สรุปข่าว
- Bitcoin ปรับลดค่าความยากการขุดลง 10.09% ถือเป็นการลดลงมากที่สุดเป็นอันดับ 11 นับตั้งแต่ Bitcoin ถือกำเนิดมา
- สาเหตุหลักมาจากราคา Bitcoin ที่อ่อนตัว ทำให้นักขุดต้นทุนสูงทยอยปิดเครื่อง ส่งผลให้ Hashrate ของเครือข่ายลดลง
- แม้จะสะท้อนแรงกดดันต่อธุรกิจเหมืองขุด แต่การลดความยากอาจช่วยให้นักขุดที่ยังอยู่ในระบบกลับมามีกำไรดีขึ้น
แนวโน้มผลกระทบ: Neutral
ข้อมูลจาก Galaxy Research ระบุว่า ค่าความยากการขุด Bitcoin ลดลง 10.09% ซึ่งนับเป็นการลดลงมากที่สุดเป็นอันดับ 11 ในประวัติศาสตร์ หลังราคา Bitcoin ลดลงจนกดดันรายได้ของนักขุดรายย่อยหลายราย โดยเฉพาะผู้ที่ใช้เครื่องขุดรุ่นเก่าที่ ต้องทยอยปิดเครื่องไป แม้การปรับลดครั้งนี้จะช่วยให้นักขุดที่ยังเดินเครื่องอยู่สามารถขุด Bitcoin ได้ง่ายขึ้นและมีโอกาสทำกำไรเพิ่ม แต่ภาพรวมของอุตสาหกรรมยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น และการแข่งขันจากธุรกิจ AI กับศูนย์ข้อมูลประมวลผล HPC ที่กำลังดึงทั้งเงินลงทุนและทรัพยากรออกจากธุรกิจเหมืองขุดอย่างต่อเนื่อง
เครือข่าย Bitcoin ปรับลดค่าความยากการขุดหรือ “Mining Difficulty” ลง 10.09% นับเป็นการปรับลดครั้งใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 11 ในประวัติศาสตร์ และมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของปี 2026 หลังราคา Bitcoin ที่ร่วงลงทำให้รายได้ของนักขุดลดลงตาม จนผู้ประกอบการจำนวนหนึ่ง โดยเฉพาะผู้ที่ใช้เครื่องขุดรุ่นเก่าหรือต้นทุนค่าไฟสูง ต้องทยอยปิดเครื่อง ส่งผลให้กำลังประมวลผลของเครือข่ายลดลงอย่างเห็นได้ชัด
ข้อมูลจาก Galaxy Research ระบุว่า การปรับค่าความยากครั้งล่าสุดเกิดขึ้นที่บล็อก 953,568 โดยค่าความยากลดลงจาก 138.96 ล้านล้าน เหลือ 124.93 ล้านล้าน

ค่าความยากการขุดบิทคอยน์คือ ระบบที่เป็นตัวกำหนดว่า นักขุดต้องใช้พลังประมวลผลมากแค่ไหน เพื่อสร้างบล็อก Bitcoin ใหม่ ระบบจะปรับค่าอัตโนมัติทุก ๆ 2,016 บล็อก หรือประมาณทุก 2 สัปดาห์ เพื่อรักษาให้เครือข่ายสร้างบล็อกใหม่ได้เฉลี่ย 10 นาทีต่อบล็อก หากมีนักขุดออกจากระบบจำนวนมากจนบล็อกถูกสร้างช้าลง เครือข่ายก็จะลดระดับความยากลง เพื่อให้ผู้ที่ยังขุดอยู่สามารถสร้างบล็อกได้ง่ายขึ้น
สัญญาณการชะลอตัวสะท้อนผ่านรอบการปรับความยากหรือ “Epoch” ล่าสุด ซึ่งใช้เวลานานถึง 15.6 วัน จากปกติใช้เวลาประมาณ 14 วัน แสดงให้เห็นว่า กำลังประมวลผลรวมของนักขุดทั่วโลกหรือ “Hashrate” ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ก่อนที่ระบบจะปรับลดความยากลงตามกลไกของ Bitcoin
Galaxy Research ระบุว่า ราคา Bitcoin ปรับตัวลงราว 15% ในช่วงต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ส่งผลให้รายได้ของนักขุดลดลงอย่างต่อเนื่อง ผู้ประกอบการที่มีต้นทุนสูงจึงเริ่มปิดเครื่องขุดที่ไม่คุ้มต้นทุน เพื่อลดค่าใช้จ่าย
อย่างไรก็ตาม การลดค่าความยากการขุดถือเป็นข่าวดีสำหรับนักขุดที่ยังเดินเครื่องอยู่ เพราะพวกเขาจะสามารถผลิต Bitcoin ได้มากขึ้นโดยใช้กำลังประมวลผลเท่าเดิม อีกทั้งยังอาจช่วยให้ Hashprice หรือรายได้ที่นักขุดได้รับต่อกำลังประมวลผล 1 PH/s ฟื้นกลับมายืนเหนือระดับ 30 ดอลลาร์ต่อ PH/s ได้อีกครั้ง
แต่ผลบวกดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน นักขุดที่ใช้เครื่องรุ่นใหม่และมีต้นทุนค่าไฟต่ำยังคงได้เปรียบ ขณะที่ผู้ประกอบการที่ใช้เครื่องรุ่นเก่าหรือมีต้นทุนพลังงานสูง ยังคงต้องเผชิญแรงกดดัน หากราคา Bitcoin ปรับตัวลงต่อ
อีกปัจจัยที่ทำให้กำลังประมวลผลรวมของนักขุดทั่วโลกของ Bitcoin ลดลง คือการที่บริษัทขุดเหมืองหลายแห่งเริ่มหันไปสู่ธุรกิจ High-Performance Computing (HPC) หรือศูนย์ประมวลผลสมรรถนะสูง และ AI Data Center หรือศูนย์ข้อมูลสำหรับปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งให้ผลตอบแทนสูงกว่าการขุด Bitcoin ในปัจจุบัน
ตัวอย่างเช่น Core Scientific มีแผนเปลี่ยนเหมืองขุด Bitcoin ในเมืองเปคอส รัฐเท็กซัส ให้เป็นศูนย์ข้อมูล AI พร้อมย้ายกำลังไฟฟ้าสำหรับการขุดกว่า 300 เมกะวัตต์ ไปใช้กับงาน AI
ขณะที่ TeraWulf รายงานว่า รายได้จากธุรกิจ HPC ในไตรมาสแรกปี 2026 อยู่ที่ 21 ล้านดอลลาร์ สูงกว่ารายได้จากการขุด Bitcoin เป็นครั้งแรก ส่วน HIVE Digital ก็ประกาศลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ขนาด 320 เมกะวัตต์ ใกล้เมืองโตรอนโต เพื่อรองรับ GPU มากกว่า 100,000 ตัว
การปรับลดความยากในการขุดครั้งนี้จึงสะท้อนว่า อุตสาหกรรมเหมืองขุด Bitcoin ยังคงเผชิญแรงกดดันจากทั้งราคา Bitcoin ที่ลดลง ต้นทุนพลังงานที่อยู่ในระดับสูง และการแข่งขันจากธุรกิจ AI ที่กำลังดึงทั้งเงินลงทุนและทรัพยากรออกจากธุรกิจขุดคริปโตมากขึ้นเรื่อย ๆ
มุมมองของผู้เขียน: หากราคา Bitcoin สามารถฟื้นตัวขึ้นต่อได้ Hashrate มีโอกาสกลับมาเพิ่มขึ้น และ Mining Difficulty ก็อาจกลับเข้าสู่รอบการปรับขึ้นอีกครั้ง แต่หากราคายังเคลื่อนไหวในระดับต่ำต่อเนื่อง เราอาจเห็นนักขุดรายย่อยทยอยออกจากตลาดเพิ่มขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการรายใหญ่จะยิ่งได้เปรียบจากต้นทุนที่ต่ำกว่า
ที่มา:cryptonews

