bitkub-banner

ญี่ปุ่นจ่อแก้กฎหมายคริปโต ปลดล็อก Crypto ETF หวังดึงเงินทุนกลับประเทศ

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • ญี่ปุ่นเตรียมยกระดับคริปโตให้กลายเป็น ‘ผลิตภัณฑ์เพื่อการลงทุน’ ภายใต้กฎหมายหลักทรัพย์อย่างเต็มรูปแบบ
  • ร่างกฎหมายใหม่อาจเปิดทางให้เกิด Crypto ETF พร้อมปรับภาษีกำไรจากคริปโตเหลือ 20% และอนุญาตให้นำผลขาดทุนไปหักกลบในปีถัดไป
  • รัฐบาลต้องการใช้บล็อกเชน Stablecoin และสินทรัพย์ในรูปแบบโทเคน สร้างระบบการเงินบนเชนที่ทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง

แนวโน้มผลกระทบ: Bullish

ญี่ปุ่นจ่อแก้กฎหมายยกระดับคริปโตให้เป็น ‘สินทรัพย์เพื่อการลงทุน’ อย่างเต็มตัว ไฮไลต์สำคัญคือ การเตรียมปลดล็อก Crypto ETF และหั่นภาษีคริปโตลงเหลือ 20% เพื่อดึงดูดเม็ดเงินจากนักลงทุนสถาบัน และรายย่อยกลับเข้าประเทศ พร้อมผลักดันเทคโนโลยีบล็อกเชนให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินยุคใหม่ มุ่งสู่เป้าหมาย ‘บิ๊กแบงทางการเงินแห่งยุคเรวะ’ เพื่อทวงคืนบัลลังก์ผู้นำตลาดคริปโตโลกด้วยข้อได้เปรียบด้านความชัดเจนทางกฎหมายที่เหนือกว่าสหรัฐฯ

ญี่ปุ่นกำลังเตรียมยกระดับคริปโตเคอร์เรนซีให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อการลงทุนอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมเปิดทางสู่การจัดตั้งกองทุน Crypto ETF การปรับลดภาษี และการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนเข้ามาเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของภาคการเงิน

ประเด็นดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นหารือในการเสวนาหัวข้อ “ตลาดคริปโตเคอร์เรนซีของญี่ปุ่นจะเปลี่ยนไปอย่างไรภายใต้ พ.ร.บ. ตราสารทางการเงินฯ?” บนเวที CRYL ภายในงาน WebX 2026 เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม

ผู้ที่อยู่บนเวทีดังกล่าว ได้แก่ เซอิจิ คิฮาระ (คนขวาสุด) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและประธานคณะกรรมาธิการการเงินของพรรคเสรีประชาธิปไตย, เคน คาวาอิ (คนที่สองจากซ้าย) พาร์ทเนอร์จากสำนักงานกฎหมาย Anderson Mori & Tomotsune และเคนจิ โฮกิ (คนที่สองจากขวา) ประธานกรรมการบริหารสมาคมการเงินแบบกระจายศูนย์ดิจิทัลแห่งประเทศญี่ปุ่น โดยมีเคตะ เซกิงุจิ (คนซ้ายสุด) จาก NIKKEI Financial เป็นผู้ดำเนินรายการ

จากเครื่องมือชำระเงิน สู่สินทรัพย์เพื่อการลงทุน

คิฮาระระบุว่า ร่างแก้ไขพระราชบัญญัติตราสารทางการเงินและตลาดหลักทรัพย์ หรือ FIEA ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของรัฐสภา ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของตลาดคริปโตญี่ปุ่นใน 2 ด้าน

ด้านแรกคือ การยอมรับคริปโตในฐานะ ‘ผลิตภัณฑ์เพื่อการลงทุน’ อย่างชัดเจน หลังญี่ปุ่นเคยเปลี่ยนคำเรียกจาก ‘สกุลเงินเสมือน’ มาเป็น ‘สินทรัพย์คริปโต’ ในปี 2019 

ส่วนด้านที่สองคือ การนำบล็อกเชนเข้ามาอยู่ในศูนย์กลางของระบบการเงิน ซึ่งจะกลายเป็นก้าวแรกของการพัฒนา On-chain Finance หรือระบบการเงินที่ทำงานอยู่บนเทคโนโลยีบล็อกเชน

ญี่ปุ่นเคยออกกฎหมายกำกับ Bitcoin และคริปโตผ่านการแก้ไขพระราชบัญญัติบริการการชำระเงินในปี 2017 โดยจัดให้คริปโตอยู่ในฐานะเครื่องมือชำระเงิน อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ ผู้ใช้งานส่วนใหญ่ซื้อคริปโตเพื่อการลงทุน การแก้ไขกฎหมายครั้งนี้จึงมีเป้าหมายทำให้กรอบกำกับดูแลสอดคล้องกับพฤติกรรมของตลาดมากขึ้น

คาวาอิอธิบายว่า เมื่อคริปโตถูกย้ายเข้าสู่กรอบกฎหมายหลักทรัพย์ ผู้ประกอบการจะต้องปฏิบัติตามกฎที่เข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะการเปิดเผยข้อมูลเพื่อลดปัญหาความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงข้อมูล รวมถึงการนำกฎหมายควบคุมการซื้อขายโดยใช้ข้อมูลภายในมาใช้กับตลาดคริปโต

ภายใต้แนวทางดังกล่าว ผู้ออกเหรียญ ศูนย์ซื้อขาย และผู้ถือครองสินทรัพย์รายใหญ่อาจถูกจัดให้เป็นบุคคลภายใน หากสามารถเข้าถึงข้อมูลสำคัญที่ส่งผลต่อราคาสินทรัพย์ได้

คริปโต ETF อาจเป็นกุญแจดึงเงินสถาบัน

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญของการแก้ไขกฎหมายคือการเปิดทางให้เกิดกองทุน ETF คริปโตในญี่ปุ่น ซึ่งผู้ร่วมเสวนามองว่าจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการดึงนักลงทุนสถาบันกลับเข้าสู่ตลาด

โฮกิระบุว่า การมี ETF จะช่วยให้บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทจัดการกองทุน และสถาบันการเงินดั้งเดิมสามารถเข้ามาจัดตั้งและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับคริปโตได้ โดยนักลงทุนไม่จำเป็นต้องซื้อหรือเก็บรักษาเหรียญด้วยตัวเอง

โครงสร้างดังกล่าวจะทำให้นักลงทุนสามารถเข้าถึงคริปโตผ่านบัญชีและระบบการลงทุนที่ใช้งานอยู่แล้ว เช่นเดียวกับกรณีของสหรัฐฯ ซึ่งการเปิดตัว ETF คริปโตกลายเป็นช่องทางสำคัญที่ทำให้เม็ดเงินของนักลงทุนสถาบันไหลเข้าสู่ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล

คิฮาระเสริมว่า ตลาดจำเป็นต้องมีสภาพคล่องและความลึกเพียงพอ หากต้องการให้นักลงทุนรายย่อยและนักลงทุนสถาบันเข้าถึงสินทรัพย์ประเภทนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น ETF จึงถือเป็นองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้ในการขยายฐานผู้ลงทุน

ในอดีต ตลาดซื้อขายคริปโตด้วยเงินเยนเคยมีสัดส่วนสูงถึงประมาณครึ่งหนึ่งของปริมาณการซื้อขายทั่วโลก แต่หลังญี่ปุ่นเพิ่มความเข้มงวดด้านกฎระเบียบในปี 2019 ส่วนแบ่งตลาดกลับลดลงอย่างมาก การปฏิรูปครั้งนี้จึงถูกมองว่าเป็นความพยายามดึงเงินทุนและผู้ประกอบการกลับเข้าสู่ประเทศอีกครั้ง

ญี่ปุ่นหวังใช้ความชัดเจนทางกฎหมายแข่งขันกับสหรัฐฯ

เมื่อเปรียบเทียบกับต่างประเทศ คาวาอิมองว่า ญี่ปุ่นอาจได้เปรียบในแง่กฎระเบียบ เนื่องจากใช้ระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษร ทำให้ผู้ประกอบการสามารถประเมินทิศทางและความเสี่ยงทางกฎหมายได้ง่ายกว่าในสหรัฐฯ เนื่องจากการกำกับดูแลคริปโตยังมีความไม่แน่นอนจากการแบ่งบทบาทระหว่างหน่วยงานกำกับดูแลอย่าง SEC กับ CFTC ขณะที่แนวทางการตีความกฎหมายอาจเปลี่ยนแปลงตามรัฐบาล และทิศทางทางการเมือง

คิฮาระยอมรับว่า แม้ญี่ปุ่นจะเป็นหนึ่งในประเทศแรกของโลกที่ออกกฎหมายกำกับสกุลเงินเสมือน แต่การใช้กฎระเบียบที่เข้มงวดมากเกินไปในเวลาต่อมาได้ผลักดันเงินทุนออกนอกประเทศ

รัฐบาลจึงต้องการนำตลาดคริปโตกลับมาอยู่ภายใต้กฎหมายการลงทุนอย่างเป็นระบบ พร้อมรับผิดชอบในการพัฒนาตลาดให้เติบโต และผลักดันให้ญี่ปุ่นกลับมามีส่วนแบ่งสำคัญในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลโลกอีกครั้ง

ภาษี 20% และการยกยอดขาดทุน

ข้อเสนอที่ถูกจับตามองมากที่สุดคือ การปรับระบบจัดเก็บภาษีกำไรจากคริปโตให้เป็นแบบแยกคำนวณในอัตรา 20% จากปัจจุบันที่กำไรอาจถูกรวมกับรายได้ประเภทอื่น และเสียภาษีในอัตราที่สูงกว่ามาก

รัฐบาลยังมีแผนผลักดันให้ผู้ลงทุนสามารถนำผลขาดทุนจากการซื้อขายคริปโตไปหักกลบกับกำไรในปีถัดไปได้ ซึ่งจะทำให้โครงสร้างภาษีใกล้เคียงกับการลงทุนในหุ้นและหลักทรัพย์ประเภทอื่นมากขึ้น

ปัจจุบันญี่ปุ่นมีบัญชีคริปโตประมาณ 14 ล้านบัญชี แต่มีผู้ยื่นภาษีจากคริปโตจริงเพียงราว 50,000 ราย ผู้ร่วมเสวนาจึงมองว่า การลดอัตราภาษีอาจช่วยเพิ่มแรงจูงใจในการยื่นแบบชำระภาษี และอาจทำให้รายได้ภาษีของรัฐเพิ่มขึ้นในระยะยาว

ผู้ร่วมเสวนายังเห็นตรงกันว่า ตราสารอนุพันธ์ไม่ได้มีบทบาทเฉพาะด้านการเก็งกำไร แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับการป้องกันความเสี่ยง หากญี่ปุ่นไม่มีตลาดอนุพันธ์ที่มีสภาพคล่องเพียงพอ สถาบันการเงินที่ออก ETF อาจต้องไปป้องกันความเสี่ยงในตลาดต่างประเทศแทน

เป้าหมายคือ บิ๊กแบงทางการเงินแห่งยุคเรวะ

คิฮาระสรุปว่า เป้าหมายระยะยาวของการปฏิรูปครั้งนี้คือ การสร้างระบบการเงินที่สามารถทำงานอัตโนมัติ เชื่อมโยงเป็นเครือข่ายเดียวกัน และบริหารจัดการผ่านระบบเอเจนต์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยมี Stablecoin และสินทรัพย์ทางการเงินในรูปแบบโทเคนเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ

แนวคิดดังกล่าวถูกเรียกว่า ‘บิ๊กแบงทางการเงินแห่งยุคเรวะ’ ซึ่งเป็นคำเปรียบเทียบกับการเปิดเสรีภาคการเงินครั้งใหญ่ของญี่ปุ่นในช่วงทศวรรษ 1990 โดยครั้งนี้รัฐบาลต้องการใช้บล็อกเชน และความสามารถในการเขียนโปรแกรมของสินทรัพย์ดิจิทัลเข้ามาสร้างสถาบันการเงินรูปแบบใหม่

ข้อเสนอดังกล่าวเรียกร้องให้หน่วยงานบริการทางการเงิน สำนักงานดิจิทัล ธนาคารกลางญี่ปุ่น และสมาคมธนาคารแห่งประเทศญี่ปุ่นติดตามความคืบหน้าภายในปีปฏิทินหรือปีงบประมาณนี้

แม้รายละเอียดสำคัญหลายด้านยังต้องรอการกำหนดผ่านกฤษฎีกา และแนวทางกำกับดูแล แต่การแก้ไขกฎหมาย FIEA ครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการเปลี่ยนสถานะคริปโตให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบการลงทุนและโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินของญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ


มุมมองผู้เขียน: สิ่งที่จะชี้วัดความสำเร็จของการปฏิรูปครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการประกาศเปิดทางให้ Crypto ETF หรือการลดภาษีเหลือ 20% แต่คือรายละเอียดของกฎหมายลำดับรองว่า จะสามารถสร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองนักลงทุนกับการรักษาความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการได้มากน้อยเพียงใด

ที่มา:coinpost