สรุปข่าว
- ผู้เชี่ยวชาญด้านการต่อต้านคอร์รัปชันเตือนว่า Clarity Act ยังมีช่องโหว่สำคัญ 5 จุดที่อาจถูกใช้ฟอกเงิน หลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร และสร้างผลประโยชน์ทับซ้อนทางการเมือง
- ประเด็นที่ถูกวิจารณ์ครอบคลุมตั้งแต่ DeFi, Tornado Cash, Stablecoin, บริษัทคริปโตต่างประเทศ ไปจนถึงความเกี่ยวข้องของครอบครัวนักการเมืองกับธุรกิจคริปโต
- แม้ตลาดต้องการกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน แต่หากช่องโหว่เหล่านี้ไม่ได้รับการแก้ไข อาจทำให้ Clarity Act กลายเป็นกฎหมายที่สร้างความชัดเจนให้ธุรกิจ แต่สร้างความปวดหัวให้หน่วยงานกำกับดูแลในอนาคต
แนวโน้มผลกระทบ: Neutral
Clarity Act ร่างกฎหมายคริปโตฉบับสำคัญกำลังเจอกับเสียงวิจารณ์ครั้งใหญ่ หลังผู้เชี่ยวชาญออกมาเตือนว่า กฎหมายฉบับนี้ยังมีช่องโหว่สำคัญ 5 ประการ ทั้งการเปิดช่องให้แพลตฟอร์ม DeFi และ Stablecoin ถูกใช้ฟอกเงินหรือหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร ปัญหาการกำกับดูแลเครื่องมือปกปิดตัวตนอย่าง Tornado Cash รวมถึงการที่บริษัทคริปโตสามารถใช้เขตอำนาจศาลต่างประเทศเป็นทางเลี่ยงกฎระเบียบ ขณะเดียวกันยังมีข้อกังวลเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจคริปโต
Clarity Act ร่างกฎหมายที่นักลงทุนคริปโตจับตามองมากที่สุดในสหรัฐฯ และอาจกลายเป็นต้นแบบให้หลายประเทศนำไปใช้ในอนาคต กำลังเผชิญเสียงวิจารณ์ครั้งสำคัญ หลังผู้เชี่ยวชาญด้านการต่อต้านคอร์รัปชันออกมาเตือนว่า กฎหมายฉบับนี้ยังมีช่องโหว่หลายอย่างที่เปิดทางให้เกิดการฟอกเงิน การหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร และผลประโยชน์ทับซ้อนทางการเมืองหลุดรอดจากการกำกับดูแล
Scott Greytak ผู้อำนวยการฝ่ายรณรงค์และนโยบายของ Transparency International U.S. ระบุว่า แม้ Clarity Act จะถูกคาดหวังให้เป็นกฎหมายที่เข้ามาสร้างความชัดเจนให้กับอุตสาหกรรมคริปโต แต่ในรูปแบบปัจจุบันยังมีจุดอ่อนสำคัญอย่างน้อย 5 ประการ ซึ่งหากไม่ได้รับการแก้ไขก่อนเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภา ก็อาจกลายเป็นช่องทางให้ผู้ไม่หวังดีใช้ประโยชน์จากระบบการเงินดิจิทัลได้
1. ช่องโหว่ DeFi อาจกลายเป็นทางด่วนของนักฟอกเงิน
หนึ่งในประเด็นที่ถูกจับตามองมากที่สุดคือ การที่แพลตฟอร์มการเงินแบบกระจายศูนย์หรือ “DeFi” บางส่วนอาจสามารถหลีกเลี่ยงการตรวจสอบด้านการฟอกเงินได้ เพียงเพราะอ้างสถานะว่าเป็นระบบกระจายศูนย์
นักวิจารณ์ชี้ว่า หากแพลตฟอร์มใดทำหน้าที่รับส่ง โอน แลกเปลี่ยน หรืออำนวยความสะดวกด้านการเงิน ก็ควรอยู่ภายใต้กฎต่อต้านการฟอกเงินเช่นเดียวกับสถาบันการเงินทั่วไป โดยเฉพาะในเมื่อกลุ่มแฮกเกอร์เกาหลีเหนืออย่าง Lazarus ถูกกล่าวหาว่าใช้บริการประเภทนี้ในการเคลื่อนย้ายเงินคริปโตที่ได้จากการโจรกรรม เพื่อนำไปสนับสนุนการสะสมอาวุธของรัฐบาล
2. ปม Tornado Cash สะท้อนช่องว่างทางกฎหมาย
อีกหนึ่งข้อกังวลคือ กรณีของ Tornado Cash ซึ่งเป็นเครื่องมือเพิ่มความเป็นส่วนตัวบนบล็อกเชนที่สามารถทำงานได้โดยอัตโนมัติผ่านสัญญา Smart Contract
ผู้เชี่ยวชาญมองว่า กฎหมายปัจจุบันสามารถเอาผิด “บุคคล” ได้ แต่กลับมีข้อจำกัดเมื่อต้องรับมือกับซอฟต์แวร์ที่ทำงานแบบไร้ตัวกลาง ส่งผลให้เกิดช่องทางหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่หน่วยงาน FinCEN ออกมาเตือนถึงการใช้สินทรัพย์ดิจิทัลเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายการเงินเงาที่เชื่อมโยงกับประเทศอิหร่าน
ฝ่ายที่สนับสนุนการแก้ไขกฎหมายจึงเรียกร้องให้กระทรวงการคลังสหรัฐฯ มีอำนาจชัดเจนมากขึ้นในการจัดการเครื่องมือปกปิดตัวตนที่ถูกนำมาใช้เพื่อหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร
3. Stablecoin ยังมีความเสี่ยงถูกใช้หลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร
แม้กฎหมาย GENIUS Act จะเริ่มวางกรอบกำกับดูแลผู้ออก Stablecoin แล้ว แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ยังมีช่องทางอีกมากที่ผู้ไม่หวังดีสามารถใช้เคลื่อนย้ายเงินผ่านแพลตฟอร์มนอกประเทศ บริการ Mixer หรือโปรโตคอล DeFi ที่ไม่ได้ถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวด
รายงานระบุว่า กลุ่มนิติบุคคลของรัสเซียที่ถูกคว่ำบาตรเคยใช้ Stablecoin เป็นเครื่องมือในการเคลื่อนย้ายเงินทุน ทำให้มีข้อเสนอให้ Clarity Act บังคับให้ผู้ออก Stablecoin ต้องติดตามและรายงานกิจกรรมที่น่าสงสัยภายในระบบนิเวศทั้งหมด ไม่ใช่เพียงกิจกรรมที่เกิดขึ้นภายในบริษัทของตนเอง
หากขาดกลไกดังกล่าว Stablecoin อาจกลายเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับการฟอกเงิน การฉ้อโกง การเรียกค่าไถ่ด้วยมัลแวร์ และการหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรในอนาคต
4. จดทะเบียนต่างประเทศ แต่ยังเข้าถึงเงินอเมริกันได้
อีกหนึ่งช่องโหว่สำคัญคือ ประเด็นด้านเขตอำนาจศาล ซึ่งอาจเปิดช่องให้บริษัทคริปโตเลือกจดทะเบียนในประเทศที่กฎระเบียบไม่เข้มงวด ขณะที่ยังคงให้บริการลูกค้าชาวอเมริกันได้ตามปกติ
นักวิจารณ์มองว่า การตั้งสำนักงานใหญ่ในต่างประเทศไม่ควรเป็นใบเบิกทางให้หลีกเลี่ยงกฎหมายต่อต้านการฟอกเงินของสหรัฐฯ หากแพลตฟอร์มใดมีส่วนสนับสนุนการเงินผิดกฎหมาย นักวิเคราะห์มองว่า ควรถูกตัดออกจากระบบการเงินที่ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ว่าบริษัทนั้นจะจดทะเบียนอยู่ที่ใดก็ตาม
5. ผลประโยชน์ทับซ้อนที่อาจกระทบความน่าเชื่อถือของกฎหมาย
ประเด็นที่ร้อนแรงที่สุดของ Clarity Act ไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องจริยธรรมทางการเมือง
รายงานจากสื่อข่าวสหรัฐฯ ระบุว่า สมาชิกครอบครัวของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ มีความเกี่ยวข้องทางธุรกิจกับบริษัทคริปโต World Liberty Financial ขณะที่รัฐบาลกำลังผลักดันกฎหมายที่จะเข้ามากำกับดูแลอุตสาหกรรมคริปโต
นักวิจารณ์จึงตั้งคำถามว่า กรอบกำกับดูแลคริปโตจะได้รับความเชื่อถือจากสาธารณะได้อย่างไร หากผู้มีอำนาจหรือสมาชิกครอบครัวของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองยังคงมีผลประโยชน์ทางการเงินในอุตสาหกรรมที่กำลังถูกกำกับดูแล
ข้อเสนอที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ การกำหนดข้อห้ามอย่างชัดเจน ไม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐและสมาชิกครอบครัวสายตรงถือครอง โปรโมต หรือมีส่วนได้ส่วนเสียในธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลระหว่างดำรงตำแหน่ง
ผู้วิจารณ์ Clarity Act มองว่า ช่องโหว่ทั้ง 5 ประการไม่ใช่ความเสี่ยงในเชิงทฤษฎี แต่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริงแล้วในโลกปัจจุบัน ตั้งแต่การฟอกเงินของรัฐที่ถูกคว่ำบาตร การระดมทุนโครงการอาวุธ การใช้ Stablecoin เคลื่อนย้ายเงินผิดกฎหมาย ไปจนถึงข้อกังวลเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนของผู้มีตำแหน่งทางการเมือง
มุมมองผู้เขียน: สิ่งที่น่าสนใจคือ Scott Greytak ไม่ได้ออกมาคัดค้าน Clarity Act หรือเรียกร้องให้ยกเลิกกฎหมายฉบับนี้ เขากลับยอมรับว่า สหรัฐฯ จำเป็นต้องมีกฎเกณฑ์คริปโตที่ชัดเจนโดยเร็วที่สุด แต่คำถามสำคัญคือ สหรัฐฯ ต้องการแค่กฎหมายที่ชัดเจน หรือกฎหมายที่แข็งแรงพอเพื่อกำกับดูแลอุตสาหกรรมคริปโตในระยะยาว
ที่มา:coindesk

