สรุปข่าว
- Changpeng Zhao (CZ) ผู้ก่อตั้ง Binance ออกปากชมระบบเทรดอนุพันธ์บนบล็อกเชนอย่าง Hyperliquid ว่ามีผลิตภัณฑ์ที่ยอดเยี่ยมมาก แต่โมเดลจุดขายหลักอย่างการไม่ต้องยืนยันตัวตน ถือเป็นความเสี่ยงทางกฎหมายขั้นรุนแรงที่กระดานเทรดแบบ CEX ไม่สามารถทำเลียนแบบได้
- หน่วยงานกำกับดูแลทางการเงินแห่งสหราชอาณาจักร เริ่มส่งหนังสือแจ้งเตือนแพลตฟอร์ม Hyperliquid ปมให้บริการผลิตภัณฑ์ทางการเงินโดยไม่ได้รับอนุญาต ตอกย้ำบรรทัดฐานทางกฎหมายในอดีตที่เคยสั่งฟ้องระบบ Decentralization ในข้อหาละเลยมาตรการตรวจสอบตัวตนมาแล้ว
- สมรภูมิอนุพันธ์เดือดระอุ หลังตลาดการเงินดั้งเดิมรายใหญ่อย่าง Cboe เปิดตัวสัญญาฟิวเจอร์สคริปโตแบบต่อเนื่องที่มีการปรับค่าธรรมเนียมเงินทุนรายวันเหมือนโลกคริปโต บีบให้ช่องว่างเทคโนโลยีแคบลง จน Hyperliquid เหลือจุดเด่นเพียงแค่เรื่องการไม่ทำ KYC ซึ่งเป็นสิ่งที่อันตรายที่สุด
แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา: Neutral
การแสดงความคิดเห็นของ CZ ต่อโมเดลธุรกิจของ Hyperliquid เป็นการวิเคราะห์เชิงโครงสร้างระบบ และการปฏิบัติตามกฎหมายในภาพกว้าง ประเด็นความเสี่ยงด้านกฎระเบียบนี้ยังไม่ได้ส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องหรือปริมาณการซื้อขายในตลาดสปอตปัจจุบันอย่างมีนัยสำคัญ
Changpeng Zhao (CZ) ผู้ก่อตั้ง Binance ได้ออกมากล่าวชื่นชมระบบของ Hyperliquid แพลตฟอร์มเทรดสัญญาอนุพันธ์แบบ On-chain ผ่านการให้สัมภาษณ์กับ Alex Thorn ในรายการ Galaxy Brains เมื่อกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา
จากการให้สัมภาษณ์ครั้งนั้น ถือเป็นการเปิดประเด็นในเรื่องความขัดแย้งทางกฎหมายครั้งใหม่ ที่ว่า จุดแข็งของ Hyperliquid อย่างโมเดลการเข้าใช้งานแบบไม่ต้องยืนยันตัวตน (No-KYC) กำลังจะกลายเป็นความเสี่ยงทางกฎหมายที่ร้ายแรง และเป็นสิ่งที่ Binance ไม่สามารถทำเลียนแบบได้
CZ ยอมรับว่า เขาชื่นชอบในตัวผลิตภัณฑ์ของ Hyperliquid และมองว่า Binance ไม่สามารถลงไปแข่งในตลาดเฉพาะกลุ่มบนระบบที่ไร้การ KYC และชูจุดขายเรื่องความเป็นระบบ Decentralization นี้ได้
CZ ยืนยันว่า เขาจะไม่ทำธุรกิจด้วยโมเดลนี้แน่นอน พร้อมทั้งตั้งข้อสังเกตว่า “โปรเจกต์นี้น่าจะมีนักกฎหมายเก่ง ๆ คอยดูแลอยู่” ซึ่งคำพูดนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดว่า แม้ Hyperliquid จะได้เปรียบในด้านการแข่งขัน แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงในด้านกฎระเบียบและการปฏิบัติตามกฎหมายที่สูงมาก
เสน่ห์ของ Hyperliquid ไม่ใช่แค่เรื่องการเทรดไว แต่คือ การเปิดให้เทรดฟิวเจอร์สได้ แบบไม่ต้องยืนยันตัวตน และไม่ต้องเจอข้อจำกัดเรื่องสัญชาติเหมือนกระดานเทรดใหญ่ ๆ (CEX) แต่ความอิสระไร้พรมแดนนี้ กำลังจะถูกหน่วยงานรัฐเข้ามาตรวจสอบ และตั้งคำถามว่า ใครเป็นคนเข้ามาเทรด เทรดอะไรกันอยู่ และถ้าเกิดปัญหาขึ้นมาใครจะเป็นคนรับผิดชอบ

ความเสี่ยงนี้เริ่มเห็นเป็นรูปธรรมแล้ว โดยในฝั่งสหราชอาณาจักร หน่วยงานกำกับดูแลทางการเงิน (FCA) ได้ออกหนังสือแจ้งเตือน Hyperliquid ตั้งแต่ช่วงเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน 2026 โดยระบุว่า แพลตฟอร์มนี้อาจกำลังให้บริการหรือโฆษณาผลิตภัณฑ์ทางการเงินในประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งสะท้อนว่า รัฐบาลมอง Hyperliquid เป็นแพลตฟอร์มผู้ให้บริการทางการเงิน
ยิ่งไปกว่านั้น หากดูประวัติศาสตร์ในสหรัฐฯ เมื่อปี 2022 หน่วยงาน CFTC เคยสั่งฟ้อง bZeroX และ Ooki DAO ในข้อหาเปิดให้เทรดสินทรัพย์ดิจิทัลแบบผิดกฎหมายและละเลยการทำ KYC มาแล้ว ซึ่งเป็นบรรทัดฐานว่า ต่อให้โครงสร้างจะเป็นระบบกระจายศูนย์ (DAO) ก็ไม่สามารถรอดพ้นเงื้อมมือกฎหมายไปได้ หากผลิตภัณฑ์นั้นเข้าข่ายสัญญาอนุพันธ์และเข้าถึงผู้ใช้งานทั่วไป
ซึ่ง Hyperliquid ก็กำลังเจอคู่แข่งน่ากลัวอย่างตลาดการเงินดั้งเดิม เพราะเมื่อช่วงปลายปี 2025 ตลาดใหญ่อย่าง Cboe ได้เปิดตัวสัญญาเทรดฟิวเจอร์สคริปโตแบบต่อเนื่อง (Continuous Futures) ที่ถือยาวได้เรื่อย ๆ และมีระบบการปรับค่าธรรมเนียมเงินทุน (Funding Adjustments) รายวัน เหมือนกับสัญญา Perpetual ในโลกคริปโตแทบจะ 100%
การที่ตลาดดั้งเดิมที่ถูกกฎหมาย ทำผลิตภัณฑ์ออกมาได้เหมือนโลกคริปโตแบบนี้ ทำให้ช่องว่างสองโลกแคบลง และถ้าตลาดดั้งเดิมยิ่งพัฒนาจนตอบโจทย์ขึ้นเรื่อย ๆ จุดเด่นของ Hyperliquid จะเหลืออยู่แค่เรื่องเดียวคือ ‘การไม่ทำ KYC (ไม่ยืนยันตัวตน)’ ซึ่งเป็นจุดที่อันตรายที่สุด เพราะถ้าวันไหนหน่วยงานรัฐสั่งแบน จุดขายนี้จะกลายเป็นจุดจบทันที
ที่มา : cryptoslate
มุมมองผู้เขียน : ข้อได้เปรียบของ Hyperliquid นั้นแข็งแกร่งจนคู่แข่งอย่าง Binance ยังเลียนแบบไม่ได้ แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ หากแพลตฟอร์มนี้เติบโตจนหน่วยงานรัฐไม่สามารถเพิกเฉยได้อีกต่อไป จุดขายที่แข็งแกร่งนี้จะทนทานต่อแรงกดดันทางกฎหมายได้นานแค่ไหน

