bitkub-banner

‘ทรัมป์’ ย้ำจุดยืน สหรัฐฯ ต้องเป็นผู้นำด้านคริปโตฯ  ไม่งั้นจะสูญเสียตำแหน่งให้จีน

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ย้ำจุดยืนว่าอเมริกาต้องรักษาความเป็นผู้นำด้านคริปโตเคอร์เรนซีเอาไว้ให้ได้ ไม่เช่นนั้นจีนจะแซงหน้าไปครอง
  • คำกล่าวอ้างเรื่องจีนแข่งขันในตลาดคริปโตนั้นสวนทางกับข้อเท็จจริง เพราะปักกิ่งสั่งแบนคริปโตอย่างเข้มงวดมาตั้งแต่ปี 2013 และล่าสุดยังคุมเข้มเรื่อง Stablecoin ที่ผูกกับดอลลาร์
  • ธุรกิจคริปโตของทรัมป์เองทำรายได้มหาศาลกว่า 1.4 พันล้านดอลลาร์ในปีที่ผ่านมา จนถูกจับตาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน

แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา : Neutral 

คำพูดของทรัมป์เป็นการย้ำจุดยืนเดิมที่เคยพูดมาหลายครั้ง ไม่ได้มีนโยบายใหม่หรือมาตรการเชิงรูปธรรมที่ประกาศออกมาเพิ่มเติม ตลาดจึงไม่น่าจะขยับแรงจากถ้อยแถลงนี้ แม้จะช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์ฝ่ายสนับสนุนคริปโตของทำเนียบขาวในระยะยาวก็ตาม

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ย้ำเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาว่า สหรัฐอเมริกาจะต้องเป็นผู้นำในด้านคริปโตเคอร์เรนซี มิฉะนั้นเสี่ยงที่จะสูญเสียการเป็นผู้นำให้แก่จีน โดยในระหว่างงานรับรองพันธะสัญญาคุ้มครองผู้เสียภาษี ทรัมป์กล่าวว่า คณะทำงานของเขาไม่เคยพึงพอใจกับอันดับสอง และยืนยันถึงนโยบาย อเมริกาต้องมาก่อน 

“เรากำลังนำหน้าจีน และประเทศอื่นๆ อยู่มาก ทั้งในด้าน AI และเกือบจะทุกๆ ด้าน ซึ่งรวมถึงคริปโตด้วย เราต้องการรักษาการเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมคริปโตเอาไว้ เพราะพวกเขาก็อยากจะเข้ามาครอบครองส่วนนี้ใจจะขาด”

จีนกำลังแข่งขันในตลาดคริปโตจริงหรือไม่?

นับตั้งแต่การหาเสียงเลือกตั้งในปี 2024 จนกระทั่งดำรงตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯในปัจจุบัน ทรัมป์มักจะยกประเด็นเรื่องประเทศจีนมาเป็นข้ออ้างและเหตุผลสนับสนุนในการผลักดันนโยบายที่เป็นมิตรต่อคริปโตเคอเรนซีมาโดยตลอด 

โดยเขาเคยอ้างว่า จีนกำลังพยายามจะเข้ามาเป็น “ผู้เล่นรายใหญ่” ในภาคส่วนนี้ แม้ว่าจะยังไม่มีหลักฐานเชิงรูปธรรมปรากฏขึ้นมาอย่างชัดเจนก็ตาม

ในความเป็นจริง ทางการปักกิ่งได้ออกยุทธศาสตร์และมาตรการสั่งห้ามเกี่ยวกับคริปโตเคอเรนซีมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2013 ถึง 2021 ซึ่งนำไปสู่การสั่งห้ามทำธุรกรรม และสั่งปิดการขุดคริปโตเคอเรนซีทั้งหมดในประเทศ 

โดยธนาคารกลางจีนได้ประกาศอย่างเป็นทางการให้การซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลทั้งหมด เป็นเรื่องผิดกฎหมายตั้งแต่เดือนกันยายน 2021 รวมถึงการให้บริการแก่ชาวจีนจากต่างประเทศก็ถูกสั่งห้ามเช่นเดียวกัน 

นอกจากนี้ ธนาคารกลางจีนยังออกมายืนยันว่า จะบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด หลังจากที่เคยแสดงความกังวลเป็นพิเศษ เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา เกี่ยวกับความเสี่ยงของเหรียญ Stablecoin ที่ผูกกับดอลลาร์สหรัฐ พร้อมกับหันไปลุยพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลของตัวเองอย่าง “ดิจิทัลหยวน” แทน

ขุมทรัพย์คริปโตของทรัมป์ และประเด็นผลประโยชน์ทับซ้อน

คริปโตเคอเรนซีได้กลายเป็นแหล่งสร้างรายได้มหาศาลให้แก่ทรัมป์ โดยเอกสารเปิดเผยข้อมูลทางการเงินระบุว่า เขามีรายได้จากการร่วมทุนในธุรกิจคริปโตเคอเรนซี เมื่อปีที่แล้ว สูงถึงประมาณ 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งรวมถึงรายได้ที่มาจากโปรเจกต์ World Liberty Financial และเหรียญมีม Official Trump (TRUMP)

การทำกำไรมหาศาลครั้งนี้ ได้จุดชนวนกระแสวิพากษ์วิจารณ์และสร้างความกังวลอย่างหนักเกี่ยวกับ “ผลประโยชน์ทับซ้อน” จนทำให้กลุ่มผู้คัดค้านออกมาเรียกร้องให้มีการวางกฎเหล็กและสร้างเกราะป้องกันที่เข้มงวดมากขึ้น เพื่อควบคุมความสัมพันธ์ระหว่างทรัมป์กับธุรกิจคริปโตเคอเรนซีอย่างเด็ดขาด 

อย่างไรก็ตาม ทั้งฝั่งทรัมป์และทำเนียบขาวก็ได้ออกมาโต้แย้งทันควัน โดยยืนยันอย่างบริสุทธิ์ใจว่า ไม่ได้มีการกระทำผิดกฎหมายหรือเอื้อประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้น

ที่มา  : benzinga


มุมมองผู้เขียน : ท่าทีของทรัมป์เรื่องคริปโตยังคงเป็นการผสมผสานระหว่างวิสัยทัศน์นโยบาย กับผลประโยชน์ส่วนตัวที่แยกกันได้ยาก ตราบใดที่ยังไม่มีกรอบกำกับดูแลที่ชัดเจนมาคานอำนาจ ประเด็นผลประโยชน์ทับซ้อนนี้น่าจะเป็นเงาตามตัวเขาไปอีกนาน และอาจกลายเป็นจุดอ่อนทางการเมืองมากกว่าจุดแข็งในระยะยาว