สรุปข่าว
- ผ่านมา 16 เดือนแล้วนับตั้งแต่ทรัมป์ลงนามคำสั่งตั้งคลังสำรอง Bitcoin แต่โครงการยังไม่คืบหน้า
- กระทรวงการคลัง และกระทรวงพาณิชย์ต่างแย่งกันเป็นผู้ดูแลคลัง ทำให้แผนงานล่าช้าลงไปอีก
- คำสั่งประธานาธิบดีทรัมป์ไม่มีน้ำหนักทางกฎหมาย ต้องรอสภาคองเกรสออกกฎหมายรองรับ ซึ่งยังไม่มีความคืบหน้าชัดเจน
แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา : Neutral
ข่าวนี้เป็นเรื่องความล่าช้าเชิงนโยบายและระบบราชการมากกว่าจะเป็นปัจจัยที่กระทบราคาโดยตรง ตลาดคริปโทรับรู้เรื่องความล่าช้านี้มาระยะหนึ่งแล้ว จึงไม่น่าจะสร้างแรงกระเพื่อมรุนแรงในระยะสั้น แต่ก็ถือเป็นการตอกย้ำว่า คลังสำรองระดับชาติสหรัฐฯ ยังอยู่ไกลจากความเป็นจริง ซึ่งอาจลดทอนความหวังของนักลงทุนที่เคยตั้งตารอปัจจัยบวกตัวนี้อยู่บ้าง
ทำเนียบขาว ได้ออกมายอมรับว่า กระบวนการจัดตั้งคลังสะสมหลักทรัพย์ Bitcoin ในระยะยาวของประเทศ ยังคงอยู่ในขั้นตอนการหารือและจัดทำแผนงาน แม้เวลาจะล่วงเลยมานานถึง 16 เดือน นับตั้งแต่วันที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกคำสั่งให้รัฐบาลสร้างคลังสำรองนี้ขึ้นมา
รายงานล่าสุดจากสำนักข่าว Bloomberg ระบุว่า ทั้งกระทรวงการคลัง และกระทรวงพาณิชย์ต่างกำลังถูกพิจารณาให้เป็นหน่วยงานหลักในการดูแลคลังสำรองนี้
ย้อนกลับไปเมื่อเดือนมีนาคมปี 2025 ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ลงนามในคำสั่งประธานาธิบดี เพื่อเริ่มดำเนินงานในสิ่งที่เขาเรียกว่า “คลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์สำหรับ Bitcoin” (Strategic Bitcoin Reserve) และคลังสะสมแยกต่างหากสำหรับสกุลเงินดิจิทัลอื่น ๆ ซึ่งนับตั้งแต่นั้นมา หน่วยงานของรัฐบาลกลางได้เข้าตรวจสอบสินทรัพย์คริปโทที่สหรัฐฯ ถือครองอยู่ทั้งหมด แต่ปฏิเสธที่จะเปิดเผยตัวเลขดังกล่าวต่อสาธารณะ และกำลังร่วมกันวางแผนสร้างกองทุนนี้ขึ้นมา
แต่สำนักข่าว Bloomberg รายงานเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า แผนการดังกล่าวเริ่มมีความซับซ้อน และล่าช้ามากขึ้น เนื่องจากทั้งสองกระทรวงข้างต้น ต่างฝ่ายต่างพยายามยกเหตุผล เพื่อขอเป็นผู้เข้ามาควบคุมและบริหารจัดการกองทุนนี้ด้วยตัวเอง
คำสั่งประธานาธิบดีไร้น้ำหนักกฎหมาย รอลุ้นสภาคองเกรสชี้ชะตาหลังเลือกตั้งกลางเทอม
Patrick Witt ที่ปรึกษาหลักด้านคริปโทของทำเนียบขาว และผู้ดำรงตำแหน่งก่อนหน้านี้ ต่างให้ความเห็นตรงกันว่า รัฐบาลจำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบ และแรงสนับสนุนอย่างเต็มที่จากสภาคองเกรส ในการจัดตั้ง และเปิดใช้งานกองทุนคริปโทเหล่านี้ เนื่องจากคำสั่งของประธานาธิบดีไม่ได้มีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายถาวร และในปัจจุบันยังไม่มีร่างกฎหมายฉบับใดที่ผ่านความเห็นชอบจนมีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม แม้ว่าจะมีความพยายามผลักดันในกลุ่มสมาชิกรัฐสภา ทั้งในวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรอยู่บ้างก็ตาม
ยิ่งไปกว่านั้น หากพรรครีพับลิกันสูญเสียเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร หรือสูญเสียเก้าอี้ทั้งสองสภาในการเลือกตั้งกลางเทอมที่จะเกิดขึ้นในช่วงปลายปีนี้ โอกาสที่ร่างกฎหมายที่จะทำให้แนวคิดของทรัมป์เป็นจริง ก็แทบจะริบหรี่และคงไม่เกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้
ความคลุมเครือทางกฎหมายทำให้ไม่แน่ชัดว่า ต่อให้รัฐบาลสามารถจัดตั้งกองทุนได้สำเร็จ จะมีอำนาจโยกย้าย Bitcoin ในครอบครองกว่า 300,000 BTC มูลค่าราว 2.1 หมื่นล้านดอลลาร์ เข้าไปเก็บไว้ในคลังคริปโทนั้นได้อย่างเป็นทางการหรือไม่
โดยรัฐบาลตั้งใจจะให้คลังนี้ เป็นการลงทุนระยะยาว ซึ่งแม้ทรัมป์จะใช้คำว่า “คลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์” แต่ในทางปฏิบัติมันกลับไม่ตรงกับความหมายสากลของคำนี้สักเท่าไหร่ เพราะรัฐบาลตั้งใจจะ “ถือยาว” โดยไม่มีแผนที่จะนำเหรียญออกมาแจกจ่าย หรือพยุงตลาดในช่วงที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ
ในตอนที่ทรัมป์ออกคำสั่งนี้ เขาได้มอบหมายให้ทีมงานไปหาวิธีการจัดหาและซื้อ Bitcoin เพิ่มเติมโดย “ห้ามใช้เงินภาษีของประชาชน” ซึ่งมีไอเดียหลายอย่างถูกนำเสนอขึ้นมา
อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตว่า หากรัฐบาลเริ่มต้นกว้านซื้อสินทรัพย์ตามที่ทรัมป์ประกาศกร้าวไว้ในตอนนั้น รัฐบาลจะต้องเข้าซื้อที่ระดับราคาสูงถึง 93,000 ดอลลาร์ แต่ในปัจจุบัน ราคาบิตคอยน์ได้ร่วงดิ่งลงมาแล้วประมาณ 1 ใน 3 โดยราคาซื้อขายอยู่เหนือระดับ 64,000 ดอลลาร์เล็กน้อยในเวลานี้
เหตุการณ์นี้สร้างความอึดอัดใจให้แก่อุตสาหกรรมคริบโทไม่น้อย เพราะในตอนแรกที่ทรัมป์ป่าวประกาศ บรรดาผู้สนับสนุนและนักล็อบบี้ต่างพากันปักใจเชื่อว่า คลังสำรองบิตคอยน์ของสหรัฐฯ เป็นเรื่องที่เสร็จสิ้นและเกิดขึ้นแน่นอนแล้ว ทำให้ตอนนี้หลายฝ่ายเริ่มรู้สึกหงุดหงิดกับการตั้งตารอคอยการดำเนินการของรัฐบาลที่ยังไม่มีอะไรการันตีว่าจะเกิดขึ้นจริง
แต่ในระหว่างที่โครงการของประเทศยังคงจอดนิ่งอยู่นั้น รายงานการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินล่าสุดพบว่า ตัวของประธานาธิบดีทรัมป์เองได้สะสม Bitcoin ส่วนตัวเข้าพอร์ตไปเรียบร้อยแล้ว โดยมีมูลค่าสูงกว่า 50 ล้านดอลลาร์
ที่มา : coindesk
มุมมองผู้เขียน : แผนคลังสำรอง Bitcoin ของสหรัฐฯ ดูจะกลายเป็นภาพสัญลักษณ์ทางการเมืองมากกว่านโยบายที่จับต้องได้จริงในเร็ววัน ตราบใดที่สองกระทรวงยังแย่งชิงอำนาจกันเอง และสภาคองเกรสยังไม่ออกกฎหมายรองรับ โอกาสที่จะเห็นคลังนี้เป็นรูปเป็นร่างก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมก็ค่อนข้างริบหรี่

