bitkub-banner

เลิกยึดติดกับราคา Bitcoin : เจาะกลยุทธ์สู้ตลาดหมีของบริษัทคริปโตในสหรัฐฯ

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • บริษัทคริปโตในสหรัฐฯ เริ่มเร่งเปลี่ยนโมเดลธุรกิจ หลังพบว่าการพึ่งรายได้จาก “ราคาเหรียญ” เพียงอย่างเดียว ทำให้ธุรกิจผันผวนเกินไป
  • Coinbase, Robinhood, Circle และ Bullish กำลังขยายเข้าสู่ธุรกิจใหม่ ตั้งแต่แพลตฟอร์มการเงินครบวงจร ไปจนถึงการสร้างบล็อกเชนของตัวเอง
  • เส้นแบ่งระหว่างวอลล์สตรีทกับโลกคริปโตกำลังเลือนหาย และศึกครั้งใหม่อาจไม่ใช่เรื่องใครมีเหรียญเยอะกว่า แต่เป็นใครจะสร้างโครงสร้างพื้นฐานการเงินยุคใหม่ได้ก่อน

แนวโน้มผลกระทบ: Bullish

บริษัทคริปโตกลุ่มผู้นำในสหรัฐฯ กำลังเร่งเปลี่ยนโมเดลธุรกิจครั้งใหญ่ หลังเริ่มเห็นเทรนด์ชัดว่า การพึ่งพารายได้จากราคา Bitcoin และปริมาณการเทรดเพียงอย่างเดียวอาจไม่ยั่งยืนอีกต่อไป แม้ Coinbase จะมีรายได้แตะ 1.4 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาสแรกปี 2026 แต่ก็ยังขาดทุนหนัก ทำให้หลายบริษัทเริ่มขยายไปสู่ธุรกิจใหม่ ทั้งแพลตฟอร์มการเงินครบวงจร, ตลาดสินทรัพย์ Tokenization และการสร้างบล็อกเชนของตัวเอง เพื่อทำให้บริษัทลดการพึ่งพารายได้จากตลาดกระทิงเพียงอย่างเดียว

อุตสาหกรรมคริปโตเคอร์เรนซีกำลังเผชิญกับการปรับตัวครั้งสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทคริปโตเคอร์เรนซีขนาดใหญ่ในสหรัฐอเมริกา ที่ผ่านมา ธุรกิจจำนวนมากในอุตสาหกรรมนี้พึ่งพิงราคาเหรียญเป็นหลัก ทำให้เมื่อตลาดอยู่ในช่วงขาขึ้น รายได้ก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ในทางกลับกัน เมื่อเข้าสู่ภาวะตลาดหมี รายได้ก็ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

และในตอนนี้ บริษัทคริปโตยักษ์ใหญ่ในวอลล์สตรีทเริ่มตระหนักแล้วว่า โมเดลธุรกิจแบบเดิมอาจไม่เพียงพออีกต่อไป หากพวกเขาต้องการอยู่รอดในระยะยาว

หนึ่งในตัวอย่างที่ทำให้เห็นภาพชัดสุดคือ Coinbase ที่แม้จะทำรายได้ในไตรมาสแรกปี 2026 ได้สูงถึง 1.4 พันล้านดอลลาร์ แต่กลับขาดทุนสุทธิ 394 ล้านดอลลาร์ สะท้อนให้เห็นว่า รายได้ของธุรกิจคริปโตยังคงผันผวนตามปริมาณการซื้อขายและราคาตลาดอย่างหนัก

ด้วยเหตุนี้บริษัทคริปโตยักษ์ใหญ่ใน Wall Street ไม่ว่าจะเป็น Coinbase, Robinhood, Circle หรือ Bullish จึงต้องเร่งปรับตัว เพื่อพิสูจน์ให้นักลงทุนเห็นว่าธุรกิจของพวกเขาสามารถเติบโตและทำกำไรได้อย่างยั่งยืน แม้ตลาดคริปโตจะเข้าสู่ภาวะซบเซาแล้วก็ตาม

Coinbase อยากเป็นมากกว่ากระดานเทรดคริปโต

กลยุทธ์ใหม่ของ Coinbase คือ การเลิกเป็นเพียงแพลตฟอร์มซื้อขายคริปโตแบบ Spot หรือการซื้อขายเหรียญทั่วไป แล้วขยับไปสู่สิ่งที่ CEO อย่าง Brian Armstrong เรียกว่า “Everything Exchange” ซึ่งมีเป้าหมายคือ การสร้างแพลตฟอร์มการเงินครบวงจรที่ผู้ใช้งานสามารถทำทุกอย่างได้ในที่เดียว

ช่วงที่ผ่านมา Coinbase เริ่มเพิ่มบริการใหม่จำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นตลาด Futures หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้า, ตลาด Prediction Market ที่เปิดให้เดิมพันกับผลลัพธ์ของเหตุการณ์ต่าง ๆ รวมถึงแผนเปิดให้เทรดหุ้นแบบดั้งเดิมด้วย

ทั้งหมดนี้มีเป้าหมายเดียวกันคือ ทำให้รายได้ของบริษัทมีความเสถียรมากขึ้น และลดการพึ่งพาราคา Bitcoin เพียงอย่างเดียว

Robinhood และ Bullish กำลังเดิมพันกับ Tokenization

ในอีกฝั่งหนึ่ง Robinhood และ Bullish กำลังมองไปไกลกว่านั้น ทั้งสองบริษัทเชื่อว่า คลื่นลูกใหม่ของวงการการเงินจะอยู่ที่ Tokenization หรือการนำสินทรัพย์ในโลกจริง เช่น หุ้น พันธบัตร หรืออสังหาริมทรัพย์ มาแปลงเป็นโทเคนบนบล็อกเชน เพื่อให้สามารถซื้อขายและโอนย้ายได้ง่ายขึ้น

ดีลที่สะท้อนภาพนี้ชัดที่สุดคือ การที่ Bullish เข้าซื้อกิจการ Equinity มูลค่า 4.2 พันล้านดอลลาร์ เพราะนี่ไม่ใช่แค่การซื้อบริษัทธรรมดา แต่เป็นการสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำหรับโลกการเงินยุคใหม่ ที่ทุกสินทรัพย์สามารถถูกเขียนโปรแกรมและซื้อขายบนบล็อกเชนได้

เส้นแบ่งระหว่างวอลล์สตรีทกับคริปโตกำลังหายไป

สิ่งที่น่าสนใจคือ ตอนนี้โลกการเงินดั้งเดิมและโลกคริปโตกำลังเริ่มเดินหน้าเข้าหากันมากขึ้นเรื่อย ๆ

ฝั่งบริษัทคริปโตพยายามทำตัวให้เหมือนสถาบันการเงิน ขณะที่บริษัทการเงินดั้งเดิมอย่าง Fidelity Investments, Charles Schwab และ CME Group ก็เริ่มขยายเข้าสู่โลก On-chain หรือระบบธุรกรรมที่ทำงานอยู่บนบล็อกเชนเช่นกัน

ภาพที่เกิดขึ้นจึงเหมือนสองโลกกำลังแข่งกันอย่างดุเดือด และคำถามสำคัญต่อจากนี้คือ ใครจะกลายเป็นผู้ชนะในระบบการเงินยุคใหม่แห่งนี้

Circle กำลังสร้างบล็อกเชนของตัวเอง

ด้าน Circle ผู้สร้างเหรียญ Stablecoin อันดับ 2 ของโลกอย่าง USDC แม้จะได้รับผลกระทบจากตลาดน้อยกว่าธุรกิจเทรด แต่ก็ยังมีจุดอ่อนสำคัญอยู่

รายได้หลักของ Circle กว่า 694 ล้านดอลลาร์ ยังมาจากดอกเบี้ยของสินทรัพย์ที่ใช้ค้ำประกัน USDC นั่นหมายความว่า หากอัตราดอกเบี้ยในตลาดเริ่มลดลง รายได้ของบริษัทก็จะหดตัวตามไปด้วย

ดังนั้น Circle จึงเริ่มพัฒนาบล็อกเชนของตัวเองในชื่อ “ARC” เพื่อขยับบทบาทจาก ผู้สร้าง Stablecoin ไปสู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจดิจิทัลทั้งระบบ

และไม่ได้มีแค่ Circle เท่านั้น เพราะตอนนี้หลายบริษัท รวมถึง Robinhood ก็เริ่มมองว่า การมีเครือข่ายบล็อกเชนเป็นของตัวเองอาจกลายเป็นเรื่องจำเป็นในอนาคต เหมือนกับที่ทุกบริษัทต้องมีเว็บไซต์ในยุคอินเทอร์เน็ต

แม้แต่ Strategy ก็เริ่มเปลี่ยนกลยุทธ์

สำหรับบริษัทที่ดูเหมือนจะเดิมพันทุกสิ่งกับราคา Bitcoin อย่าง Strategy ก็ได้มีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์เช่นกัน พวกเขาไม่ได้เพียงแค่ซื้อและถือ Bitcoin ไว้เฉย ๆ อีกต่อไป แต่มีการบริหารจัดการงบดุลอย่างเป็นระบบมากขึ้น

เป้าหมายของพวกเขาคือ การเพิ่มจำนวน Bitcoin ต่อหนึ่งหุ้นให้ได้มากที่สุด เพราะเชื่อว่าสิ่งนี้คือ ปัจจัยหลักที่จะช่วยขับเคลื่อนราคาหุ้นและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ถือหุ้นบริษัทในระยะยาว

สรุป

ภาพรวมที่เราเห็นในตอนนี้คือ ความพยายามครั้งใหญ่ในการแยกผลตอบแทนของนักลงทุนออกจากวัฏจักรความผันผวนของราคาคริปโต เพื่อสร้างโมเดลธุรกิจที่แข็งแกร่งพอจะรับมือกับสภาวะตลาดขาลงครั้งต่อไปได้


มุมมองผู้เขียน: กลยุทธ์ใหม่ของบริษัทคริปโตสะท้อนให้เห็นว่า พวกเขาไม่ได้ต้องการแค่รอดชีวิตจากตลาดหมี แต่กำลังพยายามสร้างธุรกิจที่เติบโตได้ แม้ราคา Bitcoin จะไม่พุ่งแรงเหมือนในอดีต

ที่มา : youtube