bitkub-banner

ต่างชาติถือพันธบัตรสหรัฐฯ ผ่านเฟดต่ำสุดรอบ 14 ปี เหลือ $2.68 ล้านล้าน

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • ยอดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ต่างชาติฝากไว้ในความดูแลของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ร่วงลงสู่ระดับ 2.68 ล้านล้านดอลลาร์ ต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2555
  • การขายออกเกิดขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 มูลค่ารวมกว่า 82,000-90,000 ล้านดอลลาร์ใน 5 สัปดาห์ ถือเป็นการเทขายครั้งใหญ่สุดในรอบกว่า 10 ปี โดยมีแรงกดดันจากสงครามอิหร่านที่ทำให้ราคาพลังงานพุ่ง
  • ต้องจับตาว่าแรงขายพันธบัตรสหรัฐฯ จากต่างชาติจะกดดันให้ผลตอบแทนพันธบัตร (Yield) ปรับตัวสูงขึ้นอีกหรือไม่ ซึ่งจะยิ่งเพิ่มภาระดอกเบี้ยต่อหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ที่อยู่ที่ 39 ล้านล้านดอลลาร์

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Bearish

การที่ต่างชาติเทขายพันธบัตรสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่องสะท้อนความเชื่อมั่นที่ลดลงต่อสินทรัพย์ดอลลาร์ในระยะยาว ซึ่งเป็นสัญญาณเชิงลบต่อภาพรวมตลาดการเงินโลก อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีผลกระทบชัดเจนต่อราคาคริปโตในทันที

ยอดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ถือครองผ่านบัญชีดูแลของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในนามรัฐบาลต่างประเทศ ธนาคารกลาง และสถาบันการเงินระหว่างประเทศ ลดลงสู่ระดับ 2.68 ล้านล้านดอลลาร์ นับเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2555 ตามรายงานจาก The Kobeissi Letter โดยการลดลงครั้งนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งนักวิเคราะห์ระบุว่าเป็นการเทขายครั้งใหญ่ที่สุดในรอบกว่าทศวรรษ ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนแนวโน้มที่น่าเป็นห่วง เมื่อมองในบริบทของหนี้สาธารณะสหรัฐฯ ที่อยู่ที่ 39 ล้านล้านดอลลาร์ในปัจจุบัน

กราฟแสดงปริมาณพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ต่างชาติถือครองผ่านบัญชีของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ซึ่งลดลงสู่ระดับ 2.68 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2012
กราฟแสดงปริมาณพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ต่างชาติถือครองผ่านบัญชีของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ซึ่งลดลงสู่ระดับ 2.68 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2012 (ภาพจาก: @TheKobeissiLetter)

ใครเทขายพันธบัตรสหรัฐฯ และทำไม

ข้อมูลจากการวิจัยพบว่าปัจจัยหลักที่ผลักดันการขายพันธบัตรสหรัฐฯ ในช่วงนี้มาจากสงครามอิหร่านและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งทำให้ราคาพลังงานทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน เช่น ตุรกี อินเดีย และไทย ต่างถูกบีบให้ขายสินทรัพย์สำรองที่เป็นสกุลดอลลาร์ รวมถึงพันธบัตรสหรัฐฯ เพื่อพยุงค่าเงินในประเทศของตนเอง โดยธนาคารกลางตุรกีเพียงประเทศเดียวขายพันธบัตรรัฐบาลต่างประเทศไปแล้วกว่า 2.2 หมื่นล้านดอลลาร์นับตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569

นอกจากนี้ยังมีแนวโน้มระยะยาวของการกระจายทุนสำรองออกจากดอลลาร์ โดย Morgan Stanley รายงานว่านักลงทุนต่างชาติถือพันธบัตรสหรัฐฯ รวมเพียง 32% ของยอดคงค้างทั้งหมด ณ สิ้นปี 2568 ซึ่งเป็นสัดส่วนต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2540 ขณะที่จีนลดการถือครองเหลือเพียง 6.523 แสนล้านดอลลาร์ในเดือนมีนาคม 2569 ต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2551

ผลกระทบต่อหนี้สาธารณะและดอกเบี้ยสหรัฐฯ

เมื่อต่างชาติขายพันธบัตรสหรัฐฯ ออกมาในปริมาณมาก ผลตอบแทน (Yield) ของพันธบัตรมักจะปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งหมายความว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ต้องจ่ายดอกเบี้ยมากขึ้นในการออกพันธบัตรใหม่ ปัจจุบันรัฐบาลสหรัฐฯ มีภาระดอกเบี้ยเฉลี่ยกว่า 2.1 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อเดือน และสำนักงบประมาณรัฐสภา (CBO) คาดว่าดอกเบี้ยสุทธิของหนี้สาธารณะจะแตะ 1 ล้านล้านดอลลาร์ในปีงบประมาณ 2569 ทั้งหมดนี้ยิ่งทำให้ความเป็นห่วงของประธานเฟด Jerome Powell ที่ออกมาเตือนเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2569 ว่าหนี้สาธารณะกำลังเดินบนเส้นทางที่ “จะไม่จบลงด้วยดี” หากไม่มีการดำเนินการใดๆ มีน้ำหนักมากขึ้นอีก

ผลกระทบยังลามไปถึงผู้บริโภคทั่วไป เพราะดอกเบี้ยพันธบัตรที่สูงขึ้นเชื่อมโยงโดยตรงกับอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถยนต์ และบัตรเครดิต ซึ่งล้วนมีต้นทุนที่สูงขึ้นตามไปด้วย ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า Bitcoin ดิ่งหลุด $75,000 รับข่าวสหรัฐฯ โจมตีอิหร่านระลอกใหม่ ดับฝันสันติภาพ ซึ่งวิกฤตอิหร่านนี้เองคือหนึ่งในตัวเร่งที่ทำให้แรงขายพันธบัตรรุนแรงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา


ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าข้อมูลนี้น่ากังวลในระยะยาวมากกว่าระยะสั้น เพราะการที่ต่างชาติลดการถือพันธบัตรสหรัฐฯ ลงต่อเนื่องแสดงให้เห็นว่าความเชื่อมั่นในสถานะ “สินทรัพย์ปลอดภัย” ของดอลลาร์และพันธบัตรสหรัฐฯ กำลังถูกตั้งคำถามอย่างจริงจัง แต่ส่วนหนึ่งก็เป็นเรื่องจำเป็นของประเทศที่ต้องพยุงค่าเงิน ไม่ใช่การ “หนีจากสหรัฐฯ” ทั้งหมด สิ่งที่ต้องจับตาต่อไปคือ Yield พันธบัตรอายุ 10 ปีของสหรัฐฯ ว่าจะทะยานขึ้นต่อจนสร้างแรงกดดันต่อตลาดโดยรวมอีกครั้งหรือไม่

ที่มา: @KobeissiLetter

ภาพจาก AI