สรุปข่าว
- JPMorgan เพิ่มการรองรับอีก 5 สกุลเงินบนแพลตฟอร์มบล็อกเชน Kinexys ทำให้เครือข่ายรองรับทั้งหมด 8 สกุลเงิน รองรับการโอนเงินข้ามประเทศได้ครอบคลุมมากขึ้น
- ระบบใช้ Tokenized Deposit หรือการนำเงินฝากธนาคารมาแสดงในรูปแบบโทเคนดิจิทัลบนบล็อกเชน ช่วยให้การชำระเงินเกิดขึ้นได้แทบจะทันที โดยไม่ต้องใช้คริปโทเคอร์เรนซีหรือ Stablecoin
- ปัจจุบัน Kinexys ประมวลผลธุรกรรมสะสมแล้วมากกว่า 4 ล้านล้านดอลลาร์ และรองรับธุรกรรมเฉลี่ยกว่า 7,000 ล้านดอลลาร์ต่อวัน สะท้อนว่าบล็อกเชนกำลังถูกนำมาใช้ในระบบการเงินจริงมากขึ้น
แนวโน้มผลกระทบ: Bullish
JPMorgan เพิ่มการรองรับอีก 5 สกุลเงินบนบล็อกเชน Kinexys ได้แก่ ดอลลาร์ออสเตรเลีย (AUD), ดอลลาร์ฮ่องกง (HKD), เยนญี่ปุ่น (JPY), เรนมินบี หรือหยวนจีน (RMB) และดอลลาร์สิงคโปร์ (SGD) ทำให้เครือข่ายรองรับทั้งหมด 8 สกุลเงิน โดยระบบใช้การแปลงเงินฝากธนาคารเป็นโทเคนดิจิทัลบนบล็อกเชน ปัจจุบัน Kinexys ประมวลผลธุรกรรมสะสมแล้วกว่า 4 ล้านล้านดอลลาร์ และมีปริมาณธุรกรรมเฉลี่ยมากกว่า 7,000 ล้านดอลลาร์ต่อวัน
JPMorgan ธนาคารยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ เดินหน้าขยายบริการชำระเงินบนเทคโนโลยีบล็อกเชนผ่านแพลตฟอร์ม Kinexys ด้วยการเพิ่มการรองรับสกุลเงินใหม่อีก 5 สกุล ส่งผลให้เครือข่ายรองรับทั้งหมด 8 สกุลเงิน ช่วยให้ลูกค้าสถาบันสามารถโอนเงินระหว่างประเทศได้รวดเร็วและมีความยืดหยุ่นมากขึ้น
สกุลเงินที่เพิ่มเข้ามา ได้แก่ ดอลลาร์ออสเตรเลีย (AUD), ดอลลาร์ฮ่องกง (HKD), เยนญี่ปุ่น (JPY), เรนมินบี หรือหยวนจีน (RMB) และดอลลาร์สิงคโปร์ (SGD) โดยจะทำงานร่วมกับดอลลาร์สหรัฐ (USD), ยูโร (EUR) และปอนด์สเตอร์ลิง (GBP) ที่รองรับอยู่ก่อนแล้ว
ทั้ง 8 สกุลเงินจะใช้งานผ่านระบบบัญชีเงินฝากบนบล็อกเชน (Blockchain Deposit Account) ซึ่งเปิดให้ลูกค้าสถาบันนำเงินฝากธนาคารมาแปลงเป็นเงินฝากในรูปแบบโทเคนดิจิทัลเพื่อโอนผ่านเครือข่ายบล็อกเชนของ JPMorgan ได้โดยตรง
JPMorgan ระบุว่า ปัจจุบันแพลตฟอร์ม Kinexys ประมวลผลธุรกรรมสะสมมากกว่า 4 ล้านล้านดอลลาร์ และรองรับธุรกรรมเฉลี่ยมากกว่า 7,000 ล้านดอลลาร์ต่อวัน
แม้ระบบจะทำงานบนเทคโนโลยีบล็อกเชน แต่ไม่ได้ใช้คริปโทเคอร์เรนซีหรือ Stablecoin ในการโอนเงิน ลูกค้าจะฝากเงินสดเข้ากับ JPMorgan ตามปกติ จากนั้นธนาคารจะแสดงยอดเงินดังกล่าวในรูปแบบดิจิทัลบนเครือข่ายบล็อกเชน ทำให้สามารถชำระบัญชี หรือโอนกรรมสิทธิ์ของเงินระหว่างคู่ธุรกรรมได้แทบจะในทันที โดยทุกขั้นตอนยังอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของระบบธนาคาร
ด้าน Payoneer ผู้ให้บริการระบบชำระเงินระหว่างประเทศสำหรับภาคธุรกิจ จะเป็นหนึ่งในลูกค้ากลุ่มแรกที่ใช้งานสกุลเงินดอลลาร์ออสเตรเลีย บน Kinexys โดยมีแผนนำระบบไปใช้สำหรับการชำระเงินข้ามพรมแดนและการบริหารสภาพคล่องระหว่างประเทศ
ขณะที่ JERA Global Markets บริษัทซื้อขายพลังงานในเครือ JERA ของญี่ปุ่นจะเป็นลูกค้ารายแรกที่ใช้งานสกุลเงินเยน บนแพลตฟอร์ม บริษัทระบุว่า การเข้าถึงสภาพคล่องตลอด 24 ชั่วโมง ช่วยให้สามารถเคลื่อนย้ายเงินจำนวนมากข้ามหลายเขตเวลาได้รวดเร็วขึ้น ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบสำคัญของธุรกิจซื้อขายพลังงาน
Kinexys เดิมใช้ชื่อ Onyx ก่อนรีแบรนด์ในเดือนพฤศจิกายน 2024 เพื่อสะท้อนยุทธศาสตร์ของ JPMorgan ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการเงินดิจิทัลสำหรับลูกค้าสถาบัน
นอกจากนี้ JPMorgan ยังเป็นผู้ออก JPM Coin (JPMD) ซึ่งเป็นโทเคนที่อ้างอิงกับเงินฝากจริงในธนาคาร และมีสถานะเป็นหนี้สินของธนาคารภายใต้การกำกับดูแล แตกต่างจาก Stablecoin ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโทเคนที่ออกโดยบริษัทเอกชน
ปัจจุบัน JPM Coin ถูกนำไปใช้งานบนเครือข่าย Base ซึ่งเป็นบล็อกเชน Layer 2 ที่พัฒนาบน Ethereum และมีแผนเชื่อมต่อกับ Canton Network ภายในปลายปี 2026
นอกเหนือจากระบบชำระเงิน ธนาคารยังขยายการใช้เทคโนโลยีโทเคนไนซ์ไปยังผลิตภัณฑ์การลงทุน โดยเปิดตัวกองทุนรวมตลาดเงินในรูปแบบโทเคนบนเครือข่าย Ethereum ภายใต้ชื่อ MONY และ JLTXX สะท้อนการเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินบนบล็อกเชนสำหรับตลาดสถาบันอย่างต่อเนื่อง
มุมมองผู้เขียน: หากธนาคารยักษ์ใหญ่ทั่วโลกยังเดินหน้าไปในทิศทางเดียวกับ JPMorgan เทคโนโลยีบล็อกเชนจะกลายเป็นรากฐานสำคัญของระบบการเงินยุคใหม่ ซึ่งอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรมคริปโต
ที่มา: cryptopolitan

