<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

หยวนดิจิตอลหรือ DCEP คืออะไร เมื่อจีนจะแทนที่เงินสดทั้งหมดด้วยคริปโต

เหรียญดิจิตอลหยวนของจีนนั้นใกล้จะเปิดตัวออกมาแล้ว สังคมต่างรอคอยว่ามันจะออกมาเป็นลักษณะเช่นไร ด้านอดีตผู้ว่าการธนาคาร People’s Bank of China ก็ได้ออกมาชี้ว่ามันอาจเข้ามาแทนที่เงินสดได้ หากมันมีประสิทธิภาพมากพอและผู้คนยอมรับ

DCEP คืออะไร

Digital Currency DCEP (Digital Currency Electronic Payment, DC / EP) เป็นสกุลเงินดิจิตอลของประเทศจีนที่สร้างด้วยเทคโนโลยีบล็อกเชนและคริปโตกราฟฟิคซึ่งเหรียญ DCEP นี้อาจเป็นสกุลเงินดิจิตอลของธนาคารกลางเหรียญแรกของโลกเลยก็ว่าได้ จุดประสงค์ของการสร้างเงินหยวนดิจิตอลนี้ก็เพื่อผลักดันให้เงินหยวนมีการไหลเวียนในระบบคล่องมากขึ้น รวมถึงให้นานาประเทศสามารถเข้าถึงเงินหยวนได้และทำให้เงินหยวนเป็นที่นิยมเทียบเท่ากับเงินดอลลาร์สหรัฐ

นอกจากนี้ประเทศจีนยังเป็นประเทศที่ผลักดันเทคโนโลยีบล็อกเชนโดยมีจุดประสงค์เพื่อแข่งขันกับเหรียญลิบร้าของเฟสบุ๊คที่ทางซีอีโอนายมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์กตั้งใจจะให้มันกลายมาเป็นนวัตกรรมฟินเท็คขั้นต่อไป ทางการจีนก็มองว่าเหรียญลิบร้านี้เป็นภัยคุกคามต่ออำนาจอธิปไตยของจีนจึงได้ตั้งใจสร้างและออกเหรียญ DCEP โดยเหรียญจะไม่ถูกลิสต์บนเว็บเทรดคริปโตและไม่ได้เอามาไว้ใช้เก็งกำไรแต่อย่างใด

DCEP เป็นเงินดิจิตอลที่ถูกกฎหมายสกุลเดียวของจีน

เงินหยวนดิจิตอลหรือ DCEP นั้นจะเป็นสกุลเงินที่สร้างและบังคับใช้โดยรัฐบาลจีนและไม่ใช่เหรียญ stablecoin ที่สร้างจากบุคคลที่สามอย่าง Tether โดยเงินหยวนดิจิตอลนี้จะมีเงินหยวนจริงๆ เป็นแบ็คอัพแบบ 1:1 ซึ่ง  DCEP เป็นสกุลเงินดิจิตอลที่ถูกกฎหมายเพียงหนึ่งเดียวในจีน

นาย Huang Qifan ประธานศูนย์การแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศของจีนได้กล่าวว่าพวกเขาทำการสร้างและพัฒนาเหรียญ DCEP มาเป็นเวลา 5-6 ปีจึงมั่นใจที่จะนำมาใช้ในระบบการเงินของประเทศซึ่งใกล้จะเปิดตัวเร็วๆ นี้แล้ว

ทำไมจีนถึงสร้างสกุลเงินดิจิตอล?

รายงานจากสื่อของประเทศเผยว่า DCEP จะช่วยลดความเสี่ยงด้านการปลอมแปลง, การฟอกเงินและการจัดหาเงินทุนที่ผิดกฎหมาย เพราะหน่วยงานกำกับดูแลสามารถตรวจสอบการทำธุรกรรมสกุลเงินดิจิตอลได้ นอกจากนี้การใช้เงินหยวนดิจิตอลยังสามารถลดค่าใช้จ่ายในการรีไซเคิลธนบัตรและเหรียญกษาปณ์

นอกจากนี้เหรียญ DCEP ก็จะถูกนำมาใช้กับการค้าระหว่างประเทศด้วย โดยก่อนหน้าที่จะใช้ระบบ CIPS นั้นประเทศจีนได้ใช้ระบบ CHIPS (Clearing House Interbank Payments System) หรือ SWIFT (Society for Worldwide Interbank Financial Telecommunication)ในการชำระเงินระหว่างประเทศมาก่อน ซึ่งทั้งระบบ CHIP และ SWIFT นั้นมีข้อเสีย อย่างแรกเลยคือ CHIPS เป็นบริษัทของสหรัฐฯ ส่วน SWIFT นั้นก็ค่อนข้างที่จะเป็นที่ใช้งานกันแพร่หลายระหว่างธนาคารนานาประเทศ ซึ่งใครก็ตามที่เป็นผู้ควบคุมระบบ SWIFT จะสามารถเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับการชำระเงินระหว่างประเทศได้เกือบทั้งหมด 

ในขณะที่องค์กร SWIFT นั้นก็อ้างว่าตนเป็นองค์กรระหว่างประเทศที่เป็นกลางแต่กระนั้นเองกรรมการทั้ง 12 คนจาก 25 คนนั้นมาจากสหรัฐฯ และประเทศพันธมิตร อีกทั้งข้อมูลการทำธุรกรรมก็จะถูกส่งไปที่ฐานข้อมูลของสหรัฐ ซึ่งจีนไม่ต้องการเช่นนั้นจีนต้องการสร้างระบบการธนาคารระหว่างประเทศของตนเองซึ่งก็คือ DCEP นั่นเอง

ทางรัฐบาลจีนยังเห็นว่ามันจำเป็นที่จะต้องสร้างสกุลเงินใหม่เพื่อปฏิรูประบบการเงินแบบเดิม ซึ่ง  DCEP ถูกมองว่าเป็น “คลื่นลูกที่สาม” แข่งกับสหรัฐอเมริกา

DCEP ไม่ได้เอาไว้เก็งกำไร

รัฐบาลจีนได้ยืนยันอย่างชัดเจนว่าสกุลเงินดิจิตอลหยวนของประเทศนั้นจะไม่ได้มีเอาไว้เพื่อเก็บกำไร ประธานของสถาบันสกุลเงินดิจิตอลประจำธนาคารประชาชนจีนนาย Mu Changchun ก็ได้กล่าวว่ามันเป็นรูปแบบเงินหยวนดิจิตอลและจะไม่มีการเก็งกำไรราคาอะไรทั้งสิ้น 

“สกุลเงินไม่ได้มีไว้เพื่อเก็งกำไร มันแตกต่างจาก Bitcoin และเหรียญ stablecoin ต่างๆ”

การใช้งาน

เมื่อมีการเปิดใช้งาน DCEP แล้วอันดับแรกเหรียญจะถูกแจกจ่ายไปยังธนาคารพาณิชย์ที่อยู่ในเครือของธนาคารกลางจีน เช่น  ICBC และ Agriculture Bank of China โดยการเปิดตัวเหรียญ DCEP ก็จะมีลักษณะคล้ายกับเงินหยวนที่เป็นธนบัตรโดย DCEP ถูกสร้างมาเเพื่อใช้แทนระบบสำรองเงิน ลดต้นทุนในการโอนเงิน ซึ่งด้านของนาย Huang ก็ชี้ว่าระบบ SWIFT นั้นล้าสมัย, ช้า, ไม่มีประสิทธิภาพและใช้ต้นทุนสูงมากเวลาโอนเงินข้ามประเทศ ช่วงแรกจะมีการทดลองใช้ DCEP ในระบบการเงินก่อนจากนั้นขั้นตอนต่อไปจึงจะมีการนำระบบ DCEP ไปใช้กับบริษัทฟินเท็ครายใหญ่ เช่น Tencent และ Alibaba เพื่อให้สามารถใช้งานได้บนแอปพลิเคชั่น WeChat Pay และ AliPay 

ระบบ DCEP นั้นจะเป็นระบบแบบรวมศูนย์ (Centralized) และเป็นสกุลเงินดิจิตอลของประเทศ ไม่สามารถทำการขุดหรือการวางเงินค้ำประกัน (Staking) บนเครือข่าย DCEP ได้

เมืองแรกที่ทดสอบ DCEP

รายงานล่าสุดได้เผยว่าเมืองเซินเจิ้น, เฉิงตู, สงอันและซูโจวจะกลายเป็นเมืองแรกที่ทดสอบ DCEP  และต่อไปอาจจะมีการทดสอบเหรียญไปที่ฮ่องกงด้วย

ในเมืองซูโจวจะนำ DCEP ไปใช้จ่ายจะถูกนำไปใช้จ่ายเงินครึ่งหนึ่งของเงินช่วยค่าเดินทางของพนักงานภาครัฐในเดือนพฤษภาคม 2020 ส่วนในเมืองสงอันการทดสอบส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับบริษัทจัดเลี้ยงและค้าปลีก ยิ่งไปกว่านั้นสถานที่สำหรับจัดโอลิมปิกภาคฤดูหนาวปี 2022 ในปักกิ่งและจางเจียโข่วจะเข้าร่วมโปรแกรมการทดสอบ DCEP ด้วย

McDonalds และ Starbucks จะเข้าร่วมทดสอบ DCEP

เงินหยวนดิจิตอลนี้ได้รับความสนใจจากสังคมมากมายซึ่งบริษัทต่างๆ ก็เต็มใจที่จะเข้าร่วมทดสอบระบบ DCEP ซึ่งรวมถึง Starbucks, McDonald และ Subway ด้วยซึ่งบริษัททั้งสามก็ได้ออกมาประกาศเมื่อวันที่ 22 เม.ย. 2020 แล้วว่าจะร่วมทดสอบระบบ DCEP ซึ่งจัดขึ้นโดยคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติโดยจะมีบริษัทกว่า 19 แห่งเข้าร่วมทดสอบ อย่างไรก็ตามยังไม่มีประกาศออกมาอย่างเป็นทางการว่า DCEP นั้นจะเปิดตัวออกมาเมื่อไหร่

สำหรับบริษัทที่ตั้งใจจะเข้าร่วมก็ได้เปิดเผยว่าพวกเขาได้รับประกาศอย่างเป็นทางการจากธนาคารกลางแล้ว แต่ยังไม่ได้รับรายละเอียดของวิธีการทดสอบ

ร้านค้าต้องรับชำระเงินด้วย DCEP

ธนาคารกลางตั้งใจสร้าง DCEP ขึ้นมาเพื่อนำไปใช้กับร้านค้าที่รับชำระเงินด้วยวิธีดิจิทัล เช่น Apple Pay, AliPay และ WeChat pay ซึ่งร้านค้าเหล่านั้นจะต้องรับ DCEP เพื่อให้มีการใช้งาน DCEP อย่างแพร่หลายในจีนเพราะร้านค้าถูกบังคับให้เข้าร่วมไม่เช่นนั้นก็จะเสี่ยงที่จะสูญเสียใบอนุญาตประกอบธุรกิจ 

หัวเหว่ยสนับสนุน DCEP

โทรศัพท์มือถือยี่ห้อหัวเหว่ยนั้นเป็นที่นิยมและใช้งานกันมากใยประเทศจีน อีกทั้งบริษัทยังค่อนข้างที่จะมีความสนิทชิดเชื้อกับรัฐบาลมันจึงมีข่าวลือออกมาว่าหัวเหว่ยอาจเป็นบริษัทแรกที่ใช้ DCEP นอกจากนี้ยังมีภาพหลุดออกมาเป็นรูปภาพแอพ Huawei Pay ที่มีการเชื่อมต่อตรงไปยังธนาคารพาณิชย์จีนและสามารถถอน DCEP ได้ด้วย คู่แข่งของบริษัทอย่าง Tencent ก็ได้ระบุด้วยว่าบริษัทจะสนับสนุน DCEP บนแพลตฟอร์มชำระเงิน WeChat

ประกาศสถาบันนำร่อง DCEP ชุดแรก

สถาบันที่จะเข้าร่วมทดสอบโครงการนำร่องของ DCEP นั้นจะประกอบไปด้วยธนาคารเพื่อการก่อสร้างของจีน (China Construction Bank), ธนาคารเพื่อการเกษตรแห่งประเทศจีน (Agricultural Bank of China), ธนาคารแห่งประเทศจีน (Bank of China) และธนาคารเพื่อการอุตสาหกรรมและการพาณิชย์ของจีน (Industrial and Commercial Bank of China) รวมถึงบริษัทโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่ของจีน China Mobile, China Telecom และ China Unicom

ช่วงแรก DCEP จะนำไปใช้ในภาคการขนส่ง, การศึกษา, การแพทย์, การค้าปลีกและอื่นๆ จากนั้นจะเริ่มขยายไปยังภาคส่วนอื่นของประเทศ

DCEP มีทองคำหนุนหรือไม่?

คำตอบคือ “ไม่” มันมีรายงานของ Kitco News ที่นาย Max Kaiser อ้างว่าจีนจะเปิดตัวคริปโตที่หนุนมูลค่าโดยทองคำเพื่อทำลาย USD และนำมันมาเป็นทุนสำรองของประเทศพร้อม กล่าวเสริมว่าจีนได้รวบรวมทองคำได้มากถึง 20,000 ตันแล้ว อย่างไรก็ตามนี่เป็นเพียงการข่าวลือที่ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใดและจีนไม่มีแผนที่จะกลับไปใช้ Gold Standard หรือออก คริปโตที่หนุนมูลค่าด้วยทองคำ

ความแตกต่างระหว่าง DCEP, Libra, Bitcoin และเงินสด 

ตารางด้านล่างนี้จะแสดงความแตกต่างระหว่าง DCEP, Libra, Bitcoin และเงินสดดังนี้:

ใช้ระบบชำระเงิน NFC Contact 

อ้างอิงจากเว็บไซต์ Official Sina Blockchain, DCEP มีระบบการชำระเงินที่ใช้ NFC เป็นฐานทำให้อุปกรณ์ไม่จำเป็นต้องเปิดออนไลน์เวลาจะโอนเงิน ซึ่งตรงนี้มันทำให้ DCEP สามารถนำมาใช้แทนเงินสดได้เลยดังนั้นแล้วพื้นที่ที่ไม่มีอินเตอร์เน็ตก็สามารถใช้งาน DCEP ได้โดยไม่จำเป็นต้องมีธนาคาร คนที่ไม่สามารถเข้าถึงธนาคารได้ก็สามารถใช้เงินหยวนดิจิตอลนี้ได้เหมือนกัน

พัฒนา Blockchain

ประเทศจีนได้มีการริเริ่มผลักดันการยอมรับ Blockchain ทั่วประเทศประธานาธิบดีสี จิ้นผิงได้ออกมาประกาศด้วยตนเองให้มีการพัฒนาเทคโนโลยี Blockchain ของประเทศในวันที่ 24 ตุลาคม อย่างไรก็ตามประเทศจีนนั้นได้รับรอง “ Blockchain ไม่ใช่ Cryptocurrency” โดยเน้นถึงประโยชน์ของ Blockchain ในทางตรงกันข้ามการใช้งาน Cryptocurrency และ ICOs กลับถูกแบนในประเทศ

DCEP เป็นสกุลเงินแบบรวมศูนย์อำนาจ

เครือข่าย DCEP จะรันบนเครือข่ายส่วนตัวที่ Centralized โดยธนาคารประชาชนจีนจะเป็นผู้ควบคุมเครือข่ายทั้งหมด แตกต่างจาก Bitcoin ที่เป็นเครือข่ายแบบกระจายศูนย์ (Decentralized) ดังนั้นธนาคารกลางจีนจะมีสิทธิสร้างและทำลาย DCEP ได้แต่เพียงผู้เดียว

แพลตฟอร์มอะไรที่ซัพพอร์ต DCEP

หลังจากที่มีการประกาศ  DCEP ออกมาเว็บเทรดของจีนที่ส่วนใหญ่แล้วเป็นสแกมก็ได้อ้างว่าตนลิสต์ IOUs และเหรียญที่อ้างว่าเป็น DCEP แล้ว ซึ่งจริงๆ แล้ว DCEP ยังไม่ได้เปิดให้ใช้งานแก่สาธารณชน ในตอนนี้มันเปิดให้ธนาคารร่วมมือกับ PBoC ใช้เท่านั้น ดังนั้นผู้ใช้งานจะต้องไม่ซื้อขาย DCEP จนกว่าจะมีประกาศอย่างเป็นทางการออกมาและไม่ได้มีการรับประกันว่าเว็บเทรดจะสามารถลิสต์เหรียญ DCEP นี้ได้ด้วย

จะซื้อ DCEP ได้อย่างไร?

ในตอนนี้ DCEP สามารถใช้งานได้ในหมู่ธนาคารที่เข้าร่วมกับ People’s Bank of China เท่านั้น ซึ่งมันจะเปิดตัวต่อสาธารณชนในปีนี้ แต่ตอนนี้ยังไม่มีเว็บเทรดคริปโตใดๆ ที่สามารถเทรด DCEP ได้

DCEP ออกมาเพื่อท้าทายระบบการเงินสหรัฐหรือไม่?

จากมุมมองส่วนใหญ่มองว่า DCEP นั้นออกมาเพื่อท้าทายระบบการเงินสหรัฐฯ ทั้งจากมุมมองของจีนและสหรัฐอเมริกา จากสถิติของธนาคารโลกมีผู้ใหญ่กว่า 1.7 พันล้านคนทั่วโลกใช้เงินสดเพราะพวกเขาไม่มีบัญชีธนาคาร อย่างไรก็ตามสองในสามของประชากรกลุ่มนี้มีโทรศัพท์มือถือซึ่งสามารถใช้ทำธุรกรรมทางการเงินได้ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศจีนที่การชำระเงินผ่านมือถือ เช่น Alipay หรือ WeChat Pay มีผู้ใช้งานมากกว่า 1.7 พันล้านรายทั่วประเทศจีน ปัจจุบันบริษัท ชำระเงินออนไลน์ทั้งสองแห่งมีการชำระเงินต่อเดือนมากกว่าที่จ่ายใน Paypal ทั้งหมดในปี 2017  (ประมาณ $451 พันล้าน) เป็นเรื่องธรรมดามากในประเทศจีนที่จะเห็นพ่อค้าแม่ค้าที่รับชำระเงินด้วย PayPal หรือ WeChat

ส่วนในสหรัฐอเมริการัฐบาลยังไม่ต้องการสร้างสกุลเงินดิจิตอล จากจดหมายของประธาน Fed ของสหรัฐนาย Jerome Powell มองว่าความท้าทายหลายประการที่สกุลเงินดิจิตอลต้องการเข้ามาแก้ไขมันไม่ได้สามารถนำมาใช้ได้กับสหรัฐอเมริกา ในมุมมองของเขาภูมิทัศน์การชำระเงินของสหรัฐฯ นั้นมีการแข่งขันสูงและมีนวัตกรรมพร้อมตัวเลือกการชำระเงินดิจิตอลมากมายสำหรับผู้บริโภค อีกทั้งเขายังได้กล่าวถึงท่าทีของฝ่ายนิติบัญญัติของประเทศที่ต่อต้านเหรียญลิบร้าของเฟสบุ๊คก็เห็นแล้วว่าระบบการชำระเงินดิจิตอลที่สามารถติดตามธุรกรรมได้ทุกๆ อันนั้นไม่เป็นที่น่าสนใจในสหรัฐฯ

Confidence in Fed Chair Hits Highest Point Since Greenspan Era ...

ในทางกลับกันประเทศจีนกลับมองว่าเหรียญลิบร้ามันจะยิ่งเข้าไปเสริมความแข็งแกร่งให้กับเงินดอลลาร์สหรัฐ นั่นเป็นสาเหตุที่จีนเร่งพัฒนาและเปิดตัว DCEP เพราะไม่อยากที่จะตกอยู่ภายใต้การคุกคามของเหรียญลิบร้า

อีกมุมมองหนึ่งก็อาจมองได้ว่า DCEP สามารถใช้เป็นอาวุธต่อสู้สงครามเศรษฐกิจกับสหรัฐ เพราะเมื่อมีการยอมรับ DCEP มากขึ้นไปแล้ว จีนจะมีอำนาจเหนือกิจกรรมทางเศรษฐกิจเกือบครึ่งหนึ่งของประชากรโลกเลยทีเดียว นอกจากนี้ระบบของ DCEP จะทำให้จีนสามารถติดตามการทำธุรกรรมและการใช้จ่ายของผู้คนได้หมดและสามารถบล็อกสินทรัพย์ดิจิทัลของผู้ใช้งานผ่านทางวอลเล็ทมือถือได้ และมันเป็นเรื่องปกติเพราะประเทศจีนใช้ “ระบบเครดิตทางสังคม” เห็นได้จากการที่ประชาชนหลายล้านคนถูกห้ามไม่ให้ซื้อตั๋วเครื่องบินโดยใช้วอลเล็ทบนมือถือ

มีการทดสอบ DCEP แล้ว

โซเชียลมีเดียได้มีการลือกันว่าตอนนี้มีการทดสอบภายใน DCEP แล้วโดยธนาคารเพื่อการเกษตรของจีนเป็นผู้ทดสอบเวอร์ชั่นเบต้า ซึ่งก็ได้มีรูปภาพ screenshot ถูกเผยแพร่ออกมา ตัววอลเล็ทของ DCEP นั้นซัพพอร์ตฟังก์ชั่นหลายอย่าง รวมถึงการแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิตอล, การจัดการวอลเล็ทและตรวจสอบประวัติการทำธุรกรรม ฟังก์ชั่นอื่นๆ ก็จะมี QR code, การโอนเงินและการชำระเงินด้วยมือถือ

ธนาคารเพื่อการเกษตรได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่าการเปิดตัว DCEP จะดำเนินการภายใต้ข้อตกลงร่วมของธนาคารกลาง และจะมีการประกาศรายละเอียดการเตรียมการในไม่ช้า จากประกาศนี้ทำให้ราคาหุ้นของบริษัทเทคโนโลยี เช่น  BeiJing Certificate  และ Global InfoTech Holdings Inc ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก ราคาหุ้นของบางบริษัทเพิ่มขึ้นเกือบ 10%

สังคมจีนให้ความสนใจและตื่นเต้นกับการเปิดตัว DCEP ที่จะถึงเร็วๆ นี้เป็นอย่างมาก มีภาพวอลเล็ท DCEP ถูกเผยแพร่ออนไลน์มากมาย ภาพล่าสุดนั้นแชร์มาจาก Weibo ซึ่งเมื่อดูจากภาพจะเห็นว่าวอลเล็ทนี้สามารถทำการโอนเงิน, แปลงเงินและรับเงินได้ รวมถึงแสดงประวัติการใช้งานของผู้ใช้ด้วย

ถือว่าเป็นข่าวดีของประเทศจีนที่ได้มีการพัฒนา DCEP นี้ออกมา ซึ่งสังคมต่างก็เฝ้ารอการเปิดตัวของมันอย่างใจจดใจจ่อและคาดหวัง DCEP นี้จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงระบบการเงินของประเทศไปอย่างสิ้นเชิง

ขอบคุณที่มาจาก boxmining

ข่าวอื่นที่น่าสนใจ