สรุปข่าว
- CLARITY Act สะดุดในวุฒิสภา หลังการลงมติขั้นตอนเพื่อเปิดทางพิจารณาต่อได้เพียง 49 ต่อ 50 เสียง จากเกณฑ์ 60 เสียง
- ยังไม่ใช่การคว่ำกฎหมายถาวร เพราะเป็นการโหวตเชิงกระบวนการ และยังมีช่องทางกลับมาเจรจาใหม่
- ปัจจัยกดดันตลาดไม่ได้มีแค่ CLARITY Act แต่ยังรวมถึงทิศทางเฟด สภาพคล่อง และภาวะตลาดสินทรัพย์เสี่ยงโดยรวม
แนวโน้มผลกระทบ: Bearish
CLARITY Act ไม่สามารถผ่านการลงมติขั้นตอนสำคัญในวุฒิสภาสหรัฐฯ ส่งผลให้การสร้างกรอบกำกับดูแลคริปโตที่ชัดเจนต้องล่าช้าออกไป โดยเบื้องหลังมีทั้งประเด็นผลประโยชน์ของเจ้าหน้าที่รัฐ ครอบครัวประธานาธิบดี Stablecoin Rewards, DeFi และอำนาจบังคับใช้กฎหมาย แม้ตลาดคริปโตตอบรับในเชิงลบ แต่การโหวตครั้งนี้ยังไม่ใช่การปิดฉากกฎหมายอย่างถาวร ขณะที่ทิศทางราคาต่อจากนี้ยังขึ้นอยู่กับทั้งความคืบหน้าของกฎหมายและปัจจัยเศรษฐกิจมหภาค
ความกังวลกลับมาปกคลุมตลาดคริปโตอีกครั้ง เนื่องจาก CLARITY Act หนึ่งในกฎหมายที่ตลาดคริปโตสหรัฐฯ รอคอยเพื่อสร้างกฎกติกาที่ชัดเจนไม่สามารถผ่านด่านสำคัญในวุฒิสภาเพื่อเดินหน้าต่อได้ ทำให้ความหวังเรื่องกรอบกำกับดูแลที่ชัดเจนต้องเลื่อนออกไปอีกครั้ง
เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ตลาดกลับมาตั้งคำถามทันทีว่า หากกฎหมายที่ถูกคาดหวังว่าจะสร้างกฎกติกาที่ชัดเจนให้กับอุตสาหกรรมคริปโตยังไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ แล้วอนาคตของคริปโตในสหรัฐฯ จะไปทางไหนต่อ
แต่ก่อนจะสรุปว่านี่คือ “จุดจบของคริปโตในสหรัฐฯ” ต้องกลับมาทำความเข้าใจก่อนว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในวุฒิสภาครั้งนี้คืออะไร และมีผลต่ออุตสาหกรรมมากแค่ไหน
CLARITY Act สะดุด แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างจบ
เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2026 วุฒิสภาสหรัฐฯ ลงคะแนนในขั้นตอน Cloture เพื่อเปิดทางให้ CLARITY Act เดินเข้าสู่กระบวนการพิจารณาต่อ
ผลการลงคะแนนอย่างเป็นทางการออกมาที่ 49 เสียงเห็นชอบ และ 50 เสียงไม่เห็นชอบ ขณะที่ขั้นตอนดังกล่าวต้องการเสียงสนับสนุน 3 ใน 5 ของวุฒิสภา หรือ 60 เสียง จึงจะผ่านไปได้ ทำให้ญัตติถูกปฏิเสธและตัวร่างต้องหยุดอยู่ตรงนี้ก่อน
จุดนี้มีความสำคัญ เพราะคำว่า “CLARITY Act ไม่ผ่าน” อาจทำให้หลายคนเข้าใจว่า สภาคองเกรสได้ลงมติปฏิเสธกฎหมายคริปโตฉบับนี้อย่างเด็ดขาดแล้ว
แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่ล้มเหลวคือ การลงคะแนนเชิงกระบวนการเพื่อเปิดทางให้ร่างเดินหน้าต่อ ไม่ใช่ Final Vote ที่ลงมติรับหรือคว่ำเนื้อหาทั้งฉบับเป็นครั้งสุดท้าย
Reuters รายงานว่า การสะดุดครั้งนี้ถือเป็นความเสียหายครั้งสำคัญต่อความพยายามของอุตสาหกรรมคริปโตในการผลักดันกฎหมายโครงสร้างตลาดคริปโต แต่ในเชิงกระบวนการยังมีช่องทางสำหรับการนำเรื่องกลับมาพิจารณาใหม่ โดย Senator Thom Tillis เปลี่ยนการลงคะแนนในช่วงท้ายในลักษณะที่ช่วยรักษาความเป็นไปได้ในการขอกลับมาพิจารณร่างกฎหมายอีกครั้งไว้
ทำไมร่างกฎหมายจึงถูกปัดตก?
เบื้องหลังคะแนน 49-50 คือ การเจรจาระหว่างพรรครีพับลิกัน และเดโมแครตที่ยังติดค้างอยู่หลายประเด็น โดยเฉพาะเรื่องจริยธรรม ผลประโยชน์ทางการเงิน และการกำกับดูแล
1. ปมการถือครองคริปโตของเจ้าหน้าที่รัฐ
ประเด็นใหญ่ที่สุดเรื่องหนึ่งคือ เจ้าหน้าที่รัฐที่ถือผลประโยชน์ในบริษัทคริปโต
ข้อเสนอของรีพับลิกันกำหนดให้เจ้าหน้าที่ระดับสูงที่มีผลประโยชน์ทางการเงินอย่างมีนัยสำคัญ ต้องเลือก ขายสินทรัพย์ หรือโอนไปไว้ใน Qualified Blind Trust เพื่อให้ผู้จัดการกองทุนอิสระเป็นคนดูแล โดยเจ้าหน้าที่ไม่สามารถเข้าไปควบคุมการลงทุนได้ด้วยตัวเอง
แต่เดโมแครตต้องการให้เจ้าหน้าที่ที่มีผลประโยชน์จำนวนมาก ขายออกเท่านั้น และไม่เปิดทางให้ใช้ Blind Trust แทน
Angela Alsobrooks ผู้เจรจาจากฝั่งเดโมแครตระบุว่า เรื่องการบังคับขายยังเป็นหนึ่งในประเด็นที่ตกลงกันไม่ได้
2. กฎหมายจะครอบคลุมผลประโยชน์ของครอบครัวทรัมป์ด้วยหรือไม่?
ร่างของรีพับลิกันครอบคลุมเจ้าหน้าที่ระดับสูง ผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลาง และคู่สมรส
แต่เดโมแครตต้องการขยายข้อจำกัดไปถึง บุตรของเจ้าหน้าที่ที่อยู่ในข่าย และเพิ่มข้อจำกัดเกี่ยวกับการรับจ้างโปรโมตคริปโต
ประเด็นนี้ถูกจับตาจากความเชื่อมโยงของ Donald Trump Jr., Eric Trump และ Barron Trump กับ World Liberty Financial
รีพับลิกันปฏิเสธข้อเสนอเพิ่มเติม โดยสำนักงานของ Cynthia Lummis ระบุว่าเป็นข้อเรียกร้องที่ผ่านการพิจารณามาแล้วในการเจรจาหลายเดือน
3. ใครจะเป็นคนบังคับใช้กฎ?
อีกปัญหาคือ ใครมีอำนาจบังคับใช้กฎหมาย
ร่างก่อนหน้านี้ให้อำนาจหลักแก่ U.S. Attorney General แต่เดโมแครตตั้งคำถามว่า หากกระทรวงยุติธรรมอยู่ภายใต้ประธานาธิบดี จะเกิดปัญหาหรือไม่เมื่อต้องบังคับใช้กฎจริยธรรมกับประธานาธิบดีเอง
ร่างฉบับล่าสุดจึงเพิ่มบทบาทให้ State Attorneys General หรืออัยการสูงสุดของแต่ละรัฐเข้ามาช่วยบังคับใช้
แต่เดโมแครตยังเห็นว่าฝ่ายบริหารของรัฐบาลกลางมีอำนาจมากเกินไป
4. Stablecoin Rewards กับความกังวลของธนาคาร
อีกสมรภูมิคือ Stablecoin Rewards หรือผลตอบแทนที่จ่ายให้ผู้ถือ Stablecoin
ธนาคารกังวลว่า Rewards อาจดึงเงินฝากออกจากระบบธนาคาร โดยเฉพาะธนาคารชุมชนที่ต้องใช้เงินฝากเป็นทุนปล่อยกู้
ร่าง CLARITY จึงให้อำนาจ Treasury Secretary ชั่วคราวในการจำกัด Rewards หากทำให้เงินฝากไหลออกจนสร้างความเสียหาย
แต่สมาชิกวุฒิสภาบางส่วนยังต้องการมาตรการป้องกันธนาคารที่เข้มงวดกว่านี้ โดย Josh Hawley ก็แสดงความกังวลต่อผลกระทบกับธนาคารชุมชน
5. DeFi และการเงินผิดกฎหมาย
เดโมแครตยังต้องการมาตรการที่เข้มงวดขึ้นเรื่อง การฟอกเงิน ความมั่นคงแห่งชาติ และการใช้คริปโตเพื่อกิจกรรมผิดกฎหมาย
แม้ร่างล่าสุดจะปรับกฎเกี่ยวกับ DeFi และ AML แล้ว แต่สมาชิกอย่าง Elizabeth Warren ยังเห็นว่าต้องเพิ่มมาตรการอีก
เมื่อทุกประเด็นมารวมกัน ทั้งสองฝ่ายจึงไม่สามารถหาข้อตกลงที่รวบรวมเสียงได้ถึง 60 เสียง
ตลาดคริปโตรับแรงกระแทกทันที
Bitcoin ร่วงมากกว่า 5% ในช่วงการเทขายเมื่อวันอังคาร ขณะที่ Coinbase และ Circle ปรับตัวลงมากถึงราว 10% ส่วน Ethereum ลดลงมากกว่า 6% และ XRP เคยร่วงประมาณ 12%
อย่างไรก็ตาม การปรับตัวลงเริ่มเกิดขึ้นก่อนการลงมติ เนื่องจากตลาดเห็นสัญญาณว่าการเจรจากำลังติดขัด
และ CLARITY Act ไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่กดดันตลาด เพราะในเวลาเดียวกัน ตลาดกำลังจับตาทิศทางดอกเบี้ยของ Fed รวมถึง Treasury yields ที่อยู่เหนือ 5% และราคาน้ำมันที่ทะลุ 100 ดอลลาร์
แล้วราคาคริปโตจะร่วงต่อหรือไม่?
Dennis Porter จาก Satoshi Action Fund มองว่า ตลาดอาจรับรู้ความเป็นไปได้ที่กฎหมายจะสะดุดไปแล้วบางส่วน ขณะที่ข้อมูลจาก Polymarket ในช่วงเวลาดังกล่าวสะท้อนว่า ตลาดให้โอกาสที่ CLARITY Act ผ่านภายในปี 2026 ค่อนข้างต่ำ
ดังนั้น หากร่างกฎหมายกลับมาเดินหน้าต่ออีกครั้ง ผลกระทบต่อตลาดอาจไม่ได้เกิดจากตัวกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับภาพใหญ่ของเฟด สภาพคล่อง และกระแสเงินเข้าสินทรัพย์เสี่ยงร่วมด้วย
CLARITY Act ยังมีทางกลับมา
อย่างไรก็ตามการโหวตที่ล้มเหลวครั้งนี้ไม่ได้ปิดประตู CLARITY Act ลงอย่างถาวร วุฒิสมาชิกยังสามารถกลับมาเจรจาและนำร่างกฎหมายเข้าสู่กระบวนการอีกครั้ง หากทั้งสองฝ่ายหาจุดที่ตกลงกันได้
ช่วงก่อนวันที่ 5 ตุลาคม 2026 ยังเป็นช่วงสำคัญสำหรับการเจรจา ก่อนเข้าสู่ช่วงที่วุฒิสภาหยุดพักเพื่อทำงานในรัฐต่าง ๆ จนถึงหลังการเลือกตั้งกลางเทอม
หากยังไม่สามารถผ่านได้ภายในสภาคองเกรสชุดปัจจุบัน ร่างกฎหมายอาจต้องเริ่มกระบวนการใหม่กับสภาคองเกรสชุดถัดไปในปี 2027
แล้วคริปโตจะเอาไงต่อ?
สิ่งที่น่าจับตามองจากนี้จึงไม่ใช่เพียงคำถามว่า CLARITY Act จะกลับมาเปิดโหวตอีกครั้งหรือไม่ แต่ต้องดูทั้งภาพของกฎหมาย นโยบายการเงิน และกระแสเงินทุนควบคู่กัน
ประการแรกคือ การเมืองในวุฒิสภา หากทั้งสองฝ่ายสามารถหาจุดร่วมในประเด็นผลประโยชน์ทางคริปโตของเจ้าหน้าที่รัฐ การกำกับดูแล Stablecoin และอำนาจบังคับใช้กฎหมายได้ โอกาสที่ร่างกฎหมายจะกลับเข้าสู่กระบวนการอีกครั้งก็ยังมีอยู่
ประการที่สองคือ บทบาทของ SEC และ CFTC แม้หน่วยงานเหล่านี้สามารถออกแนวทางหรือปรับวิธีการกำกับดูแลได้ แต่ก็ไม่สามารถทดแทนกฎหมายของสภาคองเกรสได้ทั้งหมด
และประการสุดท้ายคือภาพเศรษฐกิจ หาก Fed ส่งสัญญาณตึงตัว ตลาดคริปโตก็ยังมีแรงกดดันจากสภาพคล่อง แม้ประเด็น CLARITY Act จะคลี่คลายก็ตาม
ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นในครั้งนี้อาจสะท้อนว่า เส้นทางสู่กติกาคริปโตที่ชัดเจนในสหรัฐฯ กำลังยืดออกไป มากกว่าจะหมายความว่าเส้นทางดังกล่าวถูกปิดลง
สำหรับนักลงทุน คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “ควรซื้อหรือขาย” แต่คือหลัง CLARITY Act สะดุดแล้ว ข้อเท็จจริงพื้นฐานของคริปโตเปลี่ยนไปมากแค่ไหน และตลาดได้สะท้อนความกลัวนี้เข้าไปในราคาแล้วหรือยัง
ที่มา:finance.yahoo
มุมมองผู้เขียน: ตลาดน่าจะให้น้ำหนักกับข่าวนี้แค่ในระยะสั้น โดยยังเร็วเกินไปที่จะมองว่า CLARITY Act จบลงแล้ว เพราะประตูการเจรจายังเปิดอยู่ สิ่งที่ต้องจับตาจริง ๆ คือ ทั้งสองฝ่ายจะหาจุดร่วมกันได้หรือไม่ หากกฎหมายกลับมาเดินหน้าต่อได้ ความกังวลเรื่องความไม่ชัดเจนของกฎระเบียบก็มีโอกาสลดลง แต่ระหว่างนี้ Bitcoin ยังต้องรับแรงกดดันจากทิศทางเฟด และสภาพคล่อง ซึ่งอาจเป็นตัวแปรสำคัญกว่าข่าวกฎหมายในช่วงถัดไป

