สรุปช่าว
- ตัวแทนจาก Mizuho, SMBC และ MUFG ร่วมเวทีเสวนาในงาน WebX 2026 ถกประเด็นการนำบล็อกเชนมาใช้จริงกับระบบโอนเงินและชำระดุลในญี่ปุ่น ชี้ปัญหาเรื่องความเร็วและความเป็นส่วนตัวได้รับการแก้ไขแล้ว แต่ยังติดขัดเรื่องกฎหมายและการรับประกันความสำเร็จของธุรกรรมด้วยเงินธนาคารกลาง
- วงเสวนายกตัวอย่าง 2 โมเดลจากต่างประเทศที่สวนทางกันคนละขั้ว คือ Augustus ธนาคารที่สร้างระบบบนบล็อกเชนทั้งหมด โดยซีอีโอวัย 25 ปี กับโครงการเงินฝากโทเคนของ TCH ที่ธนาคารยักษ์ใหญ่สหรัฐฯ ผนึกกำลังยกระดับโครงสร้างเดิม
- ฝั่งองค์กรญี่ปุ่นส่วนใหญ่ยังอยู่ในโหมดเฝ้าดู ต้นทุนเชื่อมต่อระบบ ERP และ AML ยังสูง ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ เริ่มขยับเปิดระบบในวันหยุดสุดสัปดาห์ สะท้อนแรงกดดันให้ระบบการเงินเดิม ต้องวิ่งตามโลกบล็อกเชนที่ทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง
แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคาอย่างไร: Neutral
เนื้อหาข่าวนี้เป็นการแลกเปลี่ยนมุมมองในเวทีเสวนา ไม่ใช่การประกาศดีลหรือการลงทุนที่จับต้องได้ทันที จึงไม่น่าจะสร้างแรงกระเพื่อมต่อราคาสินทรัพย์ดิจิทัลในระยะสั้น แต่ในเชิงเรื่องเล่าระยะยาว การที่เมกะแบงก์ญี่ปุ่นทั้งสามยอมรับตรงๆ ว่าโครงสร้างพื้นฐานบล็อกเชนแก้ปัญหาเทคนิคเดิมได้แล้ว และเริ่มจับตาโมเดลอย่าง Augustus กับ TCH อย่างจริงจัง ถือเป็นสัญญาณบวกต่อกลุ่มเหรียญที่เกี่ยวข้องกับ stablecoin และ tokenized deposit ในภาพรวม
ในงานสัมมนา WebX 2026 ตัวแทนผู้บริหารด้านบริการธุรกรรมทางการเงินจาก 3 สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่น ได้แก่ Mizuho Financial Group, Sumitomo Mitsui Banking Corporation (SMBC) และ Mitsubishi UFJ Financial Group (MUFG) ได้ร่วมเสวนาถึงความท้าทายและโอกาสในการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาประยุกต์ใช้กับโครงสร้างพื้นฐานด้านการโอนเงินและการชำระดุลในโลกความเป็นจริง
Hiroshi Inoue (ผู้ดำเนินรายการ) ได้เปิดประเด็นสอบถามคุณ Hiroshi Kawagoe (อดีตผู้บริหารระดับสูงของ SMBC) ถึงอุปสรรคในการนำบล็อกเชนมาใช้จริงในญี่ปุ่น คุณ Kawagoe ระบุว่า ในยุคแรกเริ่ม บล็อกเชนมีข้อจำกัดเรื่องความเร็วและความเป็นส่วนตัว แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีได้พัฒนาจนแก้ปัญหาเหล่านั้นได้แล้ว
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่ยังคงอยู่คือ ความแน่นอนในการทำธุรกรรม การเชื่อมต่อกับสกุลเงินของธนาคารกลาง และการปฏิบัติตามกฎหมาย ซึ่งคุณ Daisuke Inoue (ซีอีโอบริษัท Japan Financial Elan Technologies) กล่าวเสริมว่า ประเด็นเรื่องความเป็นส่วนตัวและการเชื่อมโยงกับเงินของธนาคารกลาง เพิ่งกลายเป็นความต้องการที่ชัดเจนเมื่อสถาบันการเงินดั้งเดิมเริ่มเข้ามาทดลองใช้งานระบบนี้อย่างจริงจัง
วงเสวนาได้หยิบยก 2 กรณีศึกษาที่น่าสนใจในต่างประเทศมาเปรียบเทียบ กรณีแรกคือ “Augustus” ซึ่งคุณ Daisuke Inoue แนะนำว่า เป็นธนาคารยุคใหม่ที่สร้างระบบหลักบนบล็อกเชนทั้งหมด บริหารโดยซีอีโอวัย 25 ปี มีจุดเด่นด้านต้นทุนที่ต่ำ ประมวลผลเร็ว และให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ทางด้านคุณ Naoki Taniguchi (หัวหน้าทีม ที่ Mitsubishi UFJ Financial Group) มองว่า เทคโนโลยี AI และบล็อกเชนกำลังทำให้เส้นแบ่งระหว่างสตาร์ทอัปและธนาคารดั้งเดิมเลือนลางลง
โดย Augustus มุ่งเป้าไปที่การชำระเงินระหว่าง AI กับเครื่องจักร(Machine-to-Machine) ซึ่งจะทำให้ระบบหักบัญชีกลับมามีความสำคัญอย่างมากในระบบเศรษฐกิจบนบล็อกเชน ขณะที่คุณ Rinko Hiyama (ผู้บริหารระดับสูงของ Mizuho Financial Group) เสริมว่า ชื่อ Augustus สื่อถึงจักรพรรดิผู้รวบรวมระบบเงินตรา จึงน่าจับตาว่าธนาคารนี้จะสร้างแรงสั่นสะเทือนให้วงการธนาคารดั้งเดิมได้มากน้อยเพียงใด
กรณีศึกษาที่สองคือ โครงการเงินฝากโทเคนของ TCH (The Clearing House) ในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานเดิม คุณ Kawagoe มองว่าเป็นโครงการที่น่าสนใจมาก เพราะเปิดโอกาสให้ธนาคารขนาดกลางและขนาดเล็กที่ไม่สามารถออกโทเคนเองได้ เข้ามาใช้งานร่วมกับธนาคารยักษ์ใหญ่
คุณ Hiyama วิเคราะห์ว่า เบื้องหลังของเรื่องนี้เกิดจากการแข่งขันด้านกฎหมายคริปโตในสหรัฐฯ กลุ่มธนาคารดั้งเดิมจึงพยายามสร้างแพลตฟอร์มนี้เพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาด โดยเปรียบเทียบว่าเป็นการนำ “รถไฟสายธรรมดา” (ระบบเดิม) มาเชื่อมกับ “รถไฟความเร็วสูง” (ระบบโทเคน) เพื่อให้การชำระเงินทั่วโลกรวดเร็วขึ้น
ซึ่งคุณ Daisuke Inoue สรุปประเด็นนี้ว่า โครงสร้างพื้นฐานที่เป็นกลางอย่าง TCH คือกุญแจสำคัญในการดึงดูดสถาบันการเงินดั้งเดิมให้เข้ามามีส่วนร่วม
สำหรับการนำบล็อกเชนไปใช้ในภาคธุรกิจ (B2B) คุณ Taniguchi ระบุว่า องค์กรในญี่ปุ่นส่วนใหญ่ยังอยู่ในช่วง “รอดูท่าที” แม้จะเริ่มมีการใช้สเตเบิลคอยน์บ้างแล้ว แต่อุปสรรคสำคัญคือ ต้นทุนการเชื่อมต่อกับระบบภายในเดิม เช่น ระบบ ERP และมาตรการป้องกันการฟอกเงิน (AML)
คุณ Kawagoe อธิบายเสริมถึงปัญหา “โครงสร้างสองระบบ” โดยชี้ว่าระบบบัญชีแบบดั้งเดิมปรับปรุงให้ทำงานตลอด 24 ชั่วโมงได้ยากและใช้เวลานาน ต่างจากโลกออนเชนที่สามารถสร้างระบบใหม่ให้รันได้ทันที
ในตอนท้าย คุณ Hiyama คาดการณ์ว่า หากระบบการเงินสามารถทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน จะถือเป็น “จุดเริ่มต้นแห่งจุดจบ” ของระบบการบริหารเงินกองทุนแบบเดิม และเปิดทางสู่ระบบที่ใช้โปรแกรมสั่งการเคลื่อนย้ายเงินได้อย่างยืดหยุ่นในระดับรายชั่วโมง
ซึ่งคุณ Taniguchi เห็นด้วยกับแนวคิดนี้ แต่ทิ้งท้ายว่า คุณค่าที่แท้จริงของธนาคารยังคงเป็น “ความน่าเชื่อถือและสภาพคล่อง” บล็อกเชนเป็นเพียงการเปลี่ยนช่องทางการส่งมอบแบบใหม่ และการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบการเงินแบบฝังตัว (Embedded Finance) อย่างเต็มรูปแบบนั้น จะเป็นกระบวนการที่ค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่การก้าวกระโดดข้ามเพียงชั่วข้ามคืน
ที่มา : coinpost
มุมมองผู้เขียน : การที่แบงก์ระดับท็อปของญี่ปุ่นยอมรับตรงๆ ว่าอุปสรรคทางเทคนิคของบล็อกเชนแทบไม่เหลือแล้ว เหลือแค่โจทย์เรื่องกฎหมายและการเชื่อมกับเงินธนาคารกลาง น่าจะเป็นสัญญาณว่าการใช้งานจริงในระดับสถาบันจะเร่งตัวขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

