สรุปข่าว
- Bitcoin ซื้อขายต่ำกว่าต้นทุนการขุดต่อเนื่องเป็นเวลา 5 เดือนติดต่อกัน
- JPMorgan ประเมินว่า นักขุดราว 20% อยู่ในภาวะขาดทุน ขณะที่บริษัทเหมืองขุดขาย Bitcoin ไปแล้วกว่า 32,000 BTC ในไตรมาสแรกของปี
- แม้ระยะสั้นจะเป็นแรงกดดันต่อฝั่งอุปทาน แต่ JPMorgan มองว่า การคัดกรองนักขุดที่ไม่มีประสิทธิภาพออกจากระบบ อาจกลายเป็นสัญญาณเชิงบวกในระยะยาว
แนวโน้มผลกระทบ: Neutral
Bitcoin ยังคงซื้อขายต่ำกว่าต้นทุนการผลิตของนักขุดต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 ส่งผลให้แรงกดดันในธุรกิจเหมืองขุดเพิ่มสูงขึ้น โดย JPMorgan ประเมินว่า นักขุดราว 20% กำลังเผชิญภาวะขาดทุน และหลายบริษัทเริ่มขาย Bitcoin เพื่อนำเงินมาหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่า การปรับฐานครั้งนี้อาจช่วยคัดกรองนักขุดที่ไม่มีประสิทธิภาพออกไปจากระบบ และอาจกลายเป็นรากฐานที่ทำให้อุตสาหกรรมเหมืองขุดแข็งแกร่งขึ้นในระยะยาว หากราคา Bitcoin กลับมาฟื้นตัว
Bitcoin ยังคงซื้อขายต่ำกว่าต้นทุนการขุดเฉลี่ยที่ JPMorgan ประเมินไว้เป็นเดือนที่ 5 ติดต่อกัน โดยราคาปัจจุบันอยู่ราว 62,500 ดอลลาร์ เทียบกับต้นทุนการผลิตประมาณ 78,000 ดอลลาร์ สะท้อนว่าอุตสาหกรรมเหมืองขุดกำลังเผชิญแรงกดดันด้านผลกำไรอย่างหนัก และเริ่มส่งผลต่อพฤติกรรมของนักขุดอย่างชัดเจน
Nikolaos Panigirtzoglou นักวิเคราะห์ของธนาคาร JPMorgan ระบุว่า ค่าความสัมพันธ์ระหว่างราคา Bitcoin กับข้อมูลจากฝั่งนักขุดเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นในปี 2026 โดยเฉพาะค่า Hashrate หรือกำลังประมวลผลรวมของเครื่องขุดทั่วทั้งเครือข่าย และ Mining Difficulty หรือค่าความยากในการขุด
ข้อมูลในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา พบว่า ค่า Beta ระหว่าง Mining Difficulty กับราคา Bitcoin เพิ่มขึ้นเป็น 0.62 ซึ่งสะท้อนว่า นักขุดจำนวนมากกำลังดำเนินธุรกิจอยู่ใกล้ กับ “จุดคุ้มทุน” ทำให้ราคา Bitcoin ขยับขึ้นหรือลงเพียงเล็กน้อย ก็อาจเพียงพอให้ผู้ประกอบการตัดสินใจเปิดหรือปิดเครื่องขุดได้ทันที
JPMorgan อธิบายว่า เมื่อราคา Bitcoin ซื้อขายต่ำกว่าต้นทุนการผลิต นักขุดที่มีต้นทุนสูงจะทยอยปิดเครื่องก่อน ส่งผลให้กำลังการขุดลดลง จากนั้นระบบ Bitcoin จะปรับลดค่าความยากในการขุดลงโดยอัตโนมัติ เพื่อให้การสร้างบล็อกใหม่ยังคงเป็นไปตามเป้าหมายของเครือข่าย
ภาพดังกล่าวเริ่มแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนในช่วงสัปดาห์ที่สองของเดือนมิถุนายน เมื่อ Mining Difficulty ลดลงถึง 10% นับเป็นการปรับลดครั้งใหญ่ครั้งที่สองของปี หลังจากเคยเกิดขึ้นมาแล้วในเดือนมกราคม
ปัจจุบัน JPMorgan ประเมินว่า ต้นทุนการผลิต Bitcoin อยู่ที่ประมาณ 78,000 ดอลลาร์ ขณะที่ราคา Bitcoin ซื้อขายอยู่เพียงราว 62,500 ดอลลาร์ โดยอ้างอิงข้อมูลจากรายงานอุตสาหกรรมเหมืองขุดของ CoinShares ประจำไตรมาสแรกปี 2026 ทำให้คาดว่า นักขุด Bitcoin ราว 20% กำลังดำเนินธุรกิจในภาวะขาดทุน

แรงกดดันดังกล่าวยังสะท้อนผ่านบริษัทเหมืองขุด Bitcoin ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งขาย Bitcoin ออกรวมกว่า 32,000 BTC ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2026 เพื่อนำเงินสดมาใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนสำหรับดำเนินธุรกิจ โดยตัวเลขดังกล่าวสูงกว่ายอดขายรวมตลอดทั้งปี 2025 ตามข้อมูลจาก TheEnergyMag
JPMorgan มองว่า ตราบใดที่ราคา Bitcoin ยังซื้อขายต่ำกว่าต้นทุนการผลิตอย่างมีนัยสำคัญกำลังการขุดของเครือข่ายจะยังคงตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของราคาอย่างรวดเร็ว และตลาดมีแนวโน้มเห็นการปรับค่าความยากในการขุดบ่อยครั้งและผันผวนมากขึ้นในระยะต่อไป
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่า ความเชื่อมั่นที่อ่อนแอของตลาดในปัจจุบันอาจกลายเป็นสัญญาณเชิงบวกที่เกิดขึ้นสวนทางกับความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ในระยะยาว หากแรงกดดันครั้งนี้ช่วยคัดกรองนักขุดที่มีต้นทุนสูงหรือไม่มีประสิทธิภาพออกจากตลาด และทำให้อุตสาหกรรมกลับมาแข็งแกร่งขึ้นเมื่อราคา Bitcoin ฟื้นตัวในอนาคต
มุมมองผู้เขียน: สิ่งที่น่าจับตามองคือ หากราคา Bitcoin สามารถกลับขึ้นไปเหนือ “ต้นทุนการผลิต” ได้อีกครั้ง อาจเป็นสัญญาณว่าฝั่งนักขุดกลับมาทำกำไร และแรงขายจากกลุ่มนี้มีโอกาสลดลง ซึ่งอาจกลายเป็นปัจจัยบวกต่อรอบขาขึ้นในระยะถัดไป
ที่มา:Theblock

