สรุปข่าว
- สมาคมธนาคารอเมริกันระดมส่งจดหมายกว่า 8,000 ฉบับเพื่อกดดันให้วุฒิสภาแก้ไขข้อบัญญัติเรื่องการจ่ายผลตอบแทนของ Stablecoin ในกฎหมาย CLARITY Act
- ภาคธนาคารพาณิชย์แสดงความกังวลอย่างหนักว่าการปล่อยให้ Stablecoin สามารถจ่ายดอกเบี้ยได้จะกระตุ้นให้เกิดสภาวะเงินทุนไหลออกจากบัญชีเงินฝากทั่วไป
- ข้อตกลงประนีประนอม Tillis-Alsobrooks พยายามสั่งแบนการจ่ายผลตอบแทนแบบพาสซีฟแต่ยังเปิดช่องให้รางวัลตามกิจกรรมซึ่งฝั่งธนาคารต้องการให้สั่งห้ามทั้งหมด
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Neutral
เนื่องจากความเคลื่อนไหวนี้เป็นกระบวนการล็อบบี้ทางกฎหมายในวุฒิสภาสหรัฐฯ ซึ่งแสดงถึงความขัดแย้งเชิงโครงสร้างระยะยาวระหว่างสถาบันการเงินดั้งเดิมกับอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล แต่ยังไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อปริมาณการซื้อขายในตลาดเวลานี้
ความเคลื่อนไหวล่าสุดในวุฒิสภาสหรัฐฯ เกี่ยวกับการพิจารณากฎหมาย CLARITY Act ได้กลายเป็นชนวนเหตุความขัดแย้งครั้งใหญ่ระหว่างอุตสาหกรรมธนาคารแบบดั้งเดิมและกลุ่มผู้พัฒนาสินทรัพย์ดิจิทัล
โดยสมาคมธนาคารอเมริกันได้เริ่มดำเนินมาตรการล็อบบี้อย่างเข้มข้นด้วยการระดมส่งจดหมายมากกว่า 8,000 ฉบับไปยังสำนักงานของสมาชิกวุฒิสภาภายในระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ เพื่อหวังที่จะเปลี่ยนแปลงเนื้อหาเพียงจุดเดียวในข้อกฎหมายดังกล่าว ซึ่งข้อบัญญัติที่เป็นประเด็นขัดแย้งนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับกฎระเบียบที่ควบคุมว่า Stablecoin จะได้รับอนุญาตให้จ่ายผลตอบแทนหรือดอกเบี้ยให้แก่ผู้ถือครองได้หรือไม่ โดยฝั่งธนาคารมองว่าเรื่องนี้เป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินแบบเก่า
หากพิจารณาตามกลไกพื้นฐานแล้ว Stablecoin เป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่ผูกมูลค่าไว้กับเงินดอลลาร์สหรัฐ โดยมีสินทรัพย์สำรองในระบบเป็นเงินสดและตราสารหนี้รัฐบาลระยะสั้น ซึ่งสินทรัพย์สำรองเหล่านี้สามารถสร้างดอกผลและรายได้ให้กับบริษัทผู้จำหน่าย Stablecoin อยู่ตลอดเวลา
คำถามสำคัญที่ฝ่ายนิติบัญญัติกำลังพยายามหาทางออกคือ ผู้จำหน่ายจะสามารถแบ่งปันรายได้จากดอกเบี้ยเหล่านี้คืนกลับไปให้แก่ผู้ใช้งานที่ถือครองเหรียญได้หรือไม่ ซึ่งกระบวนการดังกล่าวจะทำให้ Stablecoin มีคุณลักษณะและทำหน้าที่คล้ายคลึงกับบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของธนาคารพาณิชย์ทันที เพราะมันได้ผสมผสานทั้งความมั่นคงของเงินดอลลาร์ ความสะดวกสบายในการโอนย้ายบนระบบ Blockchain และการสร้างกระแสเงินสดเข้าด้วยกันในเครื่องมือเดียว
เหตุผลที่สมาคมธนาคารอเมริกันต้องออกมาเคลื่อนไหวอย่างรุนแรงเนื่องจากโมเดลธุรกิจของธนาคารพาณิชย์พึ่งพาเงินฝากต้นทุนต่ำของประชาชนเป็นหลักในการนำไปปล่อยสินเชื่อเพื่อสร้างกำไรจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย
ซึ่งเงินฝากเหล่านี้เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงระบบเศรษฐกิจผ่านการปล่อยกู้ภาคธุรกิจและอสังหาริมทรัพย์ หากกฎหมาย CLARITY Act อนุญาตให้ Stablecoin จ่ายผลตอบแทนที่จูงใจและใช้งานง่าย ผู้บริโภคก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องฝากเงินไว้กับธนาคารแบบเดิมอีกต่อไป
ซึ่งการย้ายฐานเงินทุนของผู้บริโภคเข้าสู่โลก Crypto จะทำให้ระบบธนาคารสูญเสียสภาพคล่อง บีบให้ธนาคารต้องเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเงินฝากเพื่อดึงดูดลูกค้า ส่งผลให้กำไรลดลงและลดความสามารถในการปล่อยสินเชื่อแก่ระบบเศรษฐกิจในภาพรวม
ก่อนหน้านี้เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตข้อกฎหมายที่หยุดชะงักลงจนต้องเลื่อนการลงมติ วุฒิสภาได้เสนอทางออกร่วมกันผ่านข้อตกลงประนีประนอม Tillis-Alsobrooks ซึ่งพยายามแบ่งเส้นแบ่งเขตด้วยการสั่งห้ามไม่ให้ Stablecoin จ่ายผลตอบแทนแบบพาสซีฟหรือการจ่ายดอกเบี้ยให้ผู้ถือครองเฉยๆ เพื่อไม่ให้เลียนแบบบัญชีธนาคาร แต่ยังเปิดโอกาสให้ผู้จำหน่ายสามารถมอบรางวัลหรือสิทธิประโยชน์ที่ผูกเข้ากับกิจกรรมและการทำธุรกรรมได้ อย่างไรก็ตาม ฝั่งธนาคารพาณิชย์มองว่าข้อตกลงนี้ยังมีช่องโหว่และพยายามผลักดันให้ปรับเปลี่ยนถ้อยคำในกฎหมายเพื่อบังคับให้รางวัลทุกประเภทของ Stablecoin ถูกควบคุมอย่างเข้มงวดเทียบเท่ากับดอกเบี้ยเงินฝาก เพื่อเป็นการกดดันให้เหล่าวุฒิสมาชิกต้องเลือกข้างอย่างชัดเจนระหว่างอุตสาหกรรมดั้งเดิมและอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเกิดใหม่
ที่มา: crypto.news
มุมมองส่วนตัวประเมินว่าการเผชิญหน้ากันในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า Stablecoin ได้ก้าวข้ามการเป็นเพียงเครื่องมือสำหรับเก็งกำไรและเริ่มขยับฐานะเข้าสู่การเป็นระบบการเงินทางเลือกที่พร้อมจะท้าทายระบบธนาคารแบบดั้งเดิมอย่างเต็มตัว การขยับตัวอย่างรุนแรงของกลุ่มธนาคารพาณิชย์สะท้อนว่าพวกเขามองเห็นพลังของเทคโนโลยีนี้ที่สามารถมอบผลตอบแทนและบริการที่ดีกว่าให้แก่ผู้บริโภคได้ หากในท้ายที่สุดกลุ่มธนาคารสามารถล็อบบี้จนกฎหมายสั่งแบนผลตอบแทนได้ทั้งหมด
ก็จะเป็นการแช่แข็งนวัตกรรมและจำกัดประโยชน์ที่ผู้ใช้งานควรจะได้รับจากระบบ Blockchain แต่หากกฎหมายนี้ผ่านโดยยังคงเปิดช่องให้สร้างผลตอบแทนได้ ตลาดการเงินโลกจะเข้าสู่ยุคแห่งการแข่งขันครั้งใหญ่ที่บีบให้ธนาคารพาณิชย์ต้องยอมลดส่วนต่างกำไรของตนเองลงเพื่อรักษาฐานลูกค้าไว้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์สูงสุดต่อผู้บริโภคในระยะยาว

