สรุปข่าว
- Nano Banc ธนาคารในเมือง Irvine รัฐแคลิฟอร์เนีย ถูกหน่วยงานกำกับดูแลของรัฐสั่งปิดเมื่อวันศุกร์ที่ 25 ก.ย. ที่ผ่านมา กลายเป็นธนาคารสหรัฐฯ ที่ล้มเป็นรายที่ 6 ของปี 2569
- สาเหตุหลักคือหนี้เสียจากสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ (CRE) ที่พุ่งจากราว 1.8% ในต้นปี 2568 ไปแตะกว่า 28% ในไตรมาสแรกของปี 2569 บวกกับปัญหาการบริหารจัดการที่สะสมมาหลายปี
- FDIC จับมือ Sunwest Bank เข้าซื้อกิจการ รับโอนเงินฝากทั้งหมด ผู้ฝากเงินไม่เสียหายแม้แต่บาทเดียว และสาขาจะเปิดทำการตามปกติในวันจันทร์ที่ 28 ก.ย. นี้
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Neutral
ข้อมูลจากราคาตลาดล่าสุดพบว่า Bitcoin และ Ethereum แทบไม่ขยับจากข่าวนี้ เนื่องจาก Nano Banc เป็นธนาคารขนาดเล็กเพียงสาขาเดียว มูลค่าสินทรัพย์ราว $736 ล้าน และจำนวนธนาคารที่มีปัญหาทั่วสหรัฐฯ ในไตรมาส 2 ปี 2569 กลับลดลงเหลือ 47 แห่ง ซึ่งยังอยู่ในระดับปกติทางประวัติศาสตร์ ไม่มีสัญญาณวิกฤตระบบธนาคารเป็นวงกว้าง
ตามรายงานจาก Bull Theory เมื่อคืนวันที่ 27 ก.ย. 2569 ระบุว่า Nano Banc ธนาคารในเมือง Irvine รัฐแคลิฟอร์เนีย ได้กลายเป็นธนาคารสหรัฐฯ แห่งที่ 6 ที่ล้มในปีนี้ โดยจากการตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมพบว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจริงตั้งแต่วันศุกร์ที่ 25 ก.ย. ที่ผ่านมา ไม่ใช่เหตุการณ์ใหม่ในวันนี้ตามที่โพสต์ระบุ หน่วยงานกำกับดูแลสถาบันการเงินของรัฐแคลิฟอร์เนีย (DFPI) เป็นผู้สั่งปิดกิจการ และแต่งตั้งให้ FDIC เข้าเป็นผู้รับช่วงดูแลทรัพย์สิน ก่อนที่ Sunwest Bank ธนาคารจากรัฐยูทาห์ จะเข้าซื้อกิจการและรับโอนเงินฝากเกือบทั้งหมดไป ล่าสุดสาขาเดียวของ Nano Banc ที่เมือง Irvine เตรียมเปิดทำการอีกครั้งในเช้าวันจันทร์ที่ 28 ก.ย. นี้ในฐานะสาขาของ Sunwest Bank
หนี้เสียอสังหาฯ พุ่งกว่า 28% แต่ไม่ใช่สาเหตุเดียว
ข้อมูลจาก FDIC ระบุว่า ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2569 Nano Banc มีสินทรัพย์รวมประมาณ $736 ล้าน และเงินฝากรวมราว $686 ล้าน โดยสัดส่วนหนี้เสีย (nonperforming loan ratio) ของธนาคารพุ่งจากราว 1.8% ในต้นปี 2568 ขึ้นมาอยู่ที่กว่า 28% ในไตรมาสแรกของปี 2569 ซึ่งส่วนใหญ่มาจากสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ (CRE) ที่ธนาคารปล่อยกู้อย่างเข้มข้นมาตั้งแต่ก่อตั้งในปี 2561
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเชิงลึกยังชี้ว่าสาเหตุหลักที่ทำให้ DFPI ตัดสินใจเข้าควบคุมกิจการไม่ได้มีแค่หนี้เสียเท่านั้น แต่ยังรวมถึงปัญหาการบริหารจัดการที่สะสมมานานหลายปี ทั้งการเปลี่ยนตัวผู้บริหารและกรรมการโดยไม่ได้รับอนุมัติ และการที่ธนาคารไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเพิ่มทุนสำรองตามกฎระเบียบที่ DFPI ออกมาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 หลังจากธนาคารขาดทุนสุทธิราว $75.3 ล้านในปี 2568 นอกจากนี้ในเดือนพฤศจิกายน 2567 ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ยังเคยสั่งแบนอดีตซีอีโอชั่วคราวและกรรมการคนหนึ่งของ Nano Banc ออกจากวงการธนาคารถาวร จากกรณีทุจริตเงินกู้ช่วยเหลือธุรกิจในช่วงโควิด-19
ผู้ฝากเงินไม่เสียหาย จำนวนธนาคารมีปัญหายังอยู่ในระดับปกติ
แม้ Nano Banc จะกลายเป็นธนาคารสหรัฐฯ ล้มรายที่ 6 ของปี 2569 ต่อจาก 5 รายก่อนหน้า ได้แก่ สถาบันการเงินในเดือนมกราคมและพฤษภาคม รวมถึง Kentland Federal Savings and Loan Association, Small Business Bank และ Tioga-Franklin Savings Bank แต่ FDIC ระบุว่าผู้ฝากเงินของ Nano Banc ไม่มีใครสูญเสียเงินแม้แต่บาทเดียว เนื่องจาก Sunwest Bank รับโอนเงินฝากทั้งหมดไปดูแล โดย FDIC ประเมินเบื้องต้นว่าการล้มครั้งนี้จะสร้างความเสียหายต่อกองทุนประกันเงินฝาก (DIF) ราว $114 ล้าน
ที่สำคัญกว่านั้นคือข้อมูลของ FDIC ในไตรมาส 2 ปี 2569 ชี้ว่าจำนวนธนาคารที่ถูกจัดว่า “มีปัญหา” ทั่วสหรัฐฯ กลับลดลง 7 แห่ง เหลือเพียง 47 แห่ง หรือคิดเป็นสัดส่วนเพียง 1.1% ของธนาคารที่ได้รับการคุ้มครองโดย FDIC ทั้งหมด ซึ่งยังอยู่ในระดับปกติทางประวัติศาสตร์ ไม่มีข้อมูลเชิงประจักษ์ที่เชื่อมโยงการล้มของ Nano Banc กับวิกฤตระบบธนาคารในวงกว้างแบบที่เคยเกิดขึ้นกับ Silicon Valley Bank และ Signature Bank ในปี 2566
ส่วนตัวผมมองว่าโพสต์ต้นทางที่บอกว่า “เป็นข่าวด่วน” นั้นค่อนข้างสร้างความตื่นตระหนกเกินจริง เพราะจริง ๆ แล้ว Nano Banc ถูกปิดไปตั้งแต่วันศุกร์ที่ผ่านมา และเป็นแค่ธนาคารชุมชนขนาดเล็กสาขาเดียวที่มีปัญหาการบริหารจัดการสะสมมานานหลายปี ไม่ใช่สัญญาณของวิกฤตระบบธนาคารแบบปี 2566 ที่ลุกลามไปยังธนาคารขนาดใหญ่ ยิ่งไปกว่านั้นตัวเลขจำนวนธนาคารมีปัญหาทั่วประเทศก็ยังลดลง ไม่ได้เพิ่มขึ้นตามที่หลายคนกลัวกัน สิ่งที่น่าจับตาจริง ๆ มากกว่าคือสถานการณ์สินเชื่ออสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ในภาพรวมของสหรัฐฯ ว่าจะลามไปกระทบธนาคารขนาดกลางแห่งอื่น ๆ อีกหรือไม่ในช่วงที่เหลือของปีนี้
ที่มา: @BullTheoryio
ภาพจาก AI

