สรุปข่าว
- กองทุน Spot Bitcoin ETF ในฝั่งสหรัฐอเมริกาต้องเผชิญกับเม็ดเงินไหลออกสุทธิรายวันสูงถึง 696.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นตัวเลขการลดสถานะที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มต้นเดือนมิถุนายนเป็นต้นมา
- มูลค่าสินทรัพย์สุทธิรวมของกองทุน ETF ทั้งหมดปรับตัวลดลงมาอยู่ต่ำกว่าระดับ 73 พันล้านดอลลาร์สหรัฐเป็นครั้งแรก ซึ่งคิดเป็นการลดลงมากถึงประมาณ 57% เมื่อเทียบกับจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนตุลาคมปี 2025
- บริษัทสถาบันยักษ์ใหญ่อย่าง Strategy ได้เริ่มชะลออัตราการเข้าซื้อสะสม Bitcoin อย่างเห็นได้ชัดในเดือนนี้พร้อมกับเผชิญปัญหาหุ้นบุริมสิทธิ STRC ปรับตัวลดลงต่ำกว่าราคาเป้าหมายเนื่องจากนักลงทุนเริ่มกังวลเรื่องการบริหารความเสี่ยง
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish
เนื่องจากตัวเลขเงินทุนที่ไหลออกจากกองทุนสถาบันอย่างรุนแรงและทุบสถิติใหม่ในรอบเดือนจะเป็นปัจจัยสำคัญที่คอยซ้ำเติมความกังวลและเร่งแรงเทขายในตลาดระยะสั้น
สภาวะตลาดคริปโตเคอร์เรนซียังคงถูกกดดันอย่างหนักหน่วงโดยล่าสุดกองทุน Spot Bitcoin ETF ที่จดทะเบียนในสหรัฐอเมริกาได้บันทึกสถิติเม็ดเงินไหลออกสุทธิรายวันครั้งใหญ่ที่สุดของเดือนมิถุนายนด้วยมูลค่าสูงถึง 696.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งตัวเลขนี้ได้ทำลายสถิติเดิมของวันที่ 2 มิถุนายนที่เคยมีเงินไหลออก 519.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐลงอย่างราบคาบ

การไหลออกของเงินทุนอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งเดือนนี้ส่งผลให้ยอดรวมการถอนเงินในเดือนมิถุนายนพุ่งทะยานไปแตะระดับ 3.61 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และดันยอดรวมการไหลออกสุทธินับตั้งแต่ต้นปีให้สูงถึง 4.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐแล้ว ปรากฏการณ์ดังกล่าวส่งผลให้มูลค่าสินทรัพย์สุทธิรวมภายใต้การบริหารจัดการของกองทุน ETF ทั้งหมดร่วงลงมาอยู่ที่ประมาณ 7.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคิดเป็นการปรับตัวลดลงถึงร้อยละ 57 จากจุดสูงสุดที่เคยทำไว้ในเดือนตุลาคมปี 2025 ที่ระดับ 1.69 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

นอกเหนือจากแรงเทขายในฝั่งกองทุนแล้ว สัญญาณความต้องการจากกลุ่มทุนสถาบันรายใหญ่อย่างบริษัท Strategy ซึ่งเป็นผู้ถือครอง Bitcoin รายใหญ่ที่สุดในโลกฝั่งองค์กรก็เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวลงเช่นกัน โดยบริษัทได้ปรับลดความเร็วในการสะสมเหรียญลงอย่างมีนัยสำคัญในเดือนมิถุนายน โดยมีการเข้าซื้อเพิ่มไปเพียงประมาณ 3,600 เหรียญเท่านั้น ซึ่งลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับยอดซื้อ 25,000 เหรียญในเดือนพฤษภาคม และยอดซื้อกว่า 50,000 เหรียญในเดือนเมษายน ยิ่งไปกว่านั้นบริษัทยังมีการทำธุรกรรมขายเหรียญออกไปจำนวน 32 เหรียญในช่วงต้นเดือน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้งที่บริษัทตัดสินใจปล่อยเหรียญออกจากคลังในช่วงระหว่างการสะสมพลัง
สถานการณ์ที่ยากลำบากนี้ทำให้หุ้นบุริมสิทธิชนิดไม่มีกำหนดเวลาของบริษัทอย่าง STRC ต้องเผชิญกับแรงกดดันทางราคาอย่างหนัก โดยราคาหุ้นได้ปรับตัวลดลงไป 6.37% และปิดตลาดที่ระดับ 75.69 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำกว่าเกณฑ์เป้าหมายดั้งเดิมที่ 100 ดอลลาร์สหรัฐอย่างเห็นได้ชัด จนทำให้นักวิเคราะห์จาก CryptoQuant ออกมาแสดงความกังวลเกี่ยวกับการจัดสรรเวลาและความเสี่ยงในการบริหารพอร์ตของบริษัท ทว่าทางด้าน Samson Mow ผู้สนับสนุน Bitcoin ชื่อดังกลับมองว่า STRC มีกลไกการซ่อมแซมตัวเองที่จะทำงานโดยอัตโนมัติเมื่อราคาต่ำกว่าเกณฑ์ โดยบริษัทจะสั่งระงับการออกหุ้นใหม่ผ่านโปรแกรม ATM ทันที ซึ่งกลไกนี้จะช่วยจำกัดปริมาณอุปทานใหม่ในตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ที่มา: cointelegraph
มุมมองส่วนตัวประเมินว่าตัวเลขการถอนเงินของกองทุน ETF ระดับเกือบเจ็ดร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐในวันเดียวสะท้อนถึงความตื่นตระหนกของนักลงทุนสถาบันหลังจากราคา Bitcoin ร่วงหลุดแนวรับสำคัญทางจิตวิทยาที่ 60,000 ดอลลาร์สหรัฐ การชะลอตัวอย่างรุนแรงในการเข้าซื้อของ Strategy ประกอบกับการขายเหรียญออกมาบางส่วน ยิ่งตอกย้ำว่าแม้แต่ผู้เล่นระดับวาฬก็จำเป็นต้องหันมาเน้นนโยบายถือครองเงินสดเพื่อความปลอดภัยในช่วงที่ตลาดเป็นขาลง สำหรับนักลงทุนรายย่อยแล้ว การที่ราคาหุ้น STRC หลุดแนวเป้าหมายเป็นเครื่องเตือนใจว่าโครงสร้างการเงินคริปโตที่ซับซ้อนมักจะมีความเปราะบางสูงเมื่อเผชิญหน้ากับวิกฤตสภาพคล่อง สิ่งที่ควรทำในเวลานี้คือการชะลอการลงทุนและเฝ้ารอให้ตัวเลขกระแสเงินทุนของกองทุน ETF เริ่มพลิกกลับมาเป็นบวกก่อนที่จะพิจารณาเข้าซื้อรอบใหม่

