจุด” เพราะแรงขับเคลื่อนหลักที่กำหนดทิศทางราคาในนาทีนี้ไม่ได้มาจากปัจจัยภายนอกเหล่านั้นเลย แต่มาจากกิจกรรมการกว้านซื้อเหรียญอย่างบ้าคลั่งของบริษัทยักษ์ใหญ่ตัวจริงอย่าง Strategy ต่างหาก 

สำหรับกลไกเบื้องหลังของแผนนี้ ความล้ำอยู่ตรงที่ Strategy หาเงินมาซื้อ Bitcoin ผ่านการออกหุ้นบุริมสิทธิถาวรที่ชื่อว่า STRC แล้วใช้ไม้เด็ดล่อนักลงทุนด้วยการจ่ายเงินปันผลเป็นเงินสดสูงถึง 11.5% ต่อปี ซึ่งในแต่ละเดือน จะมีการล็อกรายชื่อผู้ได้สิทธิ์ปันผล อยู่แถว ๆ วันที่ 15 ทำให้ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ก่อนจะถึงวันนั้น นักลงทุนจะพากันเข้ามาไล่ซื้อหุ้น STRC กันอย่างคึกคักเพื่อรอรับเงิน จนดันราคาหุ้นให้พุ่งสูงขึ้นเข้าใกล้ราคาหน้าตั๋วที่ 100 ดอลลาร์ 

พอราคาหุ้นฟื้นตัวขึ้นมาในจังหวะนี้เอง Strategy ก็จะสบโอกาสออกขายหุ้น STRC ชุดใหม่เข้าสู่ตลาดเพื่อระดมทุนเพิ่มทันที แล้วนำรายได้ทั้งหมดไปกวาดซื้อ Bitcoin ในตลาดสปอตแบบต่อไม่หยุดยั้ง แต่พอผ่านพ้นเส้นตายวันที่ 15 ของเดือนไปแล้ว ราคาหุ้น STRC ก็จะเริ่มซึมลง แรงซื้อ Bitcoin ในตลาดก็ชะลอตัวตามไปด้วย ก่อนที่ลูปการไล่ซื้อนี้จะกลับมาวนใหม่อีกครั้งในเดือนถัดไป โดยล่าสุดหุ้น STRC มีราคาซื้อขายกันอยู่แถว ๆ 99.28 ดอลลาร์เมื่อวันพุธที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่าวัฏจักรการช้อนซื้อ Bitcoin ของพวกเขายังคงดำเนินไปตามแผนนี้เป๊ะ ๆ 

เมื่อกลยุทธ์ทางการเงิน เข้ามาแทนที่แรงซื้อจริงในตลาด 

นักวิเคราะห์จาก TD Cowen เผยตัวเลขที่น่าตกใจว่า ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา บริษัท Strategy เพียงแห่งเดียวครองวอลลุ่มซื้อขาย Bitcoin ในตลาดสูงถึง 12% และบางสัปดาห์พุ่งเกิน 20% ด้วยซ้ำ 

สอดคล้องกับมุมมองของ Markus Thielen ซีอีโอของ 10x Research ที่ชี้ว่า ในขณะที่เม็ดเงินในกองทุน ETF, สัญญาฟิวเจอร์ส หรือฝั่ง Stablecoins แทบจะไม่มีการเติบโตเลยในปีนี้ แต่ Strategy กลับยังเดินหน้ากวาดซื้อเหรียญด้วยความเร็วเท่าปีที่แล้วที่ควักเงินไปถล่มตลาดเกือบ 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ 

สิ่งนี้พิสูจน์ชัดเจนว่า แรงผลักดันราคาในปัจจุบันไม่ได้เกิดจากผู้เล่นแห่เข้ามาลงทุนตามธรรมชาติ แต่มาจากกลยุทธ์ทางการเงินของพวกเขาที่ออกหุ้น STRC มาล่อใจนักลงทุน เพื่อปั๊มเงินไปไล่ซื้อ Bitcoin ในตลาดสปอตนั่นเอง

ความน่ากลัวอยู่ตรงที่ ปัจจัยหนุนรอบตัวในตลาดกำลังล่มสลายลงอย่างเงียบ ๆ กระแสเงินทุนที่เคยไหลเข้ากองทุน Spot ETF ในสหรัฐฯ ซึ่งเคยเป็นพระเอกของปี 2024 เริ่มแผ่วลงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว 

พวกกองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่เคยเข้ามาทำกำไรจากส่วนต่างราคาก็พากันถอนตัวเพราะค่าพรีเมียมหดหาย ขณะที่นักลงทุนรายย่อยก็หายไปจากระบบเกือบหมด ตัวอย่างชัดเจนคือ ตลาดเกาหลีใต้ที่วอลลุ่มดิ่งเหว เพราะคนย้ายเงินไปเก็งกำไรในหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ที่บวกแรงกว่า 150% ในรอบปีแทน 

ยิ่งไปกว่านั้น แม้กระทั่งกลุ่มนักขุดเหรียญที่เคยเป็นสายถือยาวในอดีต ก็เปลี่ยนพฤติกรรมเป็นขุดได้เท่าไหร่เทขายเกลี้ยงทันที เพื่อเอาเงินสดไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานรองรับระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) แทน

เมื่อทริกอุ้มราคา อาจกลายเป็นชนวนทุบตลาด 

สภาวะทั้งหมดนี้นำไปสู่คำถามสำคัญระดับมหภาค จะเกิดอะไรขึ้นกับสินทรัพย์ที่มีมูลค่าตลาดสูงถึง 1.5 ล้านล้านดอลลาร์หากกลไกเพียงหนึ่งเดียวที่คอยค้ำจุนมันอยู่เกิดสะดุดลง 

ปัจจุบันต้นทุนเฉลี่ยของ Bitcoin ในมือ Strategy อยู่ที่ประมาณ 75,700 ดอลลาร์ ซึ่งสูงเกือบเท่าราคาตลาดตอนนี้ แปลว่าเบาะรองรับความเสี่ยงนั้นบางเฉียบมาก หากราคา Bitcoin ร่วงหลุดต่ำกว่าทุนเมื่อไหร่ มันจะไม่ใช่แค่ทำให้งบดุลของบริษัทพัง แต่จะทำลายความเชื่อมั่นในหุ้น STRC จนระบบปั๊มเงินระดมทุนต้องปิดตัวลง และเมื่อแรงซื้อก้อนใหญ่ที่สุดหายไป วงจรสะท้อนกลับที่เคยลากราคาให้พุ่งทะยาน ก็พร้อมจะทำงานกลับด้านและทุบราคา Bitcoin ให้ดิ่งลงเหวได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน

จุดที่ทำให้ตลาดเริ่มกังวลคือ สัญญาณล่าสุดจากผู้บริหารที่เปรียบเทียบโมเดลธุรกิจของตัวเองเป็นเหมือนนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และเริ่มแย้มว่า อาจมีความจำเป็นต้องแบ่งขาย Bitcoin ออกมาบางส่วนในอนาคต เพื่อนำเงินมาจ่ายปันผลหรือบริหารโครงสร้างทุน 

แม้นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่จะมองว่าปริมาณการขายเพื่อวัตถุประสงค์เหล่านี้จะมีจำนวนน้อยมาก ๆ แต่สำหรับฝั่งที่ไม่ไว้วางใจตลาด ย่อมมองว่านี่คือความเสี่ยงขั้นรุนแรง เพราะตลาด Bitcoin ที่เคยมีแหล่งความต้องการซื้อกระจายตัวอยู่ทั่วโลก บัดนี้กลับถูกบีบจนเหลือเพียงรายเดียวที่กลายเป็นผู้ชี้ชะตาราคา ฺBitcoin ในปัจจุบัน

ที่มา : moneyweb


มุมมองผู้เขียน : การที่สัดส่วนแรงซื้อ Bitcoin กระจุกตัวอยู่ที่คนๆ เดียวถึง 70% ถือเป็นความเสี่ยงเชิงระบบที่น่ากลัวมาก เพราะถ้าวันใดวันหนึ่งหุ้น STRC เสื่อมความนิยม หรือ Saylor เกิดเปลี่ยนใจขายเหรียญ Bitcoin  เพื่อปรับโครงสร้างทุนขึ้นมาจริงๆ ตลาดคริปโตที่ไม่มีรายย่อยคอยพยุงในเวลานี้ อาจจะเจอกับแรงกระแทกครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ได้เลยทีเดียว