สรุปข่าว
- Coinbase Financial Markets ประกาศเปิดให้นักลงทุนสถาบันสหรัฐฯ ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์เข้าถึงตลาดอนุพันธ์คริปโตระดับโลกผ่าน Deribit ซึ่งรวมถึงออปชันและฟิวเจอร์แบบ Perpetual โดยกลุ่มแรกสามารถเริ่มลงทะเบียนได้ทันที
- Coinbase Financial Markets ถือเป็น FCM ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ CFTC รายแรกและรายเดียวในปัจจุบันที่สามารถให้บริการเชื่อมต่อตลาดอนุพันธ์คริปโตระดับโลกแก่ลูกค้าสหรัฐฯ ได้อย่างถูกกฎหมาย
- ตลาดอนุพันธ์คริปโตคิดเป็นราว 80% ของปริมาณซื้อขายคริปโตทั่วโลก การเปิดประตูครั้งนี้จึงถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับนักลงทุนสถาบันที่ก่อนหน้านี้ต้องตั้งบริษัทนอกประเทศเพื่อเข้าถึงตลาดดังกล่าว
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish
การเปิดช่องทางให้นักลงทุนสถาบันสหรัฐฯ เข้าถึงตลาดอนุพันธ์คริปโตระดับโลกอย่างถูกกฎหมายเป็นครั้งแรก จะช่วยเพิ่มสภาพคล่องและความลึกของตลาดโดยรวม ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อราคาคริปโตในระยะยาว แม้ผลกระทบโดยตรงต่อราคาในระยะสั้นอาจยังมีจำกัด
เมื่อวันที่ 29 พ.ค. 2569 ตามรายงานจาก Cointelegraph Coinbase Financial Markets บริษัทลูกของ Coinbase Global Inc. ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าสินค้าโภคภัณฑ์สหรัฐฯ (CFTC) ในฐานะ Futures Commission Merchant (FCM) ได้ประกาศเปิดให้นักลงทุนสถาบันสหรัฐฯ ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์เข้าถึงตลาดอนุพันธ์คริปโตระดับโลกได้แล้ว โดยเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มออปชันคริปโตของ Deribit ซึ่งปัจจุบันเป็นบริษัทในเครือ Coinbase หลังการเข้าซื้อกิจการเมื่อปีที่แล้ว ลูกค้าสถาบันสามารถเริ่มลงทะเบียนเข้าใช้งานได้ทันที โดยออปชันบน Deribit พร้อมใช้แล้ว ส่วนฟิวเจอร์แบบ Perpetual อยู่ระหว่างการเปิดตัวตามมา Coinbase Financial Markets ถือเป็น FCM ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสหรัฐฯ รายแรกและรายเดียวในปัจจุบันที่สามารถให้บริการเชื่อมต่อตลาดอนุพันธ์คริปโตระดับโลกในลักษณะนี้ได้
ความสำคัญของการเปิดช่องทางนี้สำหรับนักลงทุนสถาบันสหรัฐฯ
ก่อนหน้านี้ นักลงทุนสถาบันในสหรัฐฯ ที่ต้องการเข้าถึงตลาดอนุพันธ์คริปโตระดับโลก โดยเฉพาะออปชันและ Perpetual Futures มักต้องตั้งบริษัทหรือนิติบุคคลนอกประเทศ ซึ่งสร้างภาระด้านโครงสร้างพื้นฐานและความเสี่ยงจากคู่สัญญาที่ซ้ำซ้อน การเปิดให้บริการครั้งนี้ช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวได้โดยตรง เนื่องจาก Coinbase Financial Markets ได้รับแนวทางใหม่จากฝ่ายผู้เข้าร่วมตลาดของ CFTC ที่อนุญาตให้มีการจัดการ Perpetual Futures ของคริปโตในฐานะ “สัญญาซื้อขายล่วงหน้าต่างประเทศ” และยังอนุญาตให้นำสินทรัพย์คริปโตและ Stablecoin ของลูกค้าไปวางเป็นหลักประกัน (margin) กับ Deribit FZE ซึ่งเป็นบริษัทในเครือต่างประเทศได้
ตลาดอนุพันธ์คริปโตในปัจจุบันมีปริมาณซื้อขายคิดเป็นราว 80% ของปริมาณซื้อขายคริปโตทั่วโลก ส่วน Deribit เองมีสถานะเปิด (open interest) ในออปชัน Bitcoin อยู่ที่ราว 3.1 หมื่นล้านดอลลาร์ ณ วันที่ 27 พ.ค. 2569 ซึ่งสะท้อนถึงขนาดและความลึกของตลาดที่นักลงทุนสถาบันสหรัฐฯ จะสามารถเข้าถึงได้เป็นครั้งแรกอย่างถูกกฎหมาย
เส้นทางจากการเข้าซื้อกิจการสู่การเปิดให้บริการจริง
ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า Coinbase ทุ่มเงินเกือบ 9.5 หมื่นล้านบาท เข้าซื้อกิจการ Deribit ในมูลค่าราว 2.9 พันล้านดอลลาร์ โดยประกาศข้อตกลงเมื่อเดือนพ.ค. 2568 และปิดดีลสำเร็จในวันที่ 14 ส.ค. 2568 Deribit ก่อตั้งขึ้นในปี 2559 และมีสำนักงานใหญ่ในดูไบ ถือเป็นผู้นำระดับโลกในตลาดออปชันคริปโต โดย ณ ช่วงปิดดีล มีสถานะเปิดรวมอยู่ที่ราว 6 หมื่นล้านดอลลาร์ และมีปริมาณซื้อขายในเดือนก.ค. 2568 เกิน 1.85 แสนล้านดอลลาร์ การเปิดให้บริการนักลงทุนสถาบันสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 29 พ.ค. 2569 จึงถือเป็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมของการเข้าซื้อกิจการดังกล่าว และถือเป็นก้าวแรกของการนำความสามารถของ Deribit มาสร้างคุณค่าให้กับฐานลูกค้าสถาบันของ Coinbase ในสหรัฐฯ อย่างแท้จริง
ทั้งนี้ Coinbase ยังระบุว่ามีแผนขยายการเข้าถึงในลักษณะนี้ให้ครอบคลุมถึงนักลงทุนรายย่อยในอนาคต แม้ในช่วงแรกจะเปิดให้เฉพาะนักลงทุนสถาบันที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์เท่านั้น นอกจากนี้ การผสานระบบ cross-margin engine ของ Deribit เข้ากับ liquidity pool ของ Coinbase คาดว่าจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ภายในสิ้นปี 2569
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าการเปิดตัวครั้งนี้เป็นเหมือนการเอาของดีที่ซื้อมานานแล้วออกมาใช้งานจริงในที่สุด Coinbase ซื้อ Deribit ตั้งแต่ปีที่แล้วในราคาแพงมาก และตอนนี้เริ่มเห็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้แล้ว สิ่งที่น่าสนใจจับตาคือ เมื่อนักลงทุนสถาบันสหรัฐฯ เริ่มไหลเข้ามาในตลาดออปชันและ Perpetual Futures มากขึ้น ความผันผวนของราคาคริปโตอาจเปลี่ยนรูปแบบไปด้วย เพราะตลาดอนุพันธ์ที่มีสภาพคล่องสูงขึ้นมักส่งผลต่อ sentiment ของตลาดสปอตด้วย นอกจากนี้ การที่ CFTC ออกแนวทางใหม่เพื่อรองรับ Perpetual Futures ในฐานะ “สัญญาซื้อขายล่วงหน้าต่างประเทศ” ก็เป็นสัญญาณว่ากำแพงด้านกฎระเบียบระหว่างตลาดคริปโตสหรัฐฯ กับตลาดโลกกำลังบางลงเรื่อยๆ ซึ่งในระยะยาวถือเป็นข่าวดีสำหรับทั้งวงการ
ที่มา: Cointelegraph
ภาพจาก AI
