สรุปข่าว
- ก.ล.ต. เดินหน้าผลักดัน Securities Tokenization เตรียมแปลงหุ้นกู้ พันธบัตร และหลักทรัพย์ไทยให้อยู่ในรูปโทเคนดิจิทัลบนบล็อกเชน
- นักลงทุนอาจซื้อขายหลักทรัพย์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมลดเงินลงทุนขั้นต่ำ โอนกรรมสิทธิ์เร็วขึ้น และรับผลตอบแทนผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัลได้โดยตรง
- กฎหมายกำลังอยู่ระหว่างการแก้ไข ถ้าหากผ่าน จะเป็นก้าวสำคัญในการสร้าง Digital Securities Ecosystem ของไทยอย่างเต็มรูปแบบ
แนวโน้มผลกระทบ: Bullish
ก.ล.ต. เดินหน้าผลักดัน Securities Tokenization หรือการแปลงหุ้นกู้ พันธบัตร และหลักทรัพย์ให้อยู่ในรูปแบบโทเคนบนบล็อกเชน ซึ่งจะช่วยให้การซื้อขาย โอนกรรมสิทธิ์ และชำระราคาทำได้รวดเร็วขึ้น พร้อมเปิดทางให้ซื้อขายได้ตลอด 24 ชั่วโมงในอนาคต โดยขณะนี้ ก.ล.ต. กำลังเร่งจัดตั้งศูนย์พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานตลาดทุน (CMIC) ควบคู่กับการผลักดันแก้ไขกฎหมาย เพื่อรองรับระบบนิเวศตลาดทุนดิจิทัลเต็มรูปแบบ ที่เชื่อมต่อกับ Stablecoin, Smart Contract และบริการ Wallet สำหรับนักลงทุนในอนาคต
ตลาดทุนไทยกำลังเดินเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ล่าสุดสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เดินหน้าผลักดัน ‘Securities Tokenization’ หรือการแปลงหลักทรัพย์ให้อยู่ในรูปแบบโทเคนดิจิทัลบนเทคโนโลยีบล็อกเชน เพื่อเชื่อมตลาดทุนไทยเข้ากับโลกการลงทุนดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ
หากแนวทางดังกล่าวเกิดขึ้นจริง ตามที่ ก.ล.ต. ระบุไว้ ในอนาคตนักลงทุนจะสามารถซื้อขายหุ้นกู้ไทยหรือพันธบัตรในรูปแบบโทเคนดิจิทัลหรือคริปโตได้ตลอด 24 ชั่วโมงทุกวันแบบไม่วันหยุด
Securities Tokenization คืออะไร
Securities Tokenization คือการนำหลักทรัพย์ที่มีอยู่แล้ว เช่น พันธบัตร หุ้นกู้ หรือหน่วยลงทุน มาแปลงให้อยู่ในรูปแบบโทเคนดิจิทัล (Digital Token) ที่บันทึกข้อมูลบนบล็อกเชน โดยยังคงสถานะทางกฎหมาย สิทธิประโยชน์ และสิทธิของผู้ถือหลักทรัพย์ไว้อย่างครบถ้วน
กล่าวอีกความหมายหนึ่ง โทเคนเหล่านี้ไม่ได้เป็นสินทรัพย์ใหม่ที่อยู่นอกระบบกำกับดูแล แต่เป็นเพียงรูปแบบใหม่ของหลักทรัพย์เดิมที่ช่วยให้การออก ซื้อขาย โอนกรรมสิทธิ์ และการชำระราคาเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
นักลงทุน-ผู้ประกอบธุรกิจได้ประโยชน์อะไร
ก.ล.ต. ระบุว่า การนำหลักทรัพย์ขึ้นมาอยู่บนบล็อกเชนจะช่วยเพิ่มความสะดวกและเปิดโอกาสให้นักลงทุนเข้าถึงตลาดทุนได้มากกว่าเดิม โดยประโยชน์สำคัญ ได้แก่ ลดเงินลงทุนขั้นต่ำ, ซื้อขายหลักทรัพย์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์และสามารถนำหลักทรัพย์ไปใช้เป็นหลักประกัน หรือรับผลตอบแทนเข้าสู่กระเป๋าเงินดิจิทัล (Wallet) ได้โดยตรง
ส่วนฝั่งผู้ประกอบการธุรกิจจะได้รับประโยชน์จากการลดต้นทุนการดำเนินงาน เพิ่มความโปร่งใส ตรวจสอบข้อมูลได้รวดเร็ว ขยายโอกาสเข้าถึงนักลงทุนรายย่อย และยกระดับประสิทธิภาพของกระบวนการชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์
ก.ล.ต. กำลังทำอะไรอยู่บ้าง
หนึ่งในแผนสำคัญของ ก.ล.ต. คือการจัดตั้ง ศูนย์พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานตลาดทุน (CMIC) เพื่อเป็นศูนย์กลางผลักดันการนำ Securities Tokenization ไปใช้จริงในตลาดทุนไทย
และที่สำคัญ ก.ล.ต. ยังอยู่ระหว่างผลักดันการแก้ไขกฎหมายและยกร่างหลักเกณฑ์ใหม่ เพื่อเปิดทางให้สามารถออกหลักทรัพย์ในรูปแบบโทเคนได้โดยไม่จำเป็นต้องออกใบหลักทรัพย์แบบเดิม ซึ่งปัจจุบันร่างกฎหมายดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร
อนาคตของ Securities Tokenization ในตลาดทุนไทย
เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้ ก.ล.ต. คาดว่าจะสามารถสร้างระบบนิเวศของ Digital Securities Ecosystem ได้อย่างครบวงจร ตั้งแต่การออกหลักทรัพย์โทเคนที่ได้มาตรฐาน การซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มที่เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน ไปจนถึงการชำระราคาที่เกิดขึ้นได้ทันที
ระบบดังกล่าวจะรองรับสื่อกลางการชำระเงินหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น Thai Baht Stablecoin หรือเหรียญดิจิทัลที่ตรึงมูลค่ากับเงินบาท, e-Money on Chain, รวมถึง Tokenized Deposit หรือเงินฝากในรูปแบบโทเคน โดยใช้สัญญา Smart Contract ในการดำเนินธุรกรรมทั้งหมด
นอกจากนี้ ยังจะมีผู้ให้บริการกระเป๋าเงินดิจิทัลและผู้รับฝากสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับความน่าเชื่อถือเข้ามารองรับการเก็บรักษาหลักทรัพย์โทเคน เพื่อทำให้โครงสร้างตลาดทุนดิจิทัลของไทยมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น
ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานตลาดทุน ก.ล.ต. โทร 1207 กด 4 หรืออีเมล [email protected]
ที่มา: ก.ล.ต.
มุมมองผู้เขียน: ท่าทีล่าสุดจากฝั่ง ก.ล.ต. สะท้อนให้เห็นว่า หน่วยงานกำกับดูแลไทยไม่ได้มองบล็อกเชนเป็นเพียงเทคโนโลยีสำหรับคริปโตเคอร์เรนซี แต่กำลังมองว่าเทคโนโลยีดังกล่าวจะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของตลาดทุนไทยในอนาคต

