สรุปข่าว
- เครือข่าย Bitcoin เกิดการแยกสายหลังกลุ่มผู้สนับสนุนข้อเสนอ BIP-110 เปิดใช้กฎใหม่เพื่อสั่งห้ามจัดเก็บข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเงินเป็นเวลา 1 ปี
- บล็อกเชนที่แยกตัวออกไปสามารถสร้างบล็อกได้เพียง 2 บล็อกและค้างอยู่ที่ความสูง 961,633 เนื่องจากได้กำลังการขุดไปเพียงเศษเสี้ยว ต่างจากเชนหลักที่ไม่มีปัญหา
- บล็อกเชนที่ใช้ BIP-110 เสี่ยงที่จะถูกโจมตีและไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้ตามกำหนดทันภายในระยะเวลา 2 อาทิตย์
แนวโน้มผลกระทบ: Neutral
เครือข่าย Bitcoin ได้เกิดการ Fork ที่บล็อกความสูง 961,632 จากการบังคับใช้อัปเกรดข้อเสนอ BIP-110 อย่างไรก็ตาม บล็อกเชนสายใหม่กลับถูกปฏิเสธจากชุมชนและนักขุดโดยสิ้นเชิง ส่งผลทำให้ได้กำลังการขุดมาเพียงเศษเสี้ยว และการสร้างบล็อกต้องใช้เวลานานเกือบ 350 วันก่อนถึงการปรับความยากรอบถัดไป พร้อมทั้งเผชิญความเสี่ยงจากการโจมตีธุรกรรมทำซ้ำบนเชนหลัก จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่บล็อกเชนสายแยกนี้จะสามารถดำเนินไปถึงบล็อกเป้าหมายได้ทันก่อนหมดกรอบเวลา
เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาเครือข่าย Bitcoin ได้มีการอัปเกรดครั้งสำคัญอย่างข้อเสนอ BIP-110 ส่งผลทำให้บล็อกเชนเกิดการ Fork และแยกตัวสายใหม่ออกมา โดยที่ยังคงสืบทอดระดับค่าความยากในการขุดมาจาก Bitcoin และเริ่มปฏิเสธทุกบล็อกที่ไม่ส่งสัญญาณสนับสนุนข้อเสนอดังกล่าว
แต่แทนที่บล็อกเชนที่แยกออกมาจะได้รับการสนับสนุนจากคนในชุมชน ผลปรากฏว่าบล็อกเชนแขนงใหม่นั้นสามารถสร้างบล็อกได้เพียง 2 บล็อกและได้กำลังการขุดมาเพียงแค่เศษเสี้ยวเล็กๆ เท่านั้น หลังจากเปิดใช้งานไปแล้วประมาณ 8 ชั่วโมง โดยยังไม่มีวี่แววว่าจะมีคนขุดรายใดตั้งใจที่จะขุดเหรียญนี้ต่อไป
ข้อมูลจากระบบติดตามสถานการณ์ BIP-110 ระบุว่า เมื่อเวลาประมาณ 06:00 น. UTC บล็อกเชนดังกล่าวค้างอยู่ที่บล็อกหมายเลข 961,633 ในขณะที่บล็อกเชนหลักของ Bitcoin ดำเนินไปถึงบล็อกหมายเลข 961,681 แล้ว ทั้งที่การ Fork เกิดขึ้นในบล็อกความสูง 961,632
โดยปกติแล้ว บล็อกคือ กลุ่มของรายการธุรกรรมที่ถูกเพิ่มเข้าไปใน Ledger ของบิทคอยน์ทุกๆ 10 นาทีโดยประมาณ ดังนั้น ส่วนต่างที่ห่างกันถึง 48 บล็อก จึงสะท้อนให้เห็นว่า กิจกรรมบนเครือข่ายของฝั่งหนึ่งนั้นเดินหน้าไปเกือบครบทั้งวัน ในขณะที่อีกฝั่งหนึ่งแทบจะไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ
BIP-110 คืออะไร?
ข้อเสนอบิทคอยน์ 110 หากอธิบายให้เข้าใจโดยง่ายคือ ความเคลื่อนไหวที่มีจุดประสงค์เพื่อระงับไม่ให้ผู้ใช้ทำการ “จัดเก็บ” รูปภาพ, ข้อความ หรือ ข้อมูลอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเงินภายในธุรกรรม Bitcoin เป็นเวลา 1 ปี
กลุ่มผู้สนับสนุนโต้แย้งว่า การเก็บข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้องมากเกินไปได้ทำให้เครือข่ายเกิดการอุดตันขึ้นและทำให้ค่าใช้จ่ายในการโอนย้ายเงินสำหรับคนที่ต้องการใช้จริงๆ สูงขึ้น
ด้านที่ไม่เห็นด้วยจึงตอบกลับว่า ผู้ที่จ่ายค่าธุรกรรมเองก็มีสิทธิ์โดยชอบธรรมที่จะใช้พื้นที่ดังกล่าวอย่างไรก็ได้ตามใจอยาก นักขุดและโหนดไม่ควรจะเป็นคนตัดสินว่าธุรกรรมใดถูกต้องตามสมควรหรือไม่
นักขุดปฏิเสธข้อเสนอใหม่
อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้นบล็อกเชนสายแยกได้สืบทอดระดับความยากเดิมมาจาก Bitcoin แต่กลับมีจำนวนเครื่องขุดเพียงแค่เศษเสี้ยวเดียว ส่งผลให้แต่ละบล็อกใช้เวลาสร้างนานมาก และความยากจะไม่สามารถถูกปรับลดลงได้จนกว่าจะขุดครบ 2,016 บล็อก ซึ่งในสภาวะเช่นนี้มีการคาดการณ์ว่าอาจต้องใช้เวลานานถึง 350 วัน เมื่อเทียบกับ Bitcoin หลักที่ใช้เวลาเพียง 14 วัน

นอกจากนี้ข้อมูลยังชี้ชัดว่า ความช่วยเหลือหรือแรงหนุนนั้นไม่เคยมีตั้งแต่แรก โดยมีเพียง 2.53% ของบล็อกทั้งหมดเท่านั้นที่ส่งสัญญาณสนับสนุน BIP-110 ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งต่างจากระดับ 55% ที่จำเป็นต้องใช้ในการเปิดใช้งานโดยไม่เกิดการแยกสายของเครือข่าย
สิ่งนี้ทำให้เหรียญที่เกิดจากการแยกสายออกมาตกอยู่ในสถานะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกสำหรับใครก็ตามที่หวังจะนำเหรียญออกมาขาย เนื่องจากบล็อกเชนทั้งสองสายยังคงรองรับรายการธุรกรรมที่รูปแบบเหมือนกัน ทำให้คำสั่งธุรกรรมที่ลงลายเซ็นดิจิทัลเพื่อส่งเหรียญใหม่สามารถนำไปใช้กับ Bitcoin ในเชนหลักได้เช่นกัน
โดยผู้ซื้อสามารถนำธุรกรรมไปกระจายต่อบนเครือข่ายหลักเพื่อดึงเอา BTC จริงจากผู้ขายรายเดียวกันได้ เป็นการเปิดช่องให้เกิดรูปแบบการโจมตีใหม่ๆ ที่ผู้ใช้งานต้องระมัดระวังและคอยติดตามอย่างใกล้ชิด
อย่างไรก็ตาม บล็อกเชนที่สามารถสร้างได้เพียงหนึ่งบล็อกในทุกๆ หลายชั่วโมง ย่อมยืนยันธุรกรรมได้ช้ามาก ซึ่งยิ่งทำให้การซื้อขายเลวร้ายลงไปอีกมากกว่าจะส่งผลดี
ปัจจุบัน ข้อเสนอ BIP-110 ยังคงเหลือกรอบเวลาอีก 2 สัปดาห์ที่ต้องเร่งทำให้ทุกฝ่ายที่สนับสนุนสามารถผลักดันบล็อกไปให้ถึงความสูงที่ 963,647 ได้ ซึ่งเมื่อดูจากอัตราความเร็วในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา บล็อกเชนสายแยกนี้คงไม่สามารถไปถึงจุดนั้นได้อย่างแน่นอน
ที่มา : Coindesk
มุมมองผู้เขียน : การที่ข้อเสนอ BIP-110 ล้มเหลวถือเป็นเรื่องดีต่อระบบนิเวศของ Bitcoin เพราะเป็นการปกป้องหัวใจสำคัญอย่างการปราศจากผู้เซนเซอร์ ไม่เปิดช่องให้ใครเข้ามาคอยชี้ว่าข้อมูลประเภทใดคู่ควรที่จะอยู่บนบล็อกเชน โดยไม่เปิดโอกาสให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเข้ามาใช้อำนาจบีบบังคับเปลี่ยนกติกาพื้นฐานตามความต้องการของตนเอง

