bitkub-banner

ธปท. ร่วมวง mBridge ระบบ CBDC ที่จีนคุม 95% หลัง BIS ถอนตัว

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปบทความ
  • mBridge ระบบ CBDC ข้ามพรมแดนที่ ธปท. ร่วมก่อตั้งตั้งแต่ปี 2019 ประมวลผลธุรกรรมไปแล้วกว่า $5.549 หมื่นล้าน เติบโตจากปี 2022 ถึง 2,500 เท่า
  • 95% ของปริมาณธุรกรรมทั้งหมดเป็นเงินหยวนดิจิทัล (e-CNY) โดยจีนเป็นแกนหลักของระบบ
  • BIS ส่งมอบโปรเจกต์ให้ธนาคารกลางผู้เข้าร่วมในตุลาคม 2024 แล้วไปตั้ง Project Agorá ค่ายตะวันตกแทน ทำให้โลกการเงินกำลังแยกเป็นสองขั้ว

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  NEUTRAL

เรื่องนี้เป็น neutral เพราะไม่ได้ส่งผลโดยตรงต่อราคาคริปโตในระยะสั้น แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการเงินโลกที่จะส่งผลระยะยาว ทั้งด้านบวก (ลดการพึ่งดอลลาร์, ธุรกรรมข้ามพรมแดนถูกลง) และด้านลบ (ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของอำนาจในมือจีน) ที่ต้องจับตามองต่อไป

ในขณะที่คนไทยกำลังตื่นเต้นกับการมาของ Bitcoin ETF และ Stablecoin ที่ ก.ล.ต. กำลังปูทางให้ใช้ในประเทศ มีอีกหนึ่งโปรเจกต์ที่กระทบโครงสร้างการเงินไทยโดยตรง แต่แทบไม่มีใครพูดถึง

โปรเจกต์ที่ว่าคือ mBridge ระบบชำระเงินข้ามพรมแดนด้วยสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง (CBDC) ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งตั้งแต่ปี 2019 ปัจจุบันประมวลผลธุรกรรมไปแล้วกว่า $5.549 หมื่นล้านดอลลาร์ (ประมาณ 5.5 หมื่นล้านดอลลาร์) เติบโตจากปี 2022 ถึง 2,500 เท่า โดย 95% ของปริมาณธุรกรรมทั้งหมดเป็นเงินหยวนดิจิทัล (e-CNY)

และที่น่าจับตาที่สุดคือ ในเดือนตุลาคม 2024 ธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (BIS) ซึ่งเป็นองค์กรร่มของธนาคารกลางทั่วโลก ตัดสินใจ ส่งมอบโปรเจกต์ให้กับธนาคารกลางผู้เข้าร่วม และถอยตัวออกไป เหลือไว้แค่จีน ฮ่องกง ไทย UAE และซาอุดิอาระเบีย เดินหน้าต่อไปเอง

คำถามคือ ทำไมเรื่องใหญ่ขนาดนี้ถึงเงียบหายในสื่อไทย และคนไทยกำลังถูกผูกเข้ากับระบบหยวนดิจิทัลโดยไม่รู้ตัวหรือเปล่า

จาก Inthanon-LionRock สู่ mBridge ไทยอยู่ในนี้ตั้งแต่วันแรก

จาก Inthanon-LionRock สู่ mBridge ไทยอยู่ในนี้ตั้งแต่วันแรก
ภาพจาก AI

ย้อนกลับไปปี 2019 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และ Hong Kong Monetary Authority (HKMA) เริ่มโปรเจกต์ที่ชื่อว่า Inthanon-LionRock เพื่อทดสอบการใช้ CBDC ในการชำระเงินข้ามพรมแดนระหว่างสองประเทศ

ในเดือนกุมภาพันธ์ 2021 สถาบันสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลางจีน (PBoC DCI) และธนาคารกลางสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (CBUAE) เข้าร่วม โปรเจกต์ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น mBridge ภายใต้การสนับสนุนของ BIS Innovation Hub ในฮ่องกง

ในเดือนมิถุนายน 2024 ธนาคารกลางซาอุดิอาระเบีย (SAMA) เข้าร่วมในฐานะสมาชิกเต็มตัว และในกลางปี 2024 โปรเจกต์ก็เข้าสู่สถานะ Minimum Viable Product (MVP) แปลว่าไม่ใช่แค่ทดลองอีกแล้ว แต่พร้อมใช้งานจริง

นี่คือสิ่งที่ต้องเน้นย้ำ ธปท. ไม่ใช่ผู้สังเกตการณ์ ไม่ใช่ผู้ร่วมทีหลัง แต่เป็น หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งโปรเจกต์ตั้งแต่วันแรก และยังอยู่ในระบบจนถึงทุกวันนี้

ตัวเลขที่ทำให้ต้องสะดุ้ง ธุรกรรมโต 2,500 เท่าในสามปี

ตัวเลขที่ทำให้ต้องสะดุ้ง ธุรกรรมโต 2,500 เท่าในสามปี
ภาพจาก AI

ในปี 2022 ช่วงทดลองแรก mBridge ประมวลผลธุรกรรมเพียงประมาณ $22 ล้าน จาก transaction ไม่ถึง 200 รายการ

ภายในเดือนพฤศจิกายน 2025 ตัวเลขนี้พุ่งขึ้นเป็น $5.549 หมื่นล้านดอลลาร์ จากกว่า 4,000 ธุรกรรม ตามรายงานของ Reuters และ PYMNTS แปลว่าโตขึ้นประมาณ 2,500 เท่าในเวลาเพียง 3 ปี

ตัวเลขที่สำคัญกว่านั้นคือ 95% ของปริมาณธุรกรรมทั้งหมดเป็นเงินหยวนดิจิทัล (e-CNY) นี่ไม่ใช่ระบบที่หลายสกุลเงินมาแบ่งสรรปันส่วนกัน แต่เป็นระบบที่เงินหยวนเป็นศูนย์กลาง และสกุลเงินอื่น รวมถึงบาทไทย เป็นเพียงผู้เข้าร่วม

ในฝั่งของจีน ระบบ e-CNY ภายในประเทศก็เติบโตไม่หยุดเช่นกัน ภายในปลายปี 2025 ประมวลผลธุรกรรมไปแล้ว กว่า 3.4 พันล้านธุรกรรม คิดเป็นมูลค่าประมาณ $2.3 ล้านล้านดอลลาร์ (16.7 ล้านล้านหยวน) เพิ่มขึ้นกว่า 800% เมื่อเทียบกับปี 2023

จีนไม่ได้เล่นเกมเล็ก ๆ พวกเขากำลังสร้างโครงสร้างพื้นฐานการเงินดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในโลก และ mBridge คือสะพานที่เชื่อมโครงสร้างนั้นออกไปต่างประเทศ

BIS ถอยทำไม การ “จบการศึกษา” หรือการล้างมือทางการเมือง

BIS ถอยทำไม การ
ภาพจาก AI

วันที่ 31 ตุลาคม 2024 BIS ประกาศส่งมอบ Project mBridge ให้กับธนาคารกลางผู้เข้าร่วม โดย Agustín Carstens ผู้จัดการทั่วไปของ BIS อธิบายว่าโปรเจกต์ “จบการศึกษา” (graduated) และเติบโตพอที่จะเดินหน้าต่อโดยไม่ต้องมี BIS แล้ว

ถ้าฟังแค่ผิวเผิน เหมือนข่าวดี โปรเจกต์โตจนพึ่งตัวเองได้แล้ว แต่ถ้าดูบริบทรอบ ๆ จะเห็นภาพอีกแบบ

ในช่วงเดียวกัน Carstens ออกมาปฏิเสธอย่างเฉพาะเจาะจงว่า mBridge ไม่ใช่ “BRICS bridge” และไม่สามารถใช้โดยประเทศที่ถูกคว่ำบาตรได้ คำปฏิเสธนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ประธานาธิบดีปูตินของรัสเซียพูดถึงเทคโนโลยี mBridge ในบริบทของ BRICS

Forbes และ OMFIF (Official Monetary and Financial Institutions Forum) วิเคราะห์ในทิศทางเดียวกันว่า การถอนตัวของ BIS มีแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์ เพราะหากโปรเจกต์ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือหลบเลี่ยงการคว่ำบาตรของตะวันตก BIS ซึ่งมีสมาชิกเป็นธนาคารกลางจากชาติตะวันตกเป็นหลัก ก็จะอยู่ในตำแหน่งที่ยากลำบาก

ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ หลังจากถอนตัวจาก mBridge ไม่นาน BIS เปิดตัวโปรเจกต์ใหม่ชื่อ Project Agorá ในเดือนเมษายน 2024 โดยรวมธนาคารกลาง 7 แห่งจากชาติตะวันตก ได้แก่ Bank of England, Bank of France, Bank of Japan, Bank of Korea, Bank of Mexico, Federal Reserve Bank of New York และ Swiss National Bank พร้อมสถาบันการเงินกว่า 40 แห่ง

วันที่ 27 พฤษภาคม 2026 BIS และ Institute of International Finance (IIF) ประกาศว่า Project Agorá ทดสอบสำเร็จแล้ว และจะก้าวสู่การทดสอบด้วยมูลค่าจริง

สรุปสั้น ๆ คือ BIS ไม่ได้ “เลิก” ทำ CBDC แต่ เปลี่ยนทีม จาก mBridge (จีนเป็นแกน) มาเป็น Agorá (ดอลลาร์-ยูโร-เยน-ปอนด์เป็นแกน) สองระบบขนานที่ไม่เชื่อมกัน

โลกการเงินกำลังแยกเป็นสองขั้ว และไทยอยู่ฝั่งไหน

โลกการเงินกำลังแยกเป็นสองขั้ว และไทยอยู่ฝั่งไหน
ภาพจาก AI

นี่คือจุดที่ต้องคิดให้หนัก

ทวีตของ Backtesting Arena สรุปสถานการณ์ปัจจุบันได้ดี “ระบบชำระเงินที่รัฐสนับสนุน 3 ระบบกำลังสร้างโครงสร้างพื้นฐานยุคหลังดอลลาร์อยู่ในขณะนี้ PAPSS (แอฟริกา), CIPS (จีน), mBridge (CBDC pilot) ไม่มีตัวไหนเป็นคริปโต ทั้งสามตัวมีแรงจูงใจทางการเมือง”

ในขณะที่ฝั่งตะวันตกพูดเรื่อง Stablecoin และ Tokenization ผ่าน Project Agorá ฝั่งจีนกับพันธมิตรกำลังเดินหน้า mBridge ที่ทำงานได้จริงแล้ว ประมวลผลธุรกรรมจริง $5.5 หมื่นล้านดอลลาร์ และเพิ่มขึ้นทุกวัน

mBridge ไม่ได้ทดแทน SWIFT ทั้งหมด เพราะ SWIFT เป็นระบบส่งข้อความ ส่วน mBridge เป็นระบบ settlement หรือการชำระเงินขั้นสุดท้าย แต่ผลลัพธ์คล้ายกันคือ การส่งเงินข้ามพรมแดนสามารถทำได้โดยตรง ไม่ต้องผ่านธนาคารตัวกลาง (correspondent banks) ที่ส่วนใหญ่อยู่ในสหรัฐฯ และยุโรป

นั่นแปลว่า ถ้าวันหนึ่งสหรัฐฯ ตัดสินใจใช้ดอลลาร์เป็นอาวุธทางเศรษฐกิจกับประเทศใดประเทศหนึ่งที่ไทยทำการค้าด้วย เช่น จีน หรือรัสเซีย หรืออิหร่าน ระบบ mBridge ก็เป็นทางออกที่ทำได้จริง

คำถามคือ ธปท. มองอนาคตอย่างไร และคนไทยควรรู้เรื่องนี้มากกว่านี้ไหม

Wholesale CBDC ไม่ใช่เรื่องของประชาชน แต่กระทบประชาชน

Wholesale CBDC ไม่ใช่เรื่องของประชาชน แต่กระทบประชาชน
ภาพจาก AI

ต้องเข้าใจให้ถูกก่อนว่า mBridge เป็น Wholesale CBDC ไม่ใช่ Retail CBDC แปลว่ามันออกแบบมาเพื่อใช้ระหว่างธนาคารกลางและธนาคารพาณิชย์ ไม่ใช่ให้ประชาชนใช้ตรง ๆ เหมือนแอป e-Wallet

คนไทยจะไม่มีแอป mBridge ในมือถือ ไม่ต้องตื่นเต้นว่าจะถูกบังคับให้ใช้หยวนดิจิทัล แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นจริงคือ

  • การค้าระหว่างไทย-จีน-ฮ่องกง-UAE-ซาอุฯ จะ settle ผ่าน mBridge มากขึ้นเรื่อย ๆ
  • ผู้ส่งออกไทยที่ค้ากับจีนอาจถูกขอให้ใช้ e-CNY ผ่านระบบนี้ในอนาคต
  • โครงสร้างพื้นฐานการเงินไทยจะเชื่อมเข้ากับระบบที่จีนเป็นแกนกลาง 95%
  • ข้อมูลธุรกรรมข้ามพรมแดนของไทยจะวิ่งผ่านโครงสร้างที่จีนมีอิทธิพลสูงสุด

ด้านบวกคือ ธุรกรรมข้ามพรมแดนถูกลง เร็วขึ้น ลดการพึ่งดอลลาร์ ซึ่งเป็นเรื่องที่หลายประเทศกำลังคุยกัน แต่ด้านลบที่ต้องคิดคือ การกระจุกตัวของอำนาจ ถ้าวันหนึ่งจีนตัดสินใจเปลี่ยนนโยบาย หรือใช้ข้อได้เปรียบทางเทคโนโลยีของตน ไทยจะมีพื้นที่ต่อรองแค่ไหน

ความเห็นผู้เขียน

ผมไม่ได้จะบอกว่า ธปท. ทำผิด หรือไทยกำลังตกเป็นเหยื่อของจีน เรื่องนี้ซับซ้อนกว่านั้น

ในมุมหนึ่ง การที่ ธปท. อยู่ในโต๊ะออกแบบ mBridge ตั้งแต่ปี 2019 เป็นเรื่องดี เพราะอย่างน้อยไทยมีที่นั่งในห้องประชุม ไม่ใช่แค่ผู้ใช้งานปลายทาง การมีส่วนร่วมแต่เนิ่น ๆ ทำให้ไทยสามารถ shape กติกาได้บ้าง แทนที่จะนั่งรอให้คนอื่นเขียนกติกาแล้วเอามาบังคับใช้

แต่ในอีกมุมหนึ่ง สิ่งที่ผมกังวลคือ ความเงียบ ของเรื่องนี้ในสื่อไทย

ในขณะที่คนไทยกำลังถกเถียงเรื่อง Bitcoin spot ETF, Stablecoin บาท, sandbox คริปโตของจังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นเรื่องดีที่ควรถกเถียง แต่เรื่องที่ใหญ่กว่าและกระทบโครงสร้างการเงินทั้งระบบ คือการที่ธนาคารกลางของเรากำลังเชื่อมโครงสร้างพื้นฐานเข้ากับระบบที่จีนเป็นแกน 95% กลับไม่มีใครพูดถึง

นี่ไม่ใช่เรื่องของฝ่ายขวา-ฝ่ายซ้าย หรือชอบจีน-ชอบอเมริกา แต่เป็นเรื่องของ การรับรู้ของสาธารณะ นโยบายระดับโครงสร้างแบบนี้ควรอยู่ในความสนใจของประชาชน ควรมีงานวิจัย มีการประเมินผลกระทบ มีการเปิดข้อมูลการตัดสินใจ ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นเรื่องของผู้เชี่ยวชาญในห้องประชุม BIS ที่ฮ่องกง

การที่ BIS ถอนตัวออกจาก mBridge แล้วไปตั้ง Agorá ที่เป็นค่ายตะวันตกชัด ๆ เป็นสัญญาณว่าโลกการเงินกำลังแยกเป็นสองขั้วจริง ๆ ไม่ใช่ทฤษฎีสมคบคิด ไม่ใช่ความรู้สึกของนักวิเคราะห์ แต่เป็นข้อเท็จจริงที่จับต้องได้จากเอกสารและการกระทำของธนาคารกลางทั่วโลก

คำถามที่ผมอยากให้ผู้อ่านคิดคือ ในโลกที่กำลังแยกเป็นสองขั้ว ไทยควรอยู่ในขั้วใดขั้วหนึ่งเต็มตัว หรือควรเป็นสะพานที่ทำการค้ากับทั้งสองฝ่าย และถ้าจะเป็นสะพาน เราต้องมีอิสระและอำนาจต่อรองมากแค่ไหนถึงจะไม่ถูกบีบให้เลือกข้าง

คำตอบไม่ง่าย และผมไม่มี แต่อย่างน้อยที่สุด คนไทยควรรู้ว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นจริง และกำลังเดินหน้าทุกวัน ไม่ใช่หลังจากผ่านไป 10 ปีค่อยมาตื่นว่า อ้าว ทำไมระบบการเงินไทยถึงผูกกับหยวนดิจิทัลมากขนาดนี้

เรื่อง CBDC ไม่ใช่เรื่องเทคนิคแค่นั้น มันคือเรื่องของอำนาจอธิปไตยทางการเงินในศตวรรษที่ 21 และตอนนี้ ใครก็ตามที่คุมระบบ settlement ข้ามพรมแดน คนนั้นจะมีอำนาจมหาศาลในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก

ภาพจาก AI