bitkub-banner

ECB ชี้ดิจิทัลยูโรคือคำตอบต่อ Stablecoin หวั่นกระทบเสถียรภาพการเงิน

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Isabel Schnabel กรรมการบริหาร ECB กล่าวสุนทรพจน์ที่กรุงโซล วันที่ 1 มิ.ย. 2569 ว่าดิจิทัลยูโรคือการตอบสนองที่ดีที่สุดต่อความเสี่ยงที่เกิดจาก Stablecoin
  • เธอเตือนว่า Stablecoin อาจก่อให้เกิดการแห่ถอนเงินในยามวิกฤต บั่นทอนประสิทธิภาพนโยบายดอกเบี้ย และเสริมความแข็งแกร่งของดอลลาร์สหรัฐฯ ในเวทีโลก
  • ECB วางแผนนำร่องดิจิทัลยูโรในกลางปี 2570 โดยออกจริงครั้งแรกในปี 2572 ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันเพิ่มเติมต่อ Stablecoin ในตลาดยุโรป

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Bearish

ท่าทีของ ECB ที่ชัดเจนต่อ Stablecoin เป็นสัญญาณว่าสหภาพยุโรปอาจเดินหน้ากดดัน USDT และ USDC ในตลาดยุโรปต่อเนื่อง แม้ยังไม่มีมาตรการใหม่ออกมาในทันที แต่การที่ ECB ระดับสูงออกมาพูดถึงความเสี่ยงอย่างเป็นรูปธรรมอาจส่งผลให้กระดานเทรดในยุโรปเพิ่มความระมัดระวังต่อ Stablecoin เหล่านี้มากขึ้น

วันที่ 1 มิ.ย. 2569 Isabel Schnabel กรรมการบริหารธนาคารกลางยุโรป (ECB) ได้กล่าวสุนทรพจน์หลักในงานประชุมของธนาคารกลางเกาหลีที่กรุงโซล โดยระบุว่าดิจิทัลยูโรถือเป็นการตอบสนองที่มีประสิทธิภาพที่สุดต่อความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจาก Stablecoin ตามรายงานจาก Cointelegraph เธอเตือนว่าแม้ Stablecoin จะมีข้อดีหลายประการ แต่ก็แฝงความเสี่ยงสำคัญที่คุกคามเสถียรภาพทางการเงินและประสิทธิผลของนโยบายการเงิน Schnabel ชี้แจงด้วยว่า ECB วางบทบาทให้ดิจิทัลยูโรทำหน้าที่เป็นทั้ง CBDC สำหรับภาคประชาชน (retail) และเงินสดดิจิทัลจากธนาคารกลางแบบ wholesale เพื่อรองรับธุรกรรมของสถาบันการเงิน

ความเสี่ยงที่ ECB ระบุ และสิ่งที่ Schnabel มองเห็น

Schnabel ระบุความเสี่ยงที่เป็นรูปธรรมของ Stablecoin ไว้สามด้านหลัก ได้แก่ หนึ่ง ความเสี่ยงของการแห่ถอนเงินหมู่ (bank run) ในช่วงที่ตลาดผันผวนรุนแรง เนื่องจากผู้ถือ Stablecoin อาจพร้อมใจกันแลกคืนพร้อมกัน สอง การบั่นทอนกลไกส่งผ่านนโยบายดอกเบี้ยของ ECB เนื่องจากเงินทุนไหลออกจากระบบธนาคารดั้งเดิมไปสู่ Stablecoin ที่อยู่นอกการควบคุม และสาม การเสริมความแข็งแกร่งของดอลลาร์สหรัฐฯ ในเวทีระหว่างประเทศ เนื่องจาก Stablecoin ส่วนใหญ่อ้างอิงกับดอลลาร์อย่าง USDT และ USDC ทำให้อิทธิพลของสกุลเงินสหรัฐฯ ขยายตัวโดยอ้อม

นอกจากนี้ Schnabel ยังระบุว่าประโยชน์ที่มักพูดถึงเกี่ยวกับ Stablecoin ส่วนใหญ่มาจากเทคโนโลยีบล็อกเชนที่อยู่เบื้องหลัง ไม่ใช่ลักษณะเฉพาะของ Stablecoin เองแต่อย่างใด ซึ่งหมายความว่าดิจิทัลยูโรสามารถนำเทคโนโลยีเดียวกันมาใช้ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาสินทรัพย์ดิจิทัลที่อยู่นอกการกำกับดูแล คำกล่าวนี้ตามมาเพียงหนึ่งวันหลังจากที่ Christopher Waller ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) แสดงความคิดเห็นในทิศทางตรงกันข้าม โดยเขาแสดงความสงสัยต่อ CBDC และกล่าวว่ามันเป็น “สิ่งไร้สาระ” ซึ่งสะท้อนให้เห็นความแตกต่างของมุมมองระหว่างธนาคารกลางสองฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกได้อย่างชัดเจน

ผลกระทบต่อ Tether และ USDC ในตลาดยุโรป

ท่าทีของ ECB ครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ กฎหมายคริปโตของสหภาพยุโรป (MiCA) ที่มีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบปลายปี 2567 ได้สร้างแรงกดดันต่อ Stablecoin อยู่แล้ว โดย USDT ของ Tether ถูกถอดออกจากหลายกระดานเทรดในยุโรปตั้งแต่ปลายปี 2567 เนื่องจาก Tether ไม่ได้ยื่นขอใบอนุญาตภายใต้ MiCA ในขณะที่ USDC ของ Circle ขยายตัวในตลาดยุโรปได้มากขึ้นหลังได้รับใบอนุญาตที่จำเป็น นอกจากนี้เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2569 ECB ยังได้ปฏิเสธข้อเสนอที่ต้องการผ่อนคลายเกณฑ์สภาพคล่องและสำรองสำหรับ Stablecoin สกุลยูโร โดยอ้างความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของระบบธนาคาร

สำหรับแผนดิจิทัลยูโรของ ECB คาดว่าจะเริ่มนำร่องในกลางปี 2570 หากกฎหมายที่เกี่ยวข้องผ่านในปี 2569 และออกใช้จริงครั้งแรกในปี 2572 ซึ่งหากเส้นทางนี้เดินหน้าได้ตามแผน ก็จะเปลี่ยนโครงสร้างตลาด Stablecoin ในยุโรปอย่างมีนัยสำคัญในระยะยาว ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า Cash App เพิ่มการโอน USDC ข้ามหลายบล็อกเชนโดยไม่มีค่าธรรมเนียม ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า Stablecoin กำลังขยายการใช้งานในทิศทางที่ผู้กำกับดูแลอย่าง ECB กังวล


ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าการที่ ECB ออกมาพูดชัดเจนระดับนี้บอกให้รู้ว่า ยุโรปไม่ได้แค่ “จับตา” Stablecoin อีกต่อไป แต่กำลังวางหมากระยะยาวเพื่อแทนที่มันด้วย CBDC ของตัวเองอย่างจริงจัง ประเด็นที่น่าสนใจคือ Schnabel พูดถึงความเสี่ยงด้านดอลลาร์ ซึ่งมันสะท้อนมุมมองของ ECB ว่า USDT/USDC ไม่ใช่แค่ปัญหาด้านการเงิน แต่เป็นปัญหาด้านอธิปไตยทางการเงินของยุโรปด้วย สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้คือว่า MiCA จะถูกนำมาใช้กดดัน Stablecoin ดอลลาร์ในยุโรปเพิ่มเติมหรือไม่ และ Tether จะยังคงเพิกเฉยต่อตลาดยุโรปต่อไปหรือจะตัดสินใจยื่นขอใบอนุญาตในที่สุด

ที่มา: @Cointelegraph

เครดิตภาพจาก @Cointelegraph