bitkub-banner

คุ้มไหมที่จะเสี่ยง? สิ่งที่ต้องรู้ก่อนลงทุนในโทเค็นคาร์บอนเครดิตรายแรกของไทย

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00

ถ้าพูดถึงเทรนด์การลงทุนที่มาแรงที่สุดในยุคนี้คงหนีไม่พ้นเรื่องความยั่งยืนและสินทรัพย์ดิจิทัล หลายคนคงสงสัยว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากสองสิ่งนี้โคจรมาพบกันในประเทศไทย 

ล่าสุดเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคมที่ผ่านมา ทางสยามบล็อกเชนได้ไปร่วมงานเปิดตัว Blu Green Token โทเคนเพื่อการลงทุนสีเขียวเหรียญแรกของไทย โปรเจกต์นี้ตั้งเป้าเชื่อมโยงโลกการเงินเข้ากับการอนุรักษ์ธรรมชาติ โดยเน้นการปลูกป่าชายเลนเพื่อสร้างมูลค่าจากคาร์บอนเครดิต 

ภายในงานมีการนำเสนอข้อมูลสำคัญสำหรับนักลงทุนอย่างครบถ้วน ทั้งวิสัยทัศน์ โครงสร้างโปรเจกต์ และพันธมิตรทางธุรกิจ รวมถึงการเน้นย้ำบทบาทของโทเคนในการขับเคลื่อนนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศและความยั่งยืนของประเทศ 

และไฮไลต์สำคัญคือ ช่วงตอบคำถามที่นำโดยคุณฐกร รัตนกมลพร และคุณชัยทัด กุลโชควาณิช สองผู้บริหารจาก DITTO และ STCT ร่วมกับคุณวันรบ บุญธรรม จาก Token X ที่มาช่วยคลายข้อสงสัยและเจาะลึกถึงทิศทางในอนาคตของโปรเจกต์นี้ 

แน่นอนว่าการลงทุนทุกรูปแบบย่อมมีความเสี่ยงควบคู่มาเสมอ คำถามสำคัญสำหรับนักลงทุนคือ โปรเจกต์นี้มีความคุ้มค่ามากน้อยแค่ไหน บทความนี้จะพาทุกท่านไปเจาะลึกข้อมูลที่จำเป็นต้องรู้เพื่อประเมินอนาคตของโทเคนตัวนี้ว่ามีอะไรบ้าง

คำถาม :  ราคาของคาร์บอนเครดิตอิงจากที่ไหน องค์กรไหน  Market Price ดูจากที่ไหน แล้ว 400,000 ตัน เอาไปขายให้ใคร ? ราคาที่เขาขายคือ ราคาที่ DITTO ขาย ออกไปใช่ไหม แล้วนี่จะเป็นตัวเลขที่สะท้อนกลับมาเป็นกำไรใช่มั้ย ?

คุณวัลลภ บุญธรรม :  ราคาคาร์บอนเครดิต จริง ๆ คาร์บอนเครดิตมีหลาย standard นะครับ Standard ที่เราขึ้นทะเบียนสำหรับโครงการคือ Standard ของประเทศไทยเรียกว่า Standard T-VER Premium โดยเรามี Register คือ องค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)  หรือ อบก.  

ดังนั้นราคาที่ซื้อขายตรงเนี้ย วันนี้เปิดเว็บไซต์ของอบก. ท่านจะเจอราคาซื้อขายคาร์บอนเครดิตในแต่ละเทคโนโลยี มีหลายเทคโนโลยีเลย ซึ่งป่าไม้เป็นหนึ่งในนั้น  มี Reference Price ตรงนั้น ผมว่าน่าจะเป็น Reference Source ที่เดียวครับ

เรียกว่ามันยังไม่ได้มี Marketplace อย่างตลาดทรัพย์ หรืออะไรก็แล้วแต่ เปิดเว็บอบก.เจอเลย  แต่ว่าอย่างที่บอก พอเป็น OTC Market ยังไม่ได้มีสภาพคล่องมากนัก มันอาจจะเหวี่ยงหน่อย หมายความว่า ปริมาณซื้อขายจะไม่เยอะ แล้วราคาอาจจะไม่ใช่ราคาเดี่ยว มันอาจจะปรับไปตามกลไก Demand & Supply หรือการต่อรอง

คำถาม : ด้านผลตอบแทนผู้ลงทุนขึ้นกับคาร์บอนเครดิตที่ขายใช่ไหม แล้วขายใคร  ?

คุณวัลลภ บุญธรรม  : หลังจากที่ผ่านขั้นตอนการรับรองคาร์บอนเครดิตแล้ว เราเชื่อว่าแนวโน้มราคาตลาด ณ วันนั้นจะมีความชัดเจนมากขึ้น สิ่งที่ DITTO จะทำคือไม่ใช่นึกอยากขายราคาเท่าไหร่ก็ขายได้ เพราะในเอกสารระบุเงื่อนไขไว้ชัดเจนเลยว่า จะต้องอ้างอิงจากราคาตลาดเสมอ พูดง่ายๆ คือถ้ามีแหล่งราคาอ้างอิงที่เชื่อถือได้ก็ต้องอิงตามราคานั้น หากไม่มีก็ต้องไปรวบรวมใบเสนอราคามาเปรียบเทียบให้ชัดเจน ทางบริษัทจะไม่นำคาร์บอนเครดิตไปขายแบบถูกๆ โดยไม่คำนึงถึงผลกำไรสูงสุดของผู้ลงทุนอย่างแน่นอนครับ

ส่วนคำถามที่ว่าใครคือกลุ่มผู้ซื้อหลัก คำตอบคือเน้นไปที่กลุ่มองค์กรธุรกิจครับ แม้ในปัจจุบันเราอาจจะยังเห็นแค่กลุ่มบริษัทระดับ SSET50 เป็นหลัก แต่คาดว่าภายในปี 2030 แนวโน้มความต้องการจะขยายวงกว้างไปถึงกลุ่มธุรกิจ SME และบริษัทขนาดเล็กด้วย เพราะทุกธุรกิจล้วนมีการปล่อยคาร์บอน ยิ่งในอนาคตหากมีการบังคับใช้โควตา หรือบริษัทไหนที่ต้องส่งออกสินค้าไปต่างประเทศและจำเป็นต้องประเมินคาร์บอนฟุตพรินต์ องค์กรเหล่านี้แหละครับที่จะกลายมาเป็นกลุ่มผู้ซื้อที่มีศักยภาพสำหรับคาร์บอนเครดิตของ DITTO ในอนาคต

คำถาม :  ใครเป็นคนตัดสินใจว่า จะขายที่ราคาไหน ?

คุณวัลลภ บุญธรรม  : ทางบริษัทจะเป็นผู้ตัดสินใจและเป็นตัวแทนในการเจรจาซื้อขายครับ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถตั้งราคาขายเท่าไหร่ก็ได้ เพราะราคาขายจะต้องอ้างอิงตามกลไกตลาด และต้องเป็นราคาที่สามารถสร้างผลตอบแทนสูงสุดให้กับผู้ลงทุนในเวลานั้น 

คุณชัยทัด กุลโชควาณิช : สัดส่วนคาร์บอนเครดิตส่วนใหญ่ยังคงอยู่กับทางบริษัท ปริมาณ 400,000 ตันที่นำมาทำโครงการนี้เป็นเพียงสัดส่วนเล็กน้อยเท่านั้น ดังนั้นเป้าหมายสำคัญของบริษัทคือการขายให้ได้ราคาดีที่สุดในอีก 7 ปีข้างหน้า เพราะหากบริษัทนำไปขายในราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาด ผลกระทบจะสะท้อนกลับมาสร้างความเสียหายต่อพอร์ตหลักที่มีปริมาณนับล้านตันต่อปีอย่างมหาศาล 

ด้วยเหตุผลนี้ ทางบริษัทจึงไม่มีทางยอมขายคาร์บอนเครดิตในราคาที่ต่ำกว่าตลาดอย่างแน่นอน ซึ่งจุดนี้ถือเป็นเครื่องการันตีสำคัญที่ช่วยให้นักลงทุนมั่นใจได้ว่า การประเมินราคาขายจะเป็นไปตามมาตรฐานตลาดอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ชัดเจนครับ 

คำถาม : ส่วนที่เป็นของเราเอง กับส่วนที่เป็นของเหรียญ กติกา ในการตัดสินใจขายเหมือนกันไหม มี Priority อะไรไหม ?

คุณชัยทัด กุลโชควาณิช : ก็ต้องให้ priority ของเหรียญคาร์บอนเครดิตที่อยู่ในโครงการเนี้ยขายก่อนแล้ว ต้องได้ราคาดีที่สุดก่อน 

คำถาม : ทำไม Blu ไม่มีตัว e?

คุณฐกร รัตนกมลพร  : สาเหตุที่เหรียญของเราใช้ชื่อว่า Blu โดยไม่มีตัวอีต่อท้าย เป็นเพราะนี่คือโทเคนสีเขียว และคำว่าบลูนั้นมีที่มาจากบลูคาร์บอน หากเราใช้คำว่าบลูและกรีนต่อกันตรงๆ อาจทำให้เกิดความสับสนต่อผู้ใช้งานได้ง่าย

ทางทีมงานจึงหารือกันและตัดสินใจตัดตัวอีออกเหลือเพียงคำว่า Blu ซึ่งยังคงสื่อถึงความเป็นบลูคาร์บอนและช่วยให้ผู้คนจดจำชื่อโปรเจกต์ได้ง่ายขึ้น แถมยังดูโดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

อีกหนึ่งเหตุผลสำคัญคือเรื่องของการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา เนื่องจากคำว่าบลูที่มีตัวอีนั้นถือเป็นคำศัพท์ทั่วไป ซึ่งตามหลักกฎหมายจะไม่สามารถนำไปจดลิขสิทธิ์ได้ การปรับเปลี่ยนตัวสะกดจึงช่วยแก้ปัญหานี้ได้ครับ

คำถาม :  บริษัทไม่ได้จำกัดพื้นที่ไร่ แต่จำกัดจากผลผลิตที่ 4 แสน ใช่ไหม?  คือจะกี่ไร่ก็แล้วแต่ แต่คือมีหน้าที่ผลิต 4 แสนนี้มาให้ แต่ถ้าผลิตไม่พอ เราจะเอาไปนอกเหนือจาก ใน 17,531.04  ไร่  มาอีกเพิ่มเติม ให้ครบ 4 แสน ?

คุณฐกร รัตนกมลพร  : ในความเข้าใจนี้ เข้าใจถูกต้องครับ แต่ในภาคปฏิบัติเนี่ย เราจำเป็นต้องมีสินทรัพย์อ้างอิงเพื่อยืนยันให้เห็นภาพชัดเจนว่าพื้นที่ป่าของเราตั้งอยู่ตรงไหน โดยเราได้กำหนดหมุดหมายและระบุพิกัดบนพื้นที่จริงไว้ทั้งหมด เพื่อให้ทุกคนสามารถลงพื้นที่เข้าไปตรวจสอบได้ 

สิ่งที่อยากเน้นย้ำคือ ณ วันที่เริ่มเปิดขายเหรียญ เราได้ดำเนินการปลูกป่าไปแล้วกว่าสองหมื่นไร่ นักลงทุนจึงไม่ต้องกังวลว่าจะต้องมาเริ่มนับหนึ่งใหม่ เพราะทางบริษัทได้ลงมือปลูกและวางรากฐานมานานกว่าสองปีแล้ว ทำให้นักลงทุนสามารถเข้ามาต่อยอดจากต้นไม้ที่เจริญเติบโตแล้วได้ทันทีครับ 

คำถาม :  วัดคาร์บอนเครดิตยังไง วิธี หลักการยังไง ?

คุณฐกร รัตนกมลพร  : ทางสยาม TC กับ ทาง DITTO เรามีทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม มาจากต่างประเทศ ซึ่งทาง ดร.สุพัฒนา จะช่วยตอบคำถามนี้

ดร. สุพัฒนา จาก DITTO  : คาร์บอนเครดิต คือ การเติบโตของต้นไม้ การที่ต้นไม้เก็บคาร์บอนไว้ในมวลไม้นะคะ ถ้าเป็นป่าโกงกางวิธีการวัดก็คือ ต้นไม้ปกติจะวัดเหนือพื้นดินขึ้นมา 1.3 เมตรนะคะ แต่ป่าโกงกางอยู่ในน้ำแล้ว ก็จะมีเรื่องของรากที่เป็นเหง้า เป็นโพรง จะมีการวัดเหนือจากตัวรากที่สูงสุด วัดเส้นผ่าศูนย์กลางของเนื้อไม้ แล้วก็วัดการเจริญเติบโต ความสูง

ซึ่งการวัด เราไม่ได้ไปวัดทั้ง 17,000 ไร่ เราจะมีการตีแปลงตัวอย่าง มีการแยกชั้นภูมิของต้นไม้ แยก classification ว่า ในกลุ่มที่หนาแน่น ทึบมาก ทึบน้อย ทึบปานกลาง ประเภทของป่า ป่าโกงกางแล้ว ก็แต่ละประเภทของตัวที่เป็นป่าชายเลน ก็จะแยกแล้วมีการวางแปลงตัวอย่างในแต่ละชั้นภูมิ ก็จะมีการวัด พื้นที่ตัวอย่างแล้วก็มาคำนวณตามสมการดูว่า การที่ต้นไม้โตเท่านี้สามารถเก็บคาร์บอนในเนื้อไม้ได้ เท่าไหร่ อันนี้คือ สิ่งที่เราไปประเมิน เป็นคาร์บอนเครดิตค่ะ

แต่ให้เห็นว่าป่าชายเลนนะ เหตุผลที่ได้มากกว่าป่าบก มันมีทั้งตัวเนื้อไม้แล้วก็ตัวเรื่องของดินด้วยค่ะ ถ้าอย่างตัวเลขที่เราใช้ ซึ่งจากการวิจัยของ ทช. ร่วมกับทาง อบก. ค่าที่เราวัดจากป่าชายเลนทั่วประเทศ แล้วก็เป็นตัวแทนในการคำนวณใน ตอนนี้ค่ะ ประมาณ 9.4 ตัน ต่อไร่ ซึ่งถ้าเทียบกับป่าบกที่เป็นไม้ยืนต้น จะอยู่ที่ประมาณ 0.95 หรือ 1 ตันต่อไร่ อันนี้เป็น สาเหตุว่า ทำไมเราถึงเรียกว่า บลูคาร์บอน ทำไมถึงเป็นป่าคุณภาพดีในขนาดพื้นที่เท่ากัน เก็บคาร์บอนได้เยอะกว่า

คำถาม : 17,531.04 ไร่ กับ คาร์บอนเครดิต 4 แสนตันเป็นสินทรัพย์อ้างอิง  ค่อนข้างแน่นอนไหมเอาทางทฤษฎีอย่างเดียว ?

ดร. สุพัฒนา จาก DITTO  : ถ้าทางทฤษฎีพื้นที่ที่ปลูก ก็จะมีการคิดอัตรารอดตายนะคะ แรงที่ผ่านอัตรารอดตาย คือ 80% ถ้าเราคิดขั้นต่ำของพื้นที่ 80% ของพื้นที่ ก็ง่าย ๆ คูณไป คูณไม่ทัน

แต่ถ้า 17,000 ไร่ค่ะ ถ้าตามตัวเลข คูณ 9.4 ก็จะเห็นว่า คาร์บอนเครดิตจะได้ปีละประมาณ 1 ล้านตัน ที่จะ 80% ก็จะอยู่ซักแบบ 900,000 , 700,000 ประมาณนะคะ ซึ่งก็จะเห็นว่า มันคือ เซฟไซค์ ตามที่ได้เรียนไปอยู่แล้วค่ะ

คำถาม :  Blu token เอาไปเทรดแลกกับคาร์บอนเครดิต ตัวมาตรฐานโลกได้ไหม

คุณวัลลภ บุญธรรม  : ผมอาจจะเข้าใจว่า วันนี้สมมุติท่านมีอยู่ 1 Blue Token มี 1,000 นึง ดีกว่า รวมเป็น 1 ตัน ใช่มั้ยครับ ท่านเดินไปแลกนะครับ เอา 1,000 เนี่ย เดินไปแลกกับคาร์บอนเครดิตจริง ๆ ที่เป็นมาตรฐานโลก เช่น Gold Standard ได้หรือไม่

คำตอบคือ แลกตรง ๆ ไม่ได้  ก็ต้องบอกว่า ตัว Token ที่เราดีไซน์ เหมือนที่ผมเรียนตอนต้น มันคือ Token เพื่อการลงทุน เป็นสิทธินะครับ ที่ท่านจะได้รับ กระแสเงินสด ที่ได้จากโครงการ อ้างอิง ซึ่งคือป่าชายเลน 17,531.04 ไร่  แม้แต่ตัว Token เองเนี่ย จะไปแลกเป็นคาร์บอนเครดิตทางตรงก็ทำไม่ได้ด้วยซ้ำ ดังนั้น ไปแลกคาร์บอนเครดิตตามมาตรฐานโลก เขาก็จะงงนะครับว่า ท่านถืออะไรมานะครับ

คุณชัยทัด กุลโชควาณิช  : ถ้า สมมุติ อัน นี้ in case นะ ฮะ ถ้าสมมุติว่า วันนึงมันครบ 7 ปี แล้วปรากฏว่า เราขายคาร์บอนเครดิตเราเนี่ยแหละในโครงการเราเนี่ย 400,000 ตัน แล้วก็มาแจกจ่าย ได้เงินกลับไป ผู้ถือเหรียญได้เงินกลับไปตามสัดส่วน แล้วคุณเอาเงินนั้น น่ะ คุณบอกว่า วันนั้นเนี่ยคุณขายคาร์บอนเครดิตนะ การเราได้ตันละ X บาท คุณได้ X บาท กลับไป คุณเอา X บาท กลับไปซื้อคาร์บอนเครดิตไม่ว่าจะ เป็น T-VER Premium T-VER หรือ Standard ได้ ซึ่งราคามันควรจะไปในทิศทางเดียวกัน  เพียงแต่ว่า เราอาจจะต้องเปลี่ยนเป็นเงินสดรอบนึง แล้วค่อยไปซื้อสินค้าตัวนั้นอีกทีนะครับ 

คำถาม :  ผลตอบแทน 3% จ่ายเมื่อครบ 7 ปีหรือไม่ ลักษณะการจ่าย เป็นยังไง ภาษี ณ ที่จ่ายเป็นยังไง 

คุณวัลลภ บุญธรรม  :  3% ทบต้นเนี่ย เราจะจ่ายต่อเมื่อครบ 7 ปี จริง ๆ ผมไม่ได้อยากจ่าย 3% ด้วยซ้ำ เพราะผมมั่นใจว่า ราคาคาร์บอนเครดิต มันไปมากกว่านั้น แปลว่าอะไร แปลว่า ถ้าคาร์บอนเครดิตมันไป x เท่านะครับ แล้ว เกิน ไอ้ตัว 3% ทบต้น ทบดอก  เมื่อกี้ตัวเลขมันน่าจะประมาณ 1,400 กว่าบาทนะต่อตัน  ถ้ามันเกินนั้นเนี่ย บริษัทคือ ไม่ต้องจ่าย 3% ละ เพราะ ราคาคาร์บอนเครดิต มัน cover เกินไปละ x เท่า คุณก็ได้ x เท่า ไปเลย

สิ่งที่บริษัทเสียคืออะไร แทนที่จะถือคาร์บอนเครดิตไว้ แล้วรอไปขาย x เท่า ก็ยอมขายที่ราคาปัจจุบัน 

ถ้าหากราคา คาร์บอนเครดิตสมมติ มันไม่ไปจริง ๆ อ่ะต่ำกว่า 1,200 ที่เราซื้อเนี่ย การันตี 3% ทบต้น 7 ปี ก็คือ ได้ 1,443 ก็คือ การันตีว่า ต่อให้มัน 1,200  1,100 หรือว่า เหลือ 50 บาท ท่านก็จะได้ 1,443 

คำถาม :  ผู้ลงทุน สามารถออกจากการลงทุนล่วงหน้าได้ไหม กรณีที่ถ้าถือไปแล้วอยู่ๆ อยากใช้เงิน ทำได้ไหม แล้วการไปเทรดในกระดานเทรดต่างประเทศ เป็นไปได้ไหม  

คุณวัลลภ บุญธรรม :  คำถามแรกก่อนนะครับ ก็อย่างที่บอกคือ จริง ๆ อ่ะ เข้าใจสำหรับบางคนเนาะ 7 ปี ก็ดูยาวนะครับ แต่เหตุผลมันมีจริง ๆ คือ มันเป็นเรื่องธรรมชาติ  ต่อให้สมมุติว่า เราทำ Product  สั้น ๆ ออกมา เราก็ไม่มั่น ใจหรอกว่า ตลาดวันนี้จะพร้อมรองรับ เราคิดว่าอีก 5 ปี 7 ปี คือ ระยะเวลาที่เหมาะสม 

ยาวหน่อย แต่ว่า ถ้าวันนี้อยากจะ exit นะ เราก็พยายามจะสร้างตลาดรองให้นะ จริง ๆ โครงการมีความตั้งใจไปเอา token เข้าไปในตลาดรองในประเทศก่อน ดังนั้นโครงการนี้ ก็เรียกว่า พิจารณาเอา Token ไปจดทะเบียน เพื่อถ้าผู้ลงทุน อยากจะซื้อเพิ่มหรือขายออกนะครับ ก็สามารถจะทำได้ในตลาดรอง

คุณวัลลภ บุญธรรม  :  ส่วนคำถามที่ 2 เอาไป ลิสต์ต่างประเทศได้มั้ย ก็ต้องบอกว่า จริง ๆ ไม่ได้มีใครห้าม จริง ๆ ต้องบอกว่า การ explore ไปลิสต์ต่างประเทศ ก็เป็นเรื่องที่ดี ให้นึกภาพ เรา เป็น คาร์บอนเครดิต Standard T-VER ประเทศ ไทย มันจะเท่มากเลย ถ้าเกิดเราเอาเรื่องนี้กระจายไปลิสต์ใน APC นะครับ

สิงค์โปร์ซึ่งเป็น potential buyer คือมันเป็น token ที่เป็นเพื่อการลงทุนนะ มันไม่ใช่มันไม่ใช่ เอามาแลก คาร์บอนเครดิต ทั้งนี้เพื่อเพิ่ม Awareness ให้ ไม่ใช่แค่คน ไทยรู้จัก คนสิงคโปร์ คนใน AaC รู้จัก 

ถามว่า ลิสต์ต่างประเทศ เป็นไปได้ไหม เป็นไปได้ แต่มันก็มี Condition หลายประการที่ต้องพิจารณา เช่น เราออกไซส์ 480 ล้านเองนะ ต่างประเทศอาจจะบอก โหคุณเล็กจังเลย อาจจะไม่รับนะครับ หรือว่าถ้าจะลิสต์เนี่ย มันก็ต้องเป็น Regulator exchange  เราคงไม่ได้เอาสิ่งนี้ไปลิสต์ที่ไหนก็ได้ ก็มีความเป็นไปได้ แต่ว่าก็เดี๋ยวต้องพิจารณาเพิ่มเติมนะ

คำถาม :  บริษัทจะเปิดเผยข้อมูลการเติบโตของป่า หรือสถานะคาร์บอนเครดิตแบบ Real-time บน Blockchain เพื่อให้ตรวจสอบได้ง่าย หรือไม่?

คุณฐกร รัตนกมลพร  : ตอนนี้ตามแผน เราก็จะเปิดเผย ปีนึงครั้งต่อครั้ง รายงานทุกไตรมาส  คิดว่า ปีนึงเผยแผนความคืบหน้าป่า แต่ในขณะเดียวกัน ตอนนี้เนี่ยเราพัฒนาเรื่องแพลตฟอร์มที่จะสามารถให้ทางนักลงทุนเข้ามาดูได้ว่า พื้นที่บริเวณไหน จังหวัดอะไรนะ แปลงนี้มีพื้นที่กี่ไร่ ป่าเป็นยังไง ก็มีภาพถ่ายเทียมด้วย ก็จะช่วยได้ในการเข้ามาดูครับ

คำถาม :  มีแนวทางจัดการปัญหา “สภาพคล่องต่ำ” อย่างไร เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ถือโทเคนจะสามารถซื้อขายเปลี่ยนมือได้จริง?

คุณวัลลภ บุญธรรม   :  โทเคนไนเซชั่น  ถ้าพูดถึงบริบททั่วโลก  เรื่อง liquidity ก็เป็นปัจจัยสำคัญนะครับ ในหลาย ๆ ที่ที่ทำกัน ก็ไม่ได้มีสภาพคล่องมากนัก หรือหลายที่ก็อาจจะพอมีนะครับ ยิ่งไซส์ไม่ได้ใหญ่  ก็มีความเป็นไปได้ที่สภาพคล่องมันอาจจะไม่เท่าหลักทรัพย์ประเภทอื่น อันนี้ต้องยอมรับหรือจะไม่เท่า Cryptocurrency

กลไกนึงที่จะช่วยเรื่องนี้ ได้ คือ ทำ Primary Market ให้ดีนะครับ การทำ Token Placement ให้ไปอยู่ในบุคคลหลาย ๆ กลุ่ม สถาบัน รายย่อย รายใหญ่ หรือ ภาคเอกชนอะไรเงี้ยอาจจะช่วยให้ทุกคนเข้ามาศึกษาเรื่องนี้มากขึ้น แล้วก็รวมถึงการ โปรโมท Marketing อื่น ๆ ก็เชื่อว่า จะช่วยเรื่องสภาพคล่อง แต่ก็ต้องเรียนว่า ถ้าเราคาดหวังสภาพคล่องเทียบเท่ากับ Bitcoin  หรือสินทรัพย์อื่น ๆ ผม ก็ คิดว่า มันไม่ ใช่ทางนั้น