สรุปข่าว
- อิหร่านอาจได้รับผลประโยชน์ทางการเงินมูลค่ารวมราว 400,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากการเจรจายุติสงครามกับสหรัฐฯ
- เงินถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ เงิน 1 แสนล้านดอลลาร์ที่เป็นทรัพย์สินของอิหร่านที่เคยถูกอายัดไว้ในต่างประเทศ และอีก 3 แสนล้านในรูปแบบกองทุนฟื้นฟูประเทศ
- คลังสหรัฐฯ เคยเปิดเผยว่าสามารถยึดกระเป๋าคริปโตมูลค่า $1 พันล้านของอิหร่านมาได้ ทำให้มีความเป็นไปได้ว่าพวกเขาจะเทขายหากได้รับเงินกลับคืนมา
แนวโน้มผลกระทบ: Neutral
ความคืบหน้าของการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านในสัปดาห์นี้ กำลังปูทางไปสู่การปลดล็อกเม็ดเงินมูลค่ารวมกว่า 400,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งบางส่วนคาดว่าแฝงตัวอยู่ในรูปสกุลเงินดิจิทัลเพื่อหลบเลี่ยงการคว่ำบาตร ทำให้มีความเป็นไปได้ที่อิหร่านอาจตัดสินใจเทขายคริปโตคลังสำรองลับออกมาเพื่อเปลี่ยนเป็นกระแสเงินสดสภาพคล่องในการบูรณะประเทศจนอาจทำให้ราคาตลาดโลกผันผวนชั่วคราว
ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ประเด็นที่นักลงทุนทั่วโลกต่างเฝ้าจับตาอย่างใกล้ชิดคงหนีไม่พ้นความคืบหน้าของการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ซึ่งดูเหมือนว่ากำลังจะมีแนวโน้มไปในทิศทางบวก
อย่างไรก็ตามสิ่งที่ทำให้วงการการเงินและตลาดคริปโตต้องหันมามองเรื่องนี้แบบตาไม่กะพริบ คือประเด็นที่อิหร่านอาจได้รับเม็ดเงินมหาศาลกว่า 4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ กลับคืนมาเพื่อฟื้นฟูประเทศ ซึ่งแน่นอนว่ากระแสเงินก้อนมหึมาขนาดนี้ ย่อมสร้างแรงกระเพื่อมต่อทิศทางของตลาดคริปโตเคอร์เรนซีโดยตรงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ที่มาของเม็ดเงิน 4 แสนล้านดอลลาร์
หลายคนอาจสงสัยว่า เงินจำนวนมหาศาลนี้มาจากไหน หากเจาะลึกลงไปจะพบว่ามันถูกแบ่งออกเป็นสองก้อนหลัก ๆ ก้อนแรกคือ เงินจำนวน 1 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นทรัพย์สินของอิหร่านเองที่ถูกอายัดไว้ตามธนาคารและช่องทางต่างๆ ในต่างประเทศช่วงที่มีการคว่ำบาตร ประเด็นที่น่าสนใจคือ เม็ดเงินส่วนนี้อาจมีบางส่วนที่ถูกเก็บซ่อนอยู่ในรูปแบบของคริปโตเคอร์เรนซี ซึ่งเป็นเครื่องมือที่อิหร่านเคยใช้เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบทางการเงินมาโดยตลอด
ส่วนเงินอีก 3 แสนล้านดอลลาร์นั้น จะมาในรูปแบบของกองทุนฟื้นฟูและลงทุน เพื่อช่วยให้เศรษฐกิจของอิหร่านกลับมาเดินหน้าต่อไปได้หลังบอบช้ำจากภาวะสงคราม แม้ว่าในขณะนี้จะยังเป็นเพียงข้อเสนอในร่างบันทึกความเข้าใจ (MOU) สันติภาพ แลกกับการที่อิหร่านต้องยอมยุติโครงการพัฒนานิวเคลียร์ แต่ทางฝั่งโดนัลด์ ทรัมป์ ก็ได้ออกมาย้ำจุดยืนชัดเจนแล้วว่า สหรัฐฯ จะไม่ใช่คนควักกระเป๋าจ่ายเงินอัดฉีดก้อนนี้อย่างแน่นอน
คริปโตเกี่ยวอะไรด้วย?
หากเราย้อนกลับไปเมื่อหลายเดือนก่อน กระทรวงการคลังของสหรัฐฯ เคยออกมาประกาศความสำเร็จในการยึดกระเป๋าเงินคริปโตของอิหร่านที่มีมูลค่าสูงถึง 1 พันล้านดอลลาร์
เหตุการณ์นี้คือ หลักฐานชิ้นสำคัญที่ยืนยันสมมติฐานว่า อิหร่านมีการสะสมสินทรัพย์ดิจิทัลเพื่อใช้เป็นท่อน้ำเลี้ยงหลบเลี่ยงการคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ จริงๆ
สิ่งที่นักลงทุนกังวลก็คือ หากอิหร่านต้องการนำเม็ดเงินกลับมาฟื้นฟูประเทศอย่างเร่งด่วน ก็มีความเป็นไปได้ที่พวกเขาอาจจะเทขายคริปโตที่ซุกซ่อนไว้ออกมาล็อตใหญ่ ซึ่งนั่นจะทำให้เกิดแรงกดดันมหาศาลและสร้างความผันผวนอย่างหนักในตลาดโลก
นอกจากนี้ อย่าลืมว่า อิหร่านเป็นประเทศที่มีทรัพยากรพลังงานราคาถูกเหลือเฟือ หากเศรษฐกิจดั้งเดิมยังไม่ฟื้นตัว พวกเขาก็อาจกลับมาเปิดเหมืองขุด Bitcoin สเกลใหญ่เพื่อผลิตรายได้เสริมเข้าประเทศได้ทุกเมื่อ
จุดเปลี่ยนสู่โหมดเปิดรับความเสี่ยง
อย่างไรก็ตาม ในความกังวลเรื่องแรงเทขาย ก็ยังมีโอกาสเติบโตครั้งใหญ่ซ่อนอยู่เพราะเงื่อนไขสำคัญที่สุดที่จะทำให้อิหร่านได้รับเงินก้อนนี้คือ การต้องยอมรับข้อตกลงของสหรัฐฯ หรืออีกนัยหนึ่งคือ การยุติสงครามอย่างสมบูรณ์ และเมื่อเป็นเช่นนั้น ตลาดลงทุนก็จะกลับเข้าสู่โหมด Risk-on เปิดรับความเสี่ยงอีกครั้ง และอาจทำให้ราคาพุ่งทะยานเพราะไม่ต้องกังวลเรื่องภูมิรัฐศาสตร์อีกต่อไป
มุมมองผู้เขียน : ในระยะสั้น ตลาดคริปโตอาจต้องรับแรงกระแทกเชิงจิตวิทยาและความผันผวนจากการที่รัฐบาลอิหร่านอาจรินขายซึ่งไม่แน่ว่าอาจเป็นปัจจัยสุดท้ายที่ทำให้ Bitcoin พบกับจุดต่ำสุดของวัฏจักรก่อนที่จะทะยานกลับขึ้นไปเป็นตลาดขาขึ้นหลังจากนี้

